วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

T A G ของฉัน


TAG ของฉัน


ไม่รู้ว่าฉันเข้าใจถูกไหมว่า TAG มันคือ การเขียนเรื่องที่ไม่ค่อยอยากบอกให้ใครรู้ ให้คนอื่นรู้ (ฉันเพิ่งได้ยินคำนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน และไม่นึกว่ามันจะมาเกี่ยวกะฉันจึงไม่ค่อยได้ทำความเข้าใจมันนัก)

ฉันได้รับคำเชิญจากคุณแก้วกุดั่น โดยตัวคุณแก้วอาสาสมัครเป็นบาทหลวง รับหน้าที่ฟังคำสารภาพปาปของฉัน ฉันจึงขอขอบคุณ คุณแก้วฯไว้ ณ ที่นี้ด้วยที่มีน้ำใจกับฉัน

ฉันเชื่อว่าทุกคนมีซาตานด้านมืดคอยกระซิบบอกอยู่ข้างหู สำหรับฉันซานตานตนนี้มันทำงานดีมาก มักจะบอกอะไร เสนออะไรแก่ฉันไปทุกเรื่อง บางเรื่องมันก็น่าคิดเหมือนกันนะ แต่บางเรื่องก็มองอย่างขำๆ คิดว่าอย่างนี้ก็มีด้วย!!!

เรื่องที่ฉันจะเขียนต่อไปนี้ขอให้ท่านผู้อ่าน คิดว่าเป็นบันทึกของคนบ้าคนหนึ่งก็แล้วกัน อย่าไปเอาสาระกะมันนัก มันเป็นเรื่องที่ฉันไม่ใคร่จะชอบมันนัก มันเป็นเรื่องที่เจ้าซาตานดลบันดาลให้แวปมาในหัวสมองของฉัน และ เป็นข้อเสนอที่ฉันไม่อาจปฎิเสธได้

เรื่องที่ 1

 

กาลครั้งหนึ่งตอนค่ำคืนในฤดูหนาว ที่ร้านกาแฟริมทางแถวๆ บางกะปิ มีนิสิตมหาวิทยาลัยอยู่ 3 ตน นั่งกินกาแฟกันอยู่ เหตุผลหนึ่งที่พวกเขามานั่งอยู่ที่นี่เพราะยังไม่อยากกลับบ้าน เหตุผลหนึ่งเพราะอยากหาอะไรร้อนๆ กิน และอีกเหตุผลหนึ่งคือกาแฟเป็นเครื่องดื่มราคาไม่แพง สั่งกาแฟหนึ่งแก้ว ก็จะมีน้ำชาร้อนๆ อีกหนึ่งกาแถมให้ด้วย เราสามารถนั่งเอ้อระเหยที่ร้านได้นานนับชั่วโมง นี่จึงเหมาะกับเศรษฐกิจเด็กมหา’ลัย

ช่วงนั้นมีข่าวเรื่องการปล้นทองตามร้านต่างๆทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดบ่อยมาก นี่จึงเป็นหัวข้อในการสนทนาอย่างหนึ่งของเราสามคน

เพื่อนคนที่หนึ่งบอกว่ามีคนที่เขารู้จักเคยทำงานที่ต่างประเทศ เจ้าญาติคนนี้เคยขโมยของมาจากที่นั่น กลับเข้ามาประเทศไทย ก็ไม่เห็นใครจะจับได้ เพราะตอนขโมยของนั้นเป็นคืนก่อนที่เขาจะกลับเมืองไทย พอเช้ามาก็ขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยแล้ว ถึงตอนนั้นเจ้าทรัพย์ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว

เพื่อนคนที่สองว่าถ้าดูแล้วพวกโจรสมัยนี้จะถูกตำรวจจับน้อยมาก ถ้าไม่ใช่คดีที่ดังจริงๆ หรือไปเหยียบตาปลาคนใหญ่คนโตเข้า ก็อย่าหวังเลยว่าจะถูกจับได้

ฉันว่ามันจริงอย่างที่เพื่อนคนที่สองบอก ไม่งั้นจะมีข่าวตามหน้าทีวีทุกวันได้ไง แสดงว่าความเสี่ยงที่จะถูกจับมีน้อยจริงๆ และฉันบอกว่า(นี่แหละซาตานมันบอกฉัน) ที่จริงไม่ต้องไกลเลยที่แยกตลาดบางกะปินี่แหละ มีร้านทองอยู่เพียบเลย ตำรวจก็ไม่เห็นจะมาเฝ้าร้าน เพราะร้านมันไม่ใช่ร้านใหญ่ นี่ถ้าใครจะปล้นก็คงไม่ใช่เรื่องยากนัก

