วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทุ่งสังหาร



สังหาร
(KillingFiled) นรกบนดินที่เขมร

 

                ถ้าเกิดท่านคิดจะเดินทางท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านติดกับไทย ผมขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งนอกเหนือ นครวัด และบ่อคาสิโน

 

                อนุสรณ์สถานเจืองเอ็ก และตุล สาเลช

 

อนุสรณ์นี้หากมองดูเพียงภายนอกแล้ว  หลายคนอาจจะคิดว่ามันก็คืออนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเอกราชของชาวเขมรเท่านั้น แต่ใครจะรู้ว่าภายในมันกลับบรรจุไว้ด้วยเรื่องราวอันโหดเหี้ยม และภาพอันน่าสะพรึงกลัว ที่ไม่มีวันจะลบเลือนไปจากความทรงจำของชาวเขมรได้เลย  เพราะภายในอนุสรณ์สถานเจืองเอ็กนั้นคือสถานที่เก็บหัวกะโหลกของชาวเขมร  เหยื่อของการสังหารโหดที่เรียกว่า ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  เมื่อประมาณเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา  มันจึงเป็นเสมือนสถานที่แสดงถึงความโหดร้าย  และระลึกถึงผู้เสียชีวิตชาวเขมร  ที่ต้องดับดิ้นลงไปด้วยน้ำมือของคนชาติเดียวกัน 

 

เชื่อว่าชาวเขมรที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้  คงจะไม่มีใครลืมเลือนเหตุการณ์ ในปี 1975 ที่ชีวิตคนประมาณ 1 ล้าน 7 แสนคน ได้ถูกนำไปทารุณอย่างโหดร้าย ก่อนที่จะถูกส่งไปยังสนามแห่งหนึ่งตรงช่องเอก ในจังหวัดกันดาล ชานกรุงพนมเปญ  ซึ่งชาวเขมรรู้จักกันดีในนามของ Killing Fields หรือ ทุ่งสังหาร ณ ที่แห่งนั้นเหยื่อทั้งหมดถูกยิง ถูกตัดหัว ถูกทุบตี ถูกแทง และอีกสารพัดวิธีการทรมานสุดแต่ที่ชาวเขมรด้วยกันจะคิดออกมาได้

 

ว่ากันว่าถ้าเหยื่อเป็นเด็กจะถูกจับเท้าและฟาดอย่างแรงกับต้นไม้จนตายคาที่ จากนั้นก็จะถูกจับแขวนคอยังกิ่งไม้ในรอบๆทุ่งสังหาร ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก่อนที่จะถูกฆ่าพวกเขาจะถูกบังคับให้ขุดหลุมขนาดใหญ่เหมือนกระทะ เมื่อขุดเสร็จก็จะถูกยิงทิ้งในหลุมนั้นทันที  เหยื่อทั้งหมดนอนตายอย่างทุกข์ทรมานในสนามแห่งนี้  และคงเหลือไว้เพียงหัวกะโหลกให้คนรุ่นหลังได้เห็นเท่านั้น  โดยต่อมาได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ครอบหัวกะโหลกเอาไว้  ซึ่งก็คืออนุสรณ์สถานเจืองเอ็กในปัจจุบันนั่นเอง

 

เชื่อหรือไม่? เรื่องสยองทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแค่ คน 2 คนแท้ๆ และสองคนนี้เป็นคนเขมรโดยกำเนิด แต่ใจเขาสุดอำมหิต จนเป็นเหตุให้คนเขมรตายถึง 3 ล้านคน

 

                จนถูกขนานนามว่า ทุ่งสังหาร(KillingFiled)

 

                พวกเขาคือนายเขียว สัมพันธ์ และทรราชย์ พอล พต

 

                ในปี 1950 อันเนื่องจากเวลาขณะนั้นเขมรยังถูกฝรั่งเศสยึดเป็นอาณานิคมอยู่ และวัยรุ่นนักศึกษาเขมรเกิดแฟชั่นฮิตในการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ โดยหวังว่าการปกครองนี้จะช่วยให้กัมพูชาเจริญก้าวไกลกว่าประเทศอื่นๆ

