วันที่ พุธ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โรคเบาหวาน


เบาหวานคืออะไร
            เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดขึ้น ณ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินกว่าในคนปกติ คนปกติน้ำตาลในเลือดจะถูกควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติตลอดเวลา ตัวการสำคัญคือ ฮอร์โมนอินสุลิน มีหน้าที่นำพาน้ำตาลในกระแสเลือด ให้สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์ของร่างกายไปเผาผลาญให้เกิดพลังงาน  และเก็บสะสมไว้ใช้งานต่อไป
            คนที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่ตับอ่อน  ซึ่งทำหน้าที่ผลิต ฮอร์โมนอินสุลิน ทำหน้าที่ไม่ดี หรือเพราะมีจำนวน อินสุลินน้อย จึ่งเป็นเหตุให้น้ำตาลเหลืออยู่ในกระแสเลือดมาก น้ำตาลเหล่านี้จะถูกขับถ่ายออกมาในปัสสาวะ ทำให้ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีรสหวาน เราจึงเรียกโรคนี้ว่า เบาหวาน

           น้ำตาลในเลือดสูงนาน ๆ จะเกิดอะไรขึ้น
           ระยะแรกจะมีอาการ ปัสสาวะมาก และบ่อย หิวน้ำบ่อย น้ำหนักลดลง อ่อนเพลีย ถ้าเป็นมากขึ้น จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจหอบ ซึมลง หมดสติ และตายได้ ถ้าไม่รักษา
            อาการอื่นๆ ที่เป็นสาเหตุให้มาพบแพทย์ได้แก่ คันตามตัว คันช่องคลอด เป็นฝีง่ายแต่หายยาก ติดเชื้อง่าย ถ้าตั้งครรภ์จะทำให้เกิดการแท้ง หรือทารกตายในครรภ์
            ส่วนผลระยะยาว คือเบาหวานขึ้นตาทำให้ตาบอด ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคของหลอดเลือดสมอง เช่น ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง หรือเส้นเลือดแตกหรืออุดตัน จนเป็นอัมพาตหรือตายหากหลอดเลือดไปเลี้ยงไตไม่ดีจะทำให้เป็นโรคไตวาย

            ระดับน้ำตาลในเลือดเท่าใดจึงจะปกติ
            คนปกติจะมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ก่อนอาหารไม่เกิน 120 มก.% และระดับน้ำตาลในกระแสเลือดหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมงไม่เกิน 160 มก.%
            เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังต้องการดูแลอย่างต่อเนื่อง   โรคนี้จึงเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่ถ้ารักษาอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน  ผู้ป่วยสามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุขและมีชีวิตยืนยาวได้เหมือนคนปกติ โดยผู้ป่วยจึงต้องรู้จักควบคุมและดูแลตนเองอย่างเหมาะสม    เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในภาวะสมดุลย์

           เป็นเบาหวานจะต้องดูแลตนเองอย่างไร
           เบาหวานเป็นโรคที่ต้องอาศัยการรักษา 2 ทางด้วยกัน คือการรักษาทางการแพทย์ และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเอง
1 การรักษาทางการแพทย์
          เพื่อควบคุม ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติโดยอาศัยการติดตาม   ประเมินสภาวะไต   เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของน้ำตาลในกระแสเลือด ทั้งนี้คำนึงถึง โภชน-บำบัด และการออกกำลังกายของผู้ป่วยเป็นหลักสำคัญ
2 การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเอง
          มีความสำคัญเท่ากัน จัดได้ว่าเป็นแพทย์ของตนเอง นั่นคือผู้ป่วยต้องเข้าใจในเรื่องโรค วิธีการรักษา และการดำรงชีวิตให้สอดคล้อง กับแผนการรักษา และสภาวะโรคเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป  สิ่งที่ผู้ป่วยต้องรักษาตนเองดังนี้

           หลักในการปฏิบัติได้แก่
1  การควบคุมอาหาร ยึดหลักที่ว่า คุณค่าอาหารต้องครบถ้วน(5 หมู่) เพียงแต่จำกัดปริมาณพลังงาน (แคลอรี่) ตามน้ำหนักตัว  มีข้อปฏิบัติที่ต้องเรียนรู้ดังนี้
          อาหารที่ควรงด และหยุดรับประทาน คือ อาหารหวานทุกชนิด น้ำอัดลม น้ำผึ้ง เครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ ผลไม้แช่อิ่ม แยมต่าง ๆ และผลไม้ที่มีรสหวานจัด
          อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารที่จะเพิ่มไขมันในหลอดเลือด และอาหารที่ทำให้อ้วน ได้แก่ ไขมันจากสัตว์  เครื่องในสัตว์ หนังสัตว์ น้ำต้มกระดูกสัตว์ ตลอดจน นม เนย ครีม  มะพร้าว ไข่แดง
         อาหารที่ควรรับประทานให้น้อยลง ได้แก่ อาหารกลุ่มแป้ง เช่นก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมปัง ขนมจีน เผือก มัน
         อาหารที่รับประทานได้แต่ต้องจำกัดจำนวน ได้แก่ ข้าว โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ซึ่งรับประทานได้ตามปกติ แต่พอสมควร และผลไม้บางชนิดที่มีรสหวานอ่อน ๆ เช่น ส้ม ฝรั่ง  กล้วยน้ำว้า  พุทรา มะม่วงดิบ มะละกอ
         อาหารที่รับประทานได้มากพอควร   ได้แก่  เนื้อสัตว์  ปราศจากไขมันและหนัง ปลาควรเป็นปลาทะเล ไข่  ควรรับประทานสัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ส่วนผู้มีไขมันในเลือดสูง ควรรับประทานไข่ ไม่เกินสัปดาห์ละ 2 ฟอง หรือ รับประทานแต่ไข่ขาว น้ำนมควรเป็นนมสดไม่ปรุงแต่งรสและเป็นชนิดจืด ขาดมันเนย
เนย
        อาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัด ได้แก่ อาหารจำพวกผักต่าง ๆ (ควรทำให้สุก โดยการนึ่ง ย่าง ต้ม ผัดก่อนบริโภค)