เพื่อนคนที่หนึ่งบอกว่าน่าคิดนะ ดูมันมีความเป็นไปได้ เรามาวางแผนปล้นทองกันดีไหม

เพื่อนคนที่สองและฉันสนับสนุนความคิดนี้เต็มที่ เพราะเห็นความสำเร็จลางๆ มันไม่ใช่เรื่องยากเลย(เจ้าซาตานบอกฉัน)

แผนการของเราคือ  วางแผนขโมยกันในตอนกลางคืน โดยให้เพื่อนคนที่หนึ่งไปเรียกความสนใจของตำรวจ โดยไปจุดไฟเผาอะไรสักอย่าง หรือทำระเบิด แต่ให้ไกลๆจากแถวนั้นหน่อย (เอาเข้าไปนั่น) จากนั้นให้ฉันและเพื่อนคนที่สองบุกเข้าร้านทองโดยใช้แก๊สตัดเหล็กประตูร้านทอง แล้วกวาดทองให้มากที่สุด  พาหนะที่ใช้หลบหนีต้องมอเตอร์ไซด์เท่านั้น แต่ถ้าจวนตัวจริงๆ ก็ให้กระโดดลงคลองแสนแสบหลบหนี ฉันบอกว่าฉันคงไม่ถูกจับแน่นอน แต่จะตายด้วยน้ำเน่าในคลองแสนแสบนี่แหละ เพื่อนเลยบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเราจะเตรียมอุปกรณ์ดำน้ำไว้ให้ที่ริมคลองไว้แล้ว ฉันถามว่าถ้ายังมีตำรวจอยู่แถวนั้นอีกล่ะ เพื่อนบอกว่าไม่มีทางเพราะตำรวจต้องไปดูเหตุการณ์ที่มันได้ก่อเหตุไว้ที่อื่นแน่นอน มันจะเอาให้ใหญ่โตเลยแบบตำรวจทั้งโรงพักต้องสะดุ้ง แต่เพื่อนมันกลัวแค่ว่าฉันจะปฎิบัติการที่ร้านทองชักช้าเท่านั้น ฉันตอบว่าหายห่วงได้ ฉันจะไปสำรวจสถานที่ และจะซ้อมจับเวลาดูว่ามันจะทำได้เร็วกี่นาที เอาเหมือนในหนังเลย รับรองฉันทำได้เนียนแน่ๆ....

....เราใช้เวลาถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด เรื่องทางหนีทีไล่ และหาจุดบกพร่องกันอีกนาน หมดกาแฟไปคนละ 2 แก้ว น้ำชาอีก 3 กา เวลาก็ล่วงไป 4 ทุ่ม เห็นว่าวันนี้เราประชุมกันพอสมควรแล้ว และจะมาวางแผน กำหนดวันเวลาปฎิบัติการปล้นอีกครั้งในวันหลัง

...ความฝันของเรา เมื่อปฎิการของเราสำเร็จ ทองที่ได้เราจะมาแบ่งเท่าๆ กัน ฉันจะเอาไปเที่ยวรอบโลก เพื่อนของฉันจะเอาไปซื้อรถใหม่ และจะไปเที่ยวรอบโลกกับฉัน ...

...เช้าวันต่อมา เมื่อเราเจอกัน เราสามคนต่างมองหน้ากันอย่างอายๆ เราไม่เคยคุยกันถึงเรื่องนี้อีกเลย ต่างคนต่างทำเหมือนกับลืมไปว่าเราได้เคย "วางแผนกันปล้นร้านทอง" กันมาแล้ว ว ว ว ว ว ! ! !

 

....................

 

เรื่องที่ 2

 

ฉันและเพื่อนๆ เป็นคนชอบดูหนัง แต่ไม่ค่อยชอบดูในโรงเพราะมักเสียอารมณ์กะพวกคุยโทรศัพท์และพวกกินขนม ดังนั้นจึงนิยมเช่าหนังมาดูกันที่หอพัก ใครมีหนังอะไรก็จะมาดูกันที่ห้องฉันนี่แหละ ร้านเช่าประจำของฉันและเพื่อนอยู่ปากซอย ร้านไม่ใหญ่นักแต่หนังเยอะแถมพนักงานที่นี่น่ารัก จึงทำให้เราแวะเวียนมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ

 