               

                ในเวลานั้น นายเขียว สัมพันธ์ ซึ่งเป็นนักเรียนนอกเขมร ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส  เกิดรู้จัก มักจี่ กับพอล พต หนุ่มเขมรอีกคนที่ได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อในประเทศฝรั่งเศสในช่วง ค.ศ.1949  ในสาขาวิชา อิเลคทรอนิค 

 

                ทั้งสองพูดกันถูกคอมาก นายเขียวจึงเอยปากทฤษฎีที่เขาศึกษาว่านี้คือวิธีการปกครองที่เหมาะแก่ประเทศกัมพูชาแก่พอล พต ว่า

 

                “ลบลางกฎเกณฑ์ และเรื่องราวทุกอย่าง ของชาติตะวันตก (ฝรั่งเศส) ที่เคยวางรากฐานปกครองกัมพูชาเอาไว้ ยุติการแสวงประโยชน์ในทุกทาง ให้ประเทศกัมพูชาเจริญในการปกครองแบบชนบท คือ ไม่มีเมืองใหญ่ ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม ไม่มีระบบเงินตา และไม่มีการศึกษา”

               

                แม้ทฤษฏีนี้จะเป็นแค่ลมปากของนายเขียว แต่ไม่นานนักด้วยการสนับสนุนของ พอล พตที่ต่อมาได้เป็นผู้นำของกองทัพเขมรแดง และความสนับสนุนจากประเทศจีน ทำให้ พอล พตยึดกัมพูชาได้สำเร็จ ในปี 17 เมษายน 1975 ซึ่งทันทีที่กองทัพเขมรแดงภายใต้การนำของ พอล พตยึดเขมร สิ่งแรกที่ พอล พต ออกคำสั่งไปคือให้นำผู้นำระดับสูง  ข้าราชการและลูกจ้างรัฐบาลไปยิงทิ้งกันต่อหน้าสาธารณชน

 

และแล้วทฤษฏีเขียว สัมพันธ์ จึงปัดฝุ่นเพื่อนำมาใช้ จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นความเลวร้าย ความตายครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์

 

 20 เมษายน 1975 ประชากรชาวพนมเปญ(เก่า)ถูกแยกแถวออกจากกันและให้เข้าไปประจำค่ายทำงาน คอมมูน(หน่วยกลาง)  ซึ่งจุผู้คนได้  ครั้งละ 10,000คน  ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ต่างจาก เรือนจำ ดีดีนี้เอง  แม้กระทั่ง พระสงฆ์  เด็ก หญิงมีครรภ์และเชื้อพระวงศ์บางกลุ่มถูกสั่งการให้ทำงานกลางแจ้งอย่างหนัก  มีอาหารรองท้องเพียง2 มื้อเท่านั้น  นั่นคือ ปลาตากแห้งและข้าวต้มแน่นอน  เมื่อประชาชนถูกสั่งให้ทิ้งบ้านช่องเพื่อไปทำงานให้พวกเขมรแดงอย่างทันควัน  มีหรือที่จะไม่มีการต่อต้านจากชาวเขมร

 

 แต่คำตอบของเหล่าผู้คุมชาวเขมรแดงตอบ คือการทรมาน  การทุบตี  การทารุณกรรมทางเพศอย่างย่ำยี  รวมไปถึงการสังหารหมู่อันเป็นตำนานที่โหดเหี้ยมที่สุดในเขมร

 