          การควบคุมอาหาร
          ไม่ได้หมายถึงการอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง จำนวนมื้ออาหารควรเป็นไปตามปกติ ปริมาณอาหารไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะ ผู้ที่ได้รับยารักษาชนิดรับประทานหรือยาฉีด อาหาร 3 มื้อเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และต้องตรงเวลาสม่ำเสมอ ไม่ควรมีมื้อเล็ก มื้อว่าง หรือรับประทานจุกจิกตลอดเวลา
2 การออกกำลังกาย
         การออกกำลังกายเป็นการเพิ่มความไวของอินสุลินที่มีต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ร่างกายใช้น้ำตาลได้มากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ ซึ่งต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญว่า การออกกำลังกายที่เหมาะสมควรปฏิบัติอย่างไร
         ผู้ที่ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 180 มก% การออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ คือการเดินบนพื้นที่ราบวันละ 30 นาทีก็เพียงพอแล้ว(ควรเป็นการเดินเร็ว)
3 ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
          ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์โดยมีหลักดังนี้
          ยารับประทานควรรับประทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง     ถ้าลืมสามารถรับประทานหลังอาหารได้ ดีกว่าขาดยา    ข้อสำคัญโภชนบำบัดและการออกกำลังกายจะต้องปฏิบัติควบคู่กันไป
4  การดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป
          ได้แก่ความสะอาดของร่างกายทั้งหมดรวมทั้ง ปาก ฟัน ข้อพับและเท้า มั่นสังเกตอาการผิดปกติ เช่นผื่น สีผิว อาการชาบาดแผลเล็กๆ หากเกิดขึ้นต้องรีบบำบัดรักษาเสียแต่เนิ่นๆ
5 การมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
            เป็นการประเมินหรือวัดว่าควบคุมเบาหวานได้ดีหรือไม่จากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หรือการตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ

            การเตรียมตัวมาเจาะเลือด
            การตรวจหาระดับน้ำตาลก่อนอาหารเช้า ต้องงดอาหารหลังเที่ยงคืนอย่างน้อย 8 ชม.  และเช้าวันที่มาเจาะเลือดและต้องงดยากิน หรือยาฉีดมื้อเช้านั้นก่อนเจาะเลือด
            แต่ต้องนำยากินหรือยาฉีดมาโรงพยาบาลด้วย เมื่อเจาะเลือดแล้ว ให้กินยาหรือฉีดยาตามปกติ และรับประทานอาหารเช้า

            ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยเบาหวาน
            ภาวะแทรกซ้อนได้แก่
1ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
          สาเหตุ จากการได้รับอินสุลินมากเกินไป หรือได้รับสารอาหารไม่พอหรือออกกำลังกายหักโหมเกินไป
           อาการ หิว มือสั่น ใจสั่น  เหงื่อออกซึมทั้งฝ่ามือและใบหน้า ง่วง มึนงง คล้ายจะเป็นลม เซจะล้ม อาการอาจจะเป็นไม่เหมือนกันในแต่ละคน
           การแก้ไข ถ้ารู้สึกตัวดี ให้ดื่มน้ำหวาน หรือน้ำขวด 2-3 แก้ว หรือขนมหวาน ถ้าหมดสติ ให้นำส่งโรงพยาบาลทันที
2 ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
          สาเหตุ จากการได้รับอินสุลินไม่พอ  เช่น การขาดยาหรือรับประ-ทานมากเกินไป  รับประทานอาหารไม่ถูกต้อง  หรือไม่ออกกำลังกาย หรือเจ็บป่วยมีไข้สูง หรือมีภาวะเครียดทางอารมณ์
           อาการ กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย ตรวจปัสสาวะพบคีโตน คลื่น-ไส้ อาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบ หมดสติ
           การแก้ไข ดื่มน้ำสะอาดไม่ใส่น้ำตาล รับประทานยาให้ถูกต้องฉีดอินสุลินอย่างถูกต้อง   ตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะและเลือดบ่อยขึ้น   ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรรีบมาโรงพยาบาล
           แม้เบาหวานจะเป็นโรคที่ไม่หายขาด แต่ก็มีวิธีการรักษาและประคับประคองชีวิตให้เป็นปกติสุขได้ การเอาใจใส่ดูแลตนเองเป็นพิเศษ มีวินัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน การยอมรับสภาพความเป็นจริงและปรับตัวเองให้เหมาะสมด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง ท่านจะสามารถเอาชนะโรคนี้ได้

ข้อมูล :
หน่วยบริการเตรียมผู้ป่วยก่อนรับไว้ในโรงพยาบาล                
                         PRE ADMISSON SERVICE
                         ฝ่ายการพยาบาล รพ.จุฬาลงกรณ์


บทความจาก สภากาชาดไทย www.redcross.or.th

โดย breezy-sky

 

กลับไปที่ www.oknation.net