วันที่ อังคาร มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จะได้รัฐบาลใหม่แล้ว....คุณรู้จักประชาธิปไตยดีแค่ไหน?


ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา รูปแบบของประชาธิปไตยมีการพัฒนาการมาตลอด ซึ่งภาพของการพัฒนาประชาธิปไตยในบ้านเรามีทั้งในด้านบวกและด้านลบ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มากระทบมากมายตลอดระยะเวลา ในบางครั้งก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งความขัดแย้งในลักษณะสันติวิธี และความขัดแย้งที่มีการใช้ความรุนแรงที่นำมาซึ่งความสูญเสีย ถึงแม้เส้นทางของประชาธิปไตยในประเทศไทยได้เดินผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปีมีทั้งล้มลุกคลุกคลานกันมาตลอดแต่เราคงต้องยอมรับความจริงกันว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่มีความรู้ความเข้าในคำว่าประชาธิปไตย บ้างก็เคลื่อนไหวเรียกร้องตามกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม การทำความเข้าใจในแนวคิดของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องที่เรา ๆ ท่าน ๆ น่าที่จะได้มีโอกาสทำความเข้าใจ เพื่อที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการปกครองระบอบประชาธิปไตย ฯ ในบ้านเรา

                สำหรับคำว่าประชาธิปไตยนั้นในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “Democracy” เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณคือคำว่า “Democratie” ซึ่งเป็นคำที่ผสมมาจากคำว่า “Demo” ที่แปลว่าประชาชน และคำว่า “cratie” ที่แปลว่าระบอบการปกครอง ดังนั้นคำว่า “Democratie” จึงหมายความโดยนัยว่า “การปกครองโดยประชาชน” ส่วนความหมายของคำว่าประชาธิปไตยนั้นได้มีผู้กล่าวไว้อย่างมากมายเช่น อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ ฯ ได้ให้คำจำกัดความที่รู้จักกันทั่วไปว่า “democracy is a government of the people, by the people, and for the people." โดยถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า “ประชาธิปไตยคือการปกครอง ของประชาชน โดยประชาชน และ เพื่อประชาชน”

                การปกครองระบอบประชาธิปไตย ยึดหลักการที่สำคัญดังนี้

                1. หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty): ในหลักการข้อนี้จะเป็นเรื่องของการให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยที่จะต้องเป็นของประชาชน เพื่อให้การปกครองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยประชาชนมีอำนาจในการเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปปกครอง และรวมไปถึงอำนาจในการถอดถอนผู้แทนที่ตนเองเลือกเข้าอีกด้วย

2. หลักเสรีภาพ (Liberty): ในหลักการข้อนี้จะเป็นการให้ความสำคัญกับเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเสรีภาพเหล่านี้จะต้องมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาคของประชาชน

3. หลักความเสมอภาค (Equality): หลักการในข้อนี้ให้ความสำคัญกับความเสมอภาค ถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะเกิดมามีความแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพียงความแตกต่างกันทางกายภาพ สำหรับความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางโอกาส ซึ่งหมายถึงประชาชนจะมีโอกาสที่เท่ากันในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา 

                4. หลักกฎหมาย (Rule of Law): หลักการในข้อนี้จะให้ความสำคัญกับการบัญญัติกฎหมายที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน โดยมีความชอบธรรม บังคับใช้กับประชาชนอย่างยุติธรรมมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะใช้กับบุคคลใดหรือชนชั้นใด

5. หลักเสียงข้างมาก (Majority Rules): ปัจจุบันประชากรของรัฐแต่ละรัฐนั้นมีจำนวนมาก ซึ่งคงเป็นการยากที่จะให้ทุกคนในรัฐมีความคิดเห็นเหมือนกัน ดังนั้นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยหลักการเสียงข้างมาก เพราะเสียงเอกฉันท์คงจะเป็นไปได้ยาก ส่วนการใช้เสียงข้างมากแค่ไหนเป็นเกณฑ์นั้นขึ้นอยู่กับความสำคัญของปัญหา ถ้าสำคัญ

มากคงต้องใช้เสียงข้างมากที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง อย่างก็ดีหลักการเสียงข้างมากนั้นก็ไม่อาจจะละเลยสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority Rights) ได้ ทั้งนี้จะต้องมีหลักประกันที่ให้ความคุ้มครองกับเสียงข้างน้อย เพื่อป้องให้ไม่ให้เสียงส่วนใหญ่กดขี่ข่มเหงเสียงส่วนน้อย

จากที่กล่าวมาในข้างต้นคิดว่าหลาย ๆ ท่านอาจจะเห็นภาพของแนวคิดที่เป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ชักเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ล้วนแต่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสิ่งแวดล้อมของแต่ละรัฐหรือประเทศ แต่โดยกรอบแนวคิดแล้วระบอบประชาธิปไตยในทุก ๆ รัฐ ยังคงต้องมีบรรทัดฐานของหลักการทั้ง 5 ข้อ ตามที่ได้กล่าวมาในข้างต้น จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้ ซึ่งเรามักจะพบกันเสมอว่า ถ้าเราพูดถึงประชาธิปไตยแล้ว คนส่วนใหญ่จะนึกถึงแค่ อำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชน ประชาชนมีเสรีภาพ ความเท่าเทียมกัน (ความเสมอภาค) และเสียงข้างมากของคนส่วนใหญ่ 
                โดยหลักการที่หลายคนละเลยหรือมองข้ามไปนั้นสามารถกล่าวได้ว่ามีความสำคัญต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบันไม่แพ้หลักการในข้ออื่นๆ ดังเช่นการบัญญัติกฎหมาย การประกาศใช้กฎหมาย และการบังคับใช้ ที่ช่วยให้สังคมสงบสุขหรือกระบวนการยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ นอกจากนี้ในกรอบแนวคิดของหลักการเสียงข้างมาก ยังถูกนำไปใช้อย่างไม่ครบถ้วน สิ่งที่มักจะถูกลืมคือ สิทธิของคนส่วนน้อย (Minority Rights) ที่ต้องได้ความคุ้มครองและรับฟังจากเสียงส่วนใหญ่ ถ้าคนส่วนใหญ่ละเลยไม่รับฟังแล้ว ผลที่ตามมาคือการเกิดขึ้นของความขัดแย้งในสังคมอย่างรุนแรง หลักการเสียงข้างมากและสิทธิของเสียงส่วนน้อย (Majority Rules and Minority Rights) จะต้องถูกนำมาพิจารณา โดยใช้แนวทาง “สมานฉันท์” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยของเรามีประชาธิปไตยที่ครบถ้วนเต็มใบ อย่างที่หลายคนถามหา

ขอบพระคุณ : คุณ “ทอทหาร”

 

โดย SunHiang

 

กลับไปที่ www.oknation.net