นอกจากนี้ พอล พต ยังเร่งสร้างเครื่องจักรสังหารเพื่อเข้าสู่กองทัพเขมรแดงทันที  โดย  การนำเด็กอายุตั้งแต่12-15 ปี มาเดินแถวเข้ากัน  จากนั้น  ผู้คุมชาวเขมรแดงจะนำตัวนักโทษการเมืองมาครั้งละมากๆ  มาผูกมือ  ปิดตาไว้  หลังจากนั้น  ผู้คุมจะยื่นไม้หน้าสามหรืออาวุธบางชนิดให้เด็กชายเพื่อนำไปฟาดผู้เคราะห์ร้ายให้ตายไปข้างหนึ่ง  ถ้าใครกล้า ใครทำดี ก็จะให้บรรจุเป็นทหารในกองทัพ

 

นอกจากนี้ ในการทำงานที่คอมมูน ซึ่ง  ใช้แรงคนถึง10,000คน   มีการพักผ่อนอันน้อยนิดและอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ  ไม่สามารถรองรับคนงานที่ทำงานกลางไร่  กลางแจ้ง เกินวันละ 10 ชั่วโมงได้

 

คนป่วย  สตรีมีครรภ์ คนชราและเด็กทารกเพิ่งคลอดคือผู้รับเคราะห์เนื่องจากมีอัตราการตายสูงมาก  เพราะร่างกายไม่สามารถทำงานหนักๆได้  บางครั้งผู้หญิงที่เพิ่งคลอดจะถูกสั่งให้ไปทำงานหลังพักคลอดเพียง2-3วันเท่านั้น

 

ใครที่ทำงานไม่ได้หรือป่วยหนัก  มักมีจุดจบอยู่ที่การถูกนำไปยิงทิ้งทันที  จากนั้นศพของเขาและเธอเหล่านั้นจะถูกส่งลงหลุมฝังหมู่ทันที

 

มีไม่น้อยที่จะเสียชีวิตเพราะขาดสารอาหารตาย

 

ส่วนผู้ป่วย  คนพิการ  ถือเป็น ตัวถ่วงความเจริญของประเทศ  พรพตก็ไม่รอช้าที่กำจัดบุคคลเหล่านี้

 

 การกำจัดมีหลายวิธี  แต่ต้องให้โอกาสก่อน(ช่างเมตตาเหลือเกิน)  นี่คือคำชี้แจงของเขียว สัมพันธ์  เพราะแม้จะพิการ สติไม่ดี ก็จะนำมาใช้แรงงานเหมือนบุคคลปรกติ  และไม่แปลกใจเลย  ที่ทำไม  คนด้อยโอกาสเหล่านี้จึงดินกระเสือกกระสน  เพราะพิษจากการถูกทำร้าย  ไม่ว่าจะเป็นการลงหวาย  สหบาทาจากผู้คุมเขมรแดง

 

จากนั้น  เมื่อหาประโยชน์จากเขาเหล่านั้นไม่ได้  สิ่งที่จะใช้ปิดฉากนั้นคือ  การฟาดให้ตาย  หรือสาดตะกั่วสังหารเขาเหล่านั้น

 

ผู้ใดหลบหนีจากคอมมูน  จะถูกนำไปฝังทั้งเป็น  จากนั้นชาวเขมรแดงจะทำกิจกรรมหลายๆอย่างจากร่างของเหยื่อเหล่านั้นเช่น  การปัสสาวะ  ถ่มน้ำลายรวมไปถึงการทุบตีขณะที่เหยื่อไม่สามารถปกป้องตนเองได้

 

แต่คนจำนวนมากที่หลุดหนีออกมาด้วยความหิวโหยถึงขีดสุด  เพื่อหาโปรตีนมาเสริมในร่างกาย  ทว่า...ในคอมมูนกักกันจะหาโปรตีนที่ไหนได้นอกจาก...ซากศพของคนงานด้วยกันที่พวกเขาเห็นว่าเพิ่งถูกสังหาร  พวกเขาจะวางแผนกันยามค่ำขณะที่ทหารเขมรแดงเผลอไผล  รีบไปยังหลุมฝังเพื่อฉีกกระชากซากศพ  เพื่อนำเลือดและเนื้อจากซากศพไปหลอมเป็นโปรตีนแก่ร่างกายเพื่อจะได้มีชีวิตรอดต่อไปในวันข้างหน้า