...วันนั้นฉันกลับมาจากต่างจังหวัด เข้ามาที่ห้องก็ได้รับโน๊ตจากเพื่อนที่แสนดีว่า มันเช่าหนังมาดูและขอให้ฉันไปคืนให้หน่อย ซึ่งวันสุดท้ายที่ต้องคืนคืวันนี้พอดี ด้วยความเสียดายว่าถ้าคืนช้าเดี๋ยวจะเสียค่าปรับ ฉันจึงกดแผ่นหนังออกมาจากเครื่องใส่ซองไปคืนที่ร้าน แล้วถือโอกาสคุยกะพนักงานที่ร้านเสียหน่อย บอกว่าหนังสนุกนะ มันส์ดี นี่เพิ่งดูจบพอดีเลยเอามาคืนนี่แหละ ฯลฯ จากนั้นฉันก็เดินดูหนังเรื่องอื่น จังหวะนั้นเองสายตาฉันเหลือบไปเห็นหนังตัวอย่างที่ร้านเปิดให้ลูกค้าดู เอ้ย อะไรหว่านี่ภาพชายหญิงกำลังนัวเนียกันเลยนี่ พนักงานถ้าจะเปิดผิดแผ่นแน่ๆ อิ อิ

 

ด้วยความที่ถือว่าฉันเป็นคนมีมารยาท กลัวพนักงานสาวคนนั้นจะอายกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ฉันจึงไม่พูดถึงมัน (แต่นึกหัวเราะอยู่ในใจ) ส่วนเธอก็ทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเหมือนกัน แถมยังส่งยิ้มกับฉัน และพูดกับฉันว่าฉันคงเป็นคนที่ชอบดูหนัง ออ ต้องขอโทษฉันด้วย ที่ฉันเอาหนังมาคืนผิดเรื่อง ทดลองเปิดแล้วยังไงก็ไม่ใช่ คราวหลังไม่ต้องรีบมากก็ได้ค่ะ (เสียงนี้ยังก้องดังอยู่ในหูฉัน)

 

ด้วยความที่เป็นคนเข้าใจอะไรที่ไม่ยากนัก ฉันจึงรีบตอบว่า อ้อ แต่คำพูดนี้มันก็จุกอยู่แค่ที่คอหอยเท่านั้น พูดไม่ออกเลย ... ฉันรับหนังแผ่นนั้นกลับมา แล้วก็ออกจากร้านทันที

 

...ฉันไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย ฉันเก็บมันไว้ตลอดเหมือนคนน้ำท่วมปาก จะพูดความจริงกับพนักงานคนนั้นมันก็เหมือนแก้ตัว จะบอกเจ้าเพื่อนตัวแสบ มันก็คงเอาเราไปขายต่อ จึงต้องถือว่ามันเป็นคราวซวย และความสะเพร่าของฉันเอง     " หลายเหตุการณ์ในชีวิตมันน่าจดจำนะ แต่บางเหตุการณ์เราลืมๆ มันบ้าง..ก็ดี  ว่าไหม "

 

.................................

เรื่องที่ 3

ฉันไม่ชอบการซื้อของตามตลาดสด เพราะฉันมีความทรงจำที่แย่ๆ กับคนขาย โดยเฉพาะแม่ค้า เขามักจะเอาเปรียบลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าผู้ชาย ไม่รู้ว่าเขาคิดว่าผู้ชายเป็นเพศที่ไม่รู้เรื่องกับข้าวกับปลาหรือไงนะ หลายเหตุการณ์ทำให้ฉันคิดถึงคำพูดของโกต๋อง ตัวละครในเรื่องเหมืองแร่ ของคุณอาจิณ ปัจพรรค์ ที่พูดว่า "คนค้าขายไม่มีนรกหรือสวรรค์หรอก มีแต่กำไรหรือขาดทุนเท่านั้น" ฉันซึ้งกับคำพูดนี้จริงๆ

- ฉันอยากกินแกงอ่อมหมู ไปที่ร้านบอกให้แม่ค้าทำให้หน่อย แม่ค้าบอกว่านี่ถุงนี้เลย เพิ่งทำเสร็จ ยังร้อนๆ ฉันว่าของฉันไม่ใส่ผงชูรสนะ แม่ค้าว่าที่นี่ไม่ใส่ผงชูรส ฉันเลยซื้อ กลับมาถึงบ้านแกะใส่จานปรากฎว่ามันเป็นแกงอ่อมไก่ กินดูปรากฎว่าปากฉันแห้ง ลิ้นชา เพราะแพ้ผงชูรส

