วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

..... โรคที่หลายคนยังไม่เคยรู้ .....


คนเราพออายุเริ่มมากขึ้น  ขาดการออกกำลังกาย  เคร่งเครียดกับงานประจำไม่มีเวลาพักผ่อน  ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอ  นั่นแหล่ะเป็นหนทางที่โรคภัยไข้เจ็บจะเริ่มคืบคลานเข้ามาหาเราโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว จขบ.เองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยู่ในข่ายนั้น และเป็นเพราะปัจจุบันวิชาการแพทย์ได้พัฒนามากขึ้นตลอดจนเครื่องมือทางการแพทย์ก็ทันสมัยขึ้นจึงทำให้พบว่ามีอีกหลายโรคที่คนไม่รู้จักทั้งๆที่กำลังเป็นโรคนั้นอยู่  โรคบางโรคเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยด้วยซ้ำ  และไม่รู้ที่มาของโรคนั้นอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคอีกโรคหนึ่ง ตัวจขบ.เองก็ได้ประสบกับตัวเองปกติตัวเองก็จะเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้ว  แต่เป็นๆ  หายๆ  เพราะการทานอาหารที่ไม่ค่อยเป็นเวลา  จนกลายเป็นความเคยชินกับโรคนี้ไปซะแล้วเหมือนเป็นโรคประจำตัวอีกโรคหนึ่งนอกเหนือจากโรคไมเกรน

เมื่อต้นเดือน กันยายน  2550 เริ่มมีอาการปวดท้องกระเพาะอีกก็แค่ซื้อยาลดกรดบ้าง  ยาแก้ปวดท้องบ้าง  ยาขับลมบ้างมาทานเองเพราะคิดว่านั่นคือโรคกระเพาะกำเริบอีกแล้วเพราะทานข้าวไม่เป็นเวลายิ่งวันหยุดกว่าจะทานข้าวเช้าก