วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อนาคตหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า


เรียน คุณหมอ หรือ คุณแต่งแต่ง และโอเคเนชั่นบล็อกเกอร์ทุกท่าน

อ้างถึง  http://www.oknation.net/blog/tintinthai/2007/12/31/entry-2

วันนี้ผมขอส่งเรื่องการรักษาฟรีตามที่ปรากฎเป็นบทความในหนังสือมติชน ผมลอกมาทั้งหมดโดยมิได้ตัดทอนสิ่งใดออกไปเลย หวังว่าเจ้าของบทความคงไม่ขัดข้อง เพราะเป็นการช่วยกันให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป ตามที่ปรากฎเป็นข่าว โดยเฉพาะเรื่องเจ้าของดั้งเดิมของความคิดนี้ ไม่ว่า รมต.เจ้ากระทรวง เลขาธิการสปสช.ผู้ล่วงลับไปแล้ว นพ. ประเวศ วสี อ.อัมมาร สยามวาลา หรือ นักการเมืองล้วนแต่เป็นบุคคลที่น่าสนใจทั้งสิ้นตามมุมมองของแต่ละท่าน

แต่ความจริงของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ในท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนจะฟันฝ่าไปได้อย่างไรหากไม่มีเงินเป็นตัวช่วย หรือช่วยกันเอง

สวัสดีครับ
คนสองแผ่นดิน

ต่อไปนี้คือบทความที่คัดลอกมา

อนาคตหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อนาคตบัตรทองถึงเวลาต้องร่วมจ่าย???

ชลธิดา ภู่ระหงษ์ chontida_
pla@yahoo.com

มติชน 27 ธ.ค. 50 - ในรอบ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่มีการขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมแทบทุกโรคแล้ว รวมถึงการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือซีแอล ที่มีการประกาศบังคับใช้สิทธิไปแล้ว 3 รายการในกลุ่มยาเอดส์ ยาโรคหัวใจ และในเร็วๆ นี้อาจจะมีข่าวดียากลุ่มมะเร็ง

สิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง เป็นเรื่องที่น่าดีใจของภาคประชาชน เพราะเป็นหลักประกันได้ว่าประชาชนทุกคน ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ขณะเดียวกันหากมองในแง่ของภาครัฐที่จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขในภาพรวมทั้งประเทศ

ถือเป็นเรื่องใหญ่มหาศาล ที่ไม่ควรมองข้ามทีเดียว

สังเกตได้ว่าปีแรกที่มีระบบหลักประกันสุขภาพ โรงพยาบาลเกือบทุกแห่งที่มีเงินสะสมอยู่ ติดลบเกือบทั้งหมด พอรัฐบาลชุด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารช่วงตุลาคมปี 2549 นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีสาธารณสุขสั่งยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 30 บาท พร้อมอัดงบประมาณเข้าไปในระบบแสนกว่าล้านบาท และในปีงบประมาณ 2551 ใส่งบประมาณไปอีกแปดหมื่นกว่าล้าน หากปล่อยให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างไม่มีปลายปิด ปัจจุบันงบประมาณด้านสาธารณสุขสูงถึง 11% จะเพิ่มขึ้นไปเป็น 12-13% และหากปล่อยให้ขึ้นไป 20% หมายถึงว่าประเทศต้องแบกภาระจนแอ่น จนล้ม ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะรัฐบาลต้องใช้เงินมาดูแลสุขภาพหมดจนไม่มีเงินพัฒนาประเทศ และสุดท้ายระบบหลักประกันสุขภาพของประชาชนก็อยู่ไม่ได้ต้องล่มสลายไป

นพ.มงคลยอมรับว่าโครงการบัตรทองดีมากช่วยเหลือคนจนไม่ให้ต้องล้มละลาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ประเทศชาติล้มละลายด้วย ต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้สามารถจำกัดการใช้จ่ายทำให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน เพราะปัจจุบันประชาชนยังเห็นว่าระบบหลักประกันสุขภาพเป็นของฟรี จึงไม่เห็นคุณค่าได้ยามาฟรีก็กินทิ้งกินขว้าง ทำให้วันนี้ประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตและนำเข้ายาเกินความจำเป็น ยังทำให้เกิดปัญหาการดื้อยาตามมาด้วย