- ฉันซื้อขนมที่แม่ค้าแพ็คใส่ถาดโฟมไว้ บอกว่าเอาแพ็คนึง แม่ค้าก็มองฉันจากนั้นเอื้อมมือไปหยิบมาถาดหนึ่งที่อยู่ไกลๆ ฉันรู้ทีหลังว่าทำไมแม่ค้าไม่หยิบถาดใกล้ๆ มือ ก็เพราะถาดนี้มันเหมือนจะบูดแล้วนี่เอง

- ฉันอยากกินส้มโอ เลยบอกให้แม่ค้าเลือกให้หน่อย เพราะฉันเลือกไม่เป็น บอกว่าเอาที่หวานๆเลยนะจะกินเลย ไม่เอาที่ยังไม่สุก แม่ค้ารับปากอย่างดีแล้วไปเคาะนั่น ตบนี่ส้มโออยู่นาน ก็ได้มาสามลูก บอกว่าภายนอกลูกอาจไม่สวยมีตะปุ่มตะปั่มบ้างแต่ข้างในจะสวยมากรับรอง ฉันก็เชื่อ กลับมาปอกดู ลูกแรกเนื้อขมเพราะยังไม่สุก ลูกสองข้างในเน่าเพราะมีหนอน ลูกสามดีหน่อย มีเนื้อให้กินนิดนึงเพราะเปลือกมันโครตหนาเลย

ฯลฯ 

....................................

เรื่องที่ 4

ฉันอยากศึกษาแนวทางพุทธศาสนาให้มากขึ้น อยากรู้ว่านิพพานคืออะไร ต้องทำอย่างไรจึงจะได้มา ฉันว่าแนวทางแบบเซน ก็น่าสนเพราะเราใช้ชีวิตเป็นปกติเหมือนคนทั่วไปได้มากกว่าแนวทางอื่น แต่ต้องขบคิดในสิ่งต่างๆให้มากกว่าปกติเท่านั้น

เซนจะมีจังหวะหนึ่งที่จะมี แวปความคิดอันหลุดพ้น ขึ้นมาในหัวสมอง สิ่งนั้นจะมาอย่างสายน้ำที่ไหลพรั่งพรู ทำเราให้ได้เข้าใจในชีวิตอย่างแจ่มแจ้ง ลางคนอาจกำลังกวาดพื้นอยู่ก็บรรลุได้ บางคนตักน้ำก็บรรลุ หรือบางคนกำลังเดินอยู่ก็บรรลุ ฉันหวังว่าสักวันฉันคงจะบรรลุกะท่านเหล่านั้นด้วย...

ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันคิดต่อไปนี้จะเรียกว่า "บรรลุ" ได้หรือไม่ ช่วยบอกหน่อยเถอะ

ฉันเฝ้ามองคนกลุ่มหนึ่ง เขาคือกลุ่มคนชาย-หญิง ที่ไว้ผมเผ้าแบบนักดนตรีเร็กเก้ แบกถุงมหาสมบัติที่ทำด้วยกระสอบปุ๋ย เดินไปบนถนนโดยไม่มีจุดหมาย ไม่ต้องการเสื้อผ้ามากมาย ไม่รู้สึกร้อนหนาว หิวก็แวะข้างทางหาน้ำหาขนมกินโดยไม่ต้องจ่ายตังค์ ไม่ต้องทำงานหาเงิน ไม่ต้องไปอิจฉาใคร ไม่ต้องทำงานแข่งกับใคร พวกเขาอมยิ้ม หัวเราะได้ทั้งวันเสมือนว่าเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว

เขาเหล่านี้ทำให้ฉัน แวป ความคิดขึ้นมาในหัวสมองว่า นี่อาจเป็นสิ่งที่มนุษย์กำลังค้นหากันก็ได้ ถ้าเราตัดเรื่องความอาย และความต้องการที่ไม่จบสิ้น เราก็คงไม่ต่างอะไรกับคนเหล่านี้ นี่แหละคือความสงบ นี่แหละคือความปล่อยวางอย่างแท้จริง มันคือจุดจบของความคิดที่ไม่รู้จบ แต่มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของความอิ่มเอมที่ไม่รู้จบแทน...

............................................

เรื่องที่ 5

เมื่อฉันอ่านหนังสือเรื่อง "แมงมุมเพื่อนรัก" ฉันมักจะร้องไห้เป็นประจำ 

.................................

 

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net