วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชา ที่ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis รวบรวมข้อมูลที่ผมเล่าไว้ มาบันทึกไว้ที่นี่อีกแห่งหนึ่ง


ชา ที่ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis รวบรวมข้อมูลที่ผมเล่าไว้ มาบันทึกไว้ที่นี่อีกแห่งหนึ่ง

เพื่อเป็นความรู้ที่ให้ประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจ เนื่องจากบางทีเอนทรี่เดียว ตกกระดานหายวับในพริบตาจึงเก็บแยกมาจากเอนทรี่ของคุณsomboontiew

ในเอนทรี่นี้ ผมจะเพิ่มความรู้ที่ผมได้มาให้ท่านผู้สนใจได้อ่านเรื่อยๆเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ชา ใบชา น้ำชาอุปกรณ์ชงชา การชงชา เกร็ดความรู้ต่างๆ โดยจะลงข้อมูลเรื่อยๆ ตามโอกาสที่จะพึงมีครับ


ชาร้านก๋วยเตี๋ยว ชงไม่มีมาตรฐาน จางบ้างเข้มบ้าง มักคุณภาพต่ำ เราคุ้นเคยกว่าชาอื่นๆ  เพราะกินฟรีเวลากินก๋วยเตี๋ยว ทำให้เราคิดว่าชามันเป็นอย่างนั้น

แต่จริงๆแล้ว ชาจีนมีคุณค่ามากมายเกินกว่าที่เราคิด

คนจีนกินชามากว่า๓๐๐๐ปี ชาจีนมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ภายในใบอ่อนของชาไปถึงยอดตูม จะมีสารที่เป็นประโยชนืแก่ร่างกาย หลายชนิด ได้แก่
-สารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นอนุมูลที่ทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ในร่างกาย เป็นพิษต่อเซลล์ต่างๆ
-สารแทนนินมีฤทธิ์ทำให้ท้องผูก
-คาเฟอีนปริมาณต่ำ ประมาณ แก้วละ๓๐-๔๐มิลลิกรัมต่อแก้ว(ขึ้นกับความเข้มของชา)
-สารอื่นๆจำไม่ได้
คุณประโยชน์ของชาจีน
-ลดการดูดซึมของไขมันและธาตุเหล็ก
-เพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกาย
-ทำให้สดชื่นแจ่มใส
-มีการทดลองในหลอดทดลองพบการยับยั้งการแบ่งเซลล์ของเซลล์มะเร็งกระเพาอาหาร
-เพิ่มการไหลเวียนของเลือดในตาข่ายหลอดเลือดฝอย
-มีสารอาหารอื่นๆ เช่น ฟลูออไรด์ เป็นต้น
-เพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย
-ฯลฯ

หมายเหตุ ไม่ควรใช้ในลักษณะยาเพื่อหวังผลต้านมะเร็ง เพราะเป็นเพียงงานวิจัยในหลอดทดลอง

คุณค่า ของชา อร่อย หอม การชงชาด้วยตนเองทำให้มีวัฒนธรรมการดื่มชา

ชามีหลายชนิด แบ่งตามการผลิต ได้๕ชนิด

๑.ชาขาว ๒.ชาเขียว ๓.ชาอูหลงหรือชากึ่งหมัก ๔.ชาดำหรือชาแดงหรือชาหมัก๑๐๐% ๕.ชาปรุงแต่ง

ชาเขียวการตลาดมาในเทรนด์ญี่ปุ่นกับเสี่ยงโชค ทำรายได้ให้โออิชิไปหลายเงิน ในจำนวนนั้นมีเงินผมเวลาแก้ขัดไปไม่กี่ขวด เพราะผมลดการดื่มกาแฟ หันมาศึกษาเรื่องชาให้เป็นจริงเปนจัง

คนจีนดื่มชาเป็นอาหาร ชาเป็นยุทธปัจจัยของชาวจีน ชาเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่ง ชาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น คนจีนจึงดื่มชา