 

ผู้ที่รอดพ้นทหารเขมรแดงเมื่อรอดก็รอดไป  แต่เมื่อเขาถูกจับได้  ผลที่ตามนั้นอาจทรมานยิ่งกว่าความตายก็เพียงได้

 

ทหารเขมรแดงจะนำเชือกรัดมือ รัดเท้า  เป็นแท่นตรงๆ  เพื่อนำไปเสียบกับหลุมที่ขุดไว้  จัดการฝังรากลึกลงไป  แค่นั้นอาจยังไม่อำมหิตพอมือ  เพราะหลังจากนั้น  เขาจะกลับศีรษะของเหยื่อกินศพรายนั้นและเอาศีรษะของเขาจิ้มลงพื้นดิน  เสมือนนกกระจอกเทศที่เมื่อตกใจ  จะฝังหัวลงไปในพื้นดิน

 

 แน่นอนเหล่านักกินศพไม่อาจทนได้ กับการฝังให้หายใจไม่ออกจนตาย  ในที่สุด พวกเขา ก็ได้ตาย

เมื่อยังไม่พอมือ  ทหารเขมรแดงใจอำมหิตจะตัดศีรษะของเหยื่อกินศพ  และนำไปเสียบไม้เพื่อประจานว่า  หากใครเล็ดรอดไปกินศพ  จะมีสภาพเช่นดังนี้      

 

4ปีแห่งความทรมานของชาวเขมร  กับแผนพัฒนาประเทศ(หรือแผนสังหารประเทศ) ของเขียวสัมพันธ์  จนในที่สุด  พอล พต  ได้ตัดสัมพันธ์กับเวียดนาม  พันธมิตรเก่าอย่างไร้เยื่อใย 


          เวียดนามโกรธมากที่กัมพูชาทำอย่างนั้น จึงได้ส่งกองกำลังขนาดใหญ่บุกกัมพูชาในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม  ปี ค.ศ.1978  ได้ชัยชนะในกลางเดือนมกราคม ค.ศ.1979 ขับไล่พวกเขมรแดงออกไปจนไปตั้งหลักอยู่บริเวณติดกับชายแดนประเทศไทย  ใกล้ๆตราดและอุบลราชธานี   จนกระทั่งกลับกลายเป็นกลุ่มกองโจรกระจอกในที่สุด

 

 ส่วนพอล พตและเขียวสัมพันธ์  และผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ หนีรอดไปได้

 

ข่าวคราวของ พอล พตและเขียวสัมพันธ์ หายไปจากประวัติศาสตร์เขมรนานนับสิบปี จนกระทั้งในคืนวันที่ 15 เมษายน 1997 นายพอล พตก็เสียชีวิตอย่างสงบภายในกระท่อมที่คุมขังเขาอย่างเป็นปริศนา  ท่ามกลางทหารเขมรแดงที่เคยรับใช้เขา  บรรยากาศที่สิ้นหวังที่ขาดผู้นำ  

 

 2 วันต่อมา  ร่างไร้วิญญาณของ พอล พต  ถูกฌาปณกิจด้วย  ยางรถและกองขยะอย่างไร้ศักดิ์ศรี 

 

"I came to carry out the struggle, not to kill people. Even now, and you can look at me, am I a savage person?"

 

"ผมมาเพื่อต่อสู้สำหรับชนชั้นกรรมาชีพ (ชาวนา) ไม่ใช่มาฆ่าคน แม้บัดนี้ คุณสามารถมองมาที่ผมได้ ผมเป็นคนเลวร้ายขนาดนั้นหรือ ?"

 

นี่คือคำกล่าวสุดท้ายที่มีต่อโลก  ของ พอล พต 

 

 เป็นอันสิ้นสุดนรกในเขมร เช่นนี้แล

 

 

จากหนังสือสังหารหมู่ ของรวิโรจน์+ + 

โดย arinth

 

กลับไปที่ www.oknation.net