"การลดความแออัด" และ "การร่วมจ่าย" (co-payment) จึงถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะโครงการร่วมจ่าย เป็นเรื่องที่ นพ.มงคลบอกว่าอยากจะผลักดันให้สำเร็จภายในช่วงที่ยังบริหารงานอยู่ เพื่อไม่ต้องให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนจะผลักดันสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในวันที่ 27-28 ธันวาคมนี้ ที่ จ.เพชรบูรณ์

"ที่อยากเร่งทำเรื่องการร่วมจ่าย เพราะถือว่าทีมงานในขณะนี้เป็นผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุขที่ร่วมทำงานมาตั้งแต่ต้น มีข้อมูลของระบบอย่างละเอียด หากนักการเมืองเข้ามาทำงานต่อ ไม่ได้มาจากการแพทย์ การสาธารณสุข จะไม่เข้าใจระบบ ทำให้การทำงานจะลำบาก" นพ.มงคลระบุ

อย่างไรก็ตาม ยังมีทางเลือกที่ประชาชนไม่ต้องร่วมจ่าย แต่คนไข้ต้องเริ่มต้นการรักษาที่การสาธารณสุขขั้นพื้นฐานก่อน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงและไม่ต้องร่วมจ่าย เพียงแต่ร่วมในเรื่องของการรักษาพยาบาล เช่น โรคหวัดธรรมดา ไปรักษาสถานีอนามัยค่ารักษา 40 บาท ไปโรงพยาบาลชุมชน ค่ารักษา 120 บาท ไปโรงพยาบาลทั่วไป 400 บาท โรงพยาบาลศูนย์ 1,000 กว่าบาท ไปโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยอาจถึง 2,000 บาท

ซึ่งแนวทางการปฏิบัติเหล่านี้ นพ.มงคลอธิบายว่า การลดภาระค่ารักษาพยาบาลต่างๆ สามารถทำได้ ซึ่งเกี่ยวโยงกับ "โครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่" ที่ขณะนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) ได้เริ่มดำเนินการนำร่องไปบ้างแล้ว อาทิ รพ.ภูมิพลอดุลยเดช รพ.รามาธิบดี รพ.ราชวิถีอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ส่วนในต่างจังหวัด รพ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ก็เริ่มดำเนินการและประสบความสำเร็จอย่างมาก

วิธีการดำเนินการ คือ รพ.ต้องสร้างเครือข่ายสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อให้เป็นคลีนิคลูกข่ายรองรับผู้ป่วยในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง เพราะเป้าหมายหลักของโครงการคือ รพ.จะต้องลดจำนวนผู้ป่วยนอกลง หรือไม่มีผู้ป่วยนอกเลย แต่ละรับผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน หรือการส่งต่อผู้ป่วยเท่านั้น และ รพ.จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบถึงโครงการและวิธีการรับรักษาพยาบาล ซึ่งในกรณีที่คนไข้มีอาการป่วยไม่หนัก หรือป่วยเป็นโรคทั่วไป แทนที่จะมาโรงพยาบาลใหญ่ๆ โรงพยาบาลศูนย์ ก็ไปรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน ศูนย์สุขภาพชุมชน สถานีอนามัย หรือสถานพยาบาลใกล้บ้านที่เป็นคลีนิคลูกข่ายของ รพ.ใหญ่แทน

"โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ไม่ใช่ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่ฉวยเอาโครงการนี้ไปเป็นผลงานของตนเอง ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามี ศ.นพ.ประเวศ วสี อ.อัมมาร สยามวาลา เป็นผู้ริเริ่มคิดระบบขึ้นมา แล้วมาเร่ขายให้รัฐบาลยอมรับ พอพรรคไทยรักไทยมาเห็นก็หยิบไปใส่เป็นสโลแกน โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งที่ไม่ใช่ผลงานของเขา" นพ.มงคลกล่าว

เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงแม้ว่ารัฐบาลชุดไหนจะเข้ามาก็ไม่มีทางยกเลิก และเลิกไม่ได้ เพราะเป็นนโยบายที่ประเทศอื่นอยากจะเอาเป็นแบบอย่าง เราใช้งบประมาณจำนวนไม่มาก แต่ป้องกันไม่ให้คนล้มละลายจากการรักษาพยาบาลได้หลายล้านคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกายังทำไม่ได้

ทั้งหมดนี้ เป็นแนวคิดของรัฐมนตรีมงคลทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม การร่วมจ่ายดังกล่าวคงจะไม่เกี่ยวข้องกับค่ารักษาพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน และจะเป็นการขัดกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตีความเรื่องนี้ไว้ ว่า สปสช.ไม่สามารถนำระบบร่วมจ่ายมาใช้ได้ แต่หากเป็นสิทธิประโยชน์ที่นอกเหนือกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานเช่น ห้องพักพิเศษ พยาบาลพิเศษ ฯลฯ ก็สามารถใช้การร่วมจ่ายได้

ด้าน นพ.สงวน นิติยารัมภ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า แนวทางในการให้บริการด้านสุขภาพของประชาชน หากมองเรื่องของการร่วมจ่ายคงจะไม่จำเป็นเหมือนเมื่อก่อนเพราะในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณมาให้จำนวนมากแล้ว ซึ่งสิ่งที่ สปสช.ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในขณะนี้คือ เน้นเรื่องคุณภาพของการบริการ

โดยเฉพาะโครงการลดความแออัดของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะต้องขยายโครงการให้มากขึ้น เพราะจำนวนผู้ป่วยที่ล้น รพ. เกินกำลังของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ทำให้บุคลากรเหล่านี้มีงานล้นมือ ซึ่งเสี่ยงต่อการรักษาที่ผิดพลาด กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน เป็นการป้องกันสมองไหล หรือบุคลากรทางการแพทย์ขาดแคลนในทางอ้อมได้ เพราะโครงการดังกล่าวจะช่วยลดภาระหน้าที่ของแพทย์และพยาบาลลง งานไม่หนักจนอยากลาออกไปอยู่ รพ.เอกชน

นอกจากนี้ สปสช.ยังมีโครงการใหม่คือ การรักษาพยาบาลในอนาคตจะเน้นการลดผลกระทบต่อผู้ป่วยในบางโรคที่อาจก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งทางร่างกายและเงินทอง เช่น ต่อไปต้องไม่มีผู้ป่วยตาบอดจากโรคที่สามารถป้องกันและรักษาได้ เช่น เบาหวาน เป็นต้น

ส่วนปัญหาที่สำคัญที่ทุกฝ่ายกังวลว่าระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่มีความยั่งยืนนั้น นพ.สงวนให้ความเห็นว่า ปัญหาหลักคือวิกฤตเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความกระทบต่อโครงการได้ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองเห็นดีกับตัวโครงการ เพราะประชาชนเห็นผลงานชัดมากที่สุด

ดังนั้น การมองหางบประมาณที่แน่นอนที่จะนำมาใส่ในระบบ เช่น การนำงบประมาณมาจากภาษีบาป จึงเป็นสิ่งที่จะต้องคิดทำต่อไป !!!

"ขณะที่ประชาชนเองก็ต้องรู้จักการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคต่างๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิก ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หมั่นออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้ภาระตกไปอยู่ที่โรงพยาบาล รัฐไม่ต้องหัวหมุนหาเงินมาใส่ในระบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" นพ.สงวนกล่าวทิ้งท้าย

สุดท้ายแล้ว...ระบบหลักประกันสุขภาพจะอยู่ได้ยั่งยืนหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือช่วยกัน

โดย คนสองแผ่นดิน

 

กลับไปที่ www.oknation.net