การดื่มชาเป็นวัฒนธรรม แพร่มาถึงเมืองไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย เพราะเครื่องปั้นดินเผา สังคโลกก็เป็นวัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนกับจีน สมัยอยุธยามีการดื่มชาในหมู่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ มีการ "เล่น" ปั้นชา หรือ กาชงชา สมัยรัตนโกสินทร์  ก็ "เล่น"ถึงกับเอาไป"เลี่ยม"ทอง ที่ ปุ่มจุก พวยกา ขอบฝา

หากเป็น"ชาร้านก๋วยเตี๋ยว"คงไม่มีคุณค่าเพียงพอที่จะทำให้ต้องไป"เลี่ยมทอง"ปั้นชา

ชาที่มีกลิ่นมีรสเป็นของตัวเองแล้วคน"ติดใจ"คือ "ชาอู่หลง" หรือชาประเภทกึ่งหมัก และ"ชาเขียวจีน"

"ชาคอ" หรือ ชาที่มีรสชุ่มคอ คือชาดำหรือชาแดง ภาษาจีนกลางเรียก ผูเอ่อร์ฉา หรือ หงฉา เป็นชาที่หมัก๑๐๐%
แล้วอัดเป็นแผ่น หรือเป็นก้อน บางทีก็อัดเป็นรูปร่างต่างๆ ที่ผมสะสมไว้เป็นตัวหมากรุกจีน แต่ก้อนค่อนข้างโต ชาพวกนี้ก็"เล่น"หรือ"สะสม"กัน เพราะใหม่ๆไม่อร่อย เหมือนกินดิน แต่ ยิ่งนานหลายปียิ่งนุ่มชุ่มคอ และยิ่งแพง ชาผู่เอ้อร์๒๕ปียิ่งแพงมาก เหมือนสะสมไวน์ ชาดำหรือผูเอ่อร์ฉาจะมีคุณสมบัติของชาลดไขมันได้มากกว่าตัวอื่น ลดไขมันในเลือดได้ดี นิยมดื่มหลังอาหารทุกมื้อ แต่จริงๆแล้วชาตัวไหนก็ต้องดื่มหลังอาหารทุกมื้อ เพราะช่วยลดการดูดซึมไขมันจากอาหาร เลี่ยนๆละหายเลย คุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระลดลงเพราะหมักนาน

ชาขาวเป็น ชาที่ไม่ค่อยมีสีสรร กลิ่นจางๆ แต่แพง เป็นยอดตูมมีขนอ่อนๆเหมือนเข็ม มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด เมื่อเก็บยอดตูมมาแล้วก็เข้ากระบวนการคั่วหรืออบแห้งเลย

ชาเขียวก็เหมือนชาขาว แต่จะมียอดตูมและใบอ่อนอีก๓ใบ  เป็นยอดชา ไม่หมัก นำไป คั่วหรืออบแห้งเลย ท่านที่เคยไปหังโจวจะถูกพาไปชมการคั่วชาเขียวหลงจิ่ง ที่หมู่บ้านเหมยเจียอู ต้นกำเนิดชาหลงจิ่งหรือแปลเป็นไทยว่าชาบ่อมังกร

ชาเขียวหลงจิ่งคั่วในกะทะ ด้วยไฟอ่อนๆประมาณความร้อน๔๐องศาเซลเซียส จนแห้งและกรอบ ชาตัวนี้คือชาเล้งแจ้ ในมังกรหยกภาค๑(สำเนียงแต้จิ๋ว) เมื่อก้วยเจ๋งจะพบกับอึ้งย้งที่ร้านอาหารในเมืองฮั่งจิว(หังโจว) ก็ได้สั่งชาเล้งแจ้มากิน     ชาตัวนี้แหละครับ

.................................

ต้องไปทำงานก่อน เดี๋ยวถูกเชิญออกจากราชการมาเขียนบล็อก ผมยังทำงานเป็นราชกรอยู่ มีเวลาจะมาเล่าต่อครับ ยังมีเรื่องของชาเขียว ชาอู่หลง ที่ยังไม่ได้เล่า พร้อมนิทานประกอบการกินชา คนจีนเรียกว่ากินชา(เจียะแต๊...แต้จิ๋ว) มีเรื่องเล่าสนุกๆมากมาย

สำหรับเช้านี้...ขอลาไปก่อนครับท่านผู้ชม
ก่อนจากกัน...ขอคารวะท่านที่นับถือ๑จอก ...นับถือๆ...

...................................

ชาไทย ที่ปลูกเอง เป็นชาที่สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์อูหลงชิงชิงของไต้หวันครับ ปลูกที่ดอยแม่สะลอง ที่เวียงป่าเป้า ที่แม่สรวย ต่อมาศูนย์วิชาการเกษตรภาคเหนือ ได้พัฒนาสายพันธุ์ ได้สายพันธุ์ใหม่๒พันธุ์ หมายเลขต้นที่๑๒กับ๑๗

ชาหมายเลข๑๒บางทีมาในชื่อชาอูหลง๑๒หอม
ชาหมายเลข๑๗มาในชื่อ อูหลงก้านอ่อน

ทั้งสองพันธุ์ เชื้อชาติจีน สัญชาติไทย ลูกครึ่งครับ

ความหอมของ๑๒หอมนั้น หอมกว่าต้นตระกูลคืออูหลงชิงชิง ออกจีนๆ สมัยเก่าๆ
แต่อูหลงก้านอ่อน จากผู้ปลูกบางรายกลิ่นเดียวกันและหอมใกล้เคียงกันกับ"อูหลงเกาซัน"ของไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ มีกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นดอกไม้  ปัจจุบันเริ่มเป็นสินค้าออกนำเงินตราเข้าประเทศไทยครับ

ราคาอูหลงก้านอ่อนในราวกิโลกรัมละ๒๕๐๐บาท ส่วนอูหลงเกาซัน๑๒๐กรัม๑๗๐๐-๒๐๐๐กว่าบาท แล้วแต่เกรด

คุณสมบัติของชาอูหลง มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผูเอ่อร์ฉา แต่น้อยกว่าชาเขียวเล็กน้อย เนื่องจากการหมักทำให้สูญเสียสารนี้ไป

ชาเขียวและชาอูหลง มีกลิ่นมีรสเฉพาะตัว ชงเก่งๆหอมอร่อย บำรุงสุขภาพดี ไม่ต้องปรุงแต่งกลิ่นรส แต่ชาเขียวที่แต่งกลิ่นรสนั้น ทำให้อำพรางว่าชามีมากน้อยได้ บางครั้งเรารู้สึกเหมือนกินน้ำหวาน

ว่ากันว่ามีคำกล่าว ชาเขียว-ชาอูหลง มีกลิ่นมีรสเป็นของตนเอง ใครที่เติมแต่งกลิ่นรสนั้นจมูกกับลิ้นไม่มีประโยชน์ สมควรไปตัดทิ้ง...

ส่วนเครื่องดืมสมุนไพรต่างๆของไทยนั้น ของดีมีคุณค่าเยอะครับ สมควรส่งเสริมด้วยการหามาดื่มกินเพื่อสุขภาพกัน

ผมนำชิ้นมะตูมมาย่างไฟอ่อนๆ จนเหลืองหอมได้ที่แล้วลงต้มในน้ำเดือดอ่อนๆ แล้วเติมเกลือกับน้ำตาลเล็กน้อย หอมชื่นใจอย่าบอกใคร แช่เย็นไว้ เวลากลับจากทำงานเหนื่อยๆนี่ชื่นใจจริงๆครับ ส่วนสรรพคุณต้องขอไปหาค้นคว้ามาเล่ากันในโอกาสต่อไป

ชาสมุนไพรที่ดีมากอีกตัวหนึ่งคือ ชาเจียวกู่หลานหรือ "ปัญจขันธ์" ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังทำการขยายพันธุ์และศึกษาวิจัยอยู่ พบว่ามีสารที่เป็นพวกเดียวกันกับสารที่อยู่ในโสมจีนโสมเกาหลีถึงกว่าสามสิบชนิดครับ มีโอกาสก็จะมาเล่าสู่กันฟังอีกที

เรื่องการกินชาเพื่อสุขภาพวันนี้พักไว้แค่นี้ก่อนครับ แล้วจะหาเวลามาเล่ากันต่อ มีอีกมากมายครับ.... 

( ตอนที่ ๒ ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องชา   http://www.oknation.net/blog/usah/2008/01/29/entry-1 )

โดย แต๋งแต๋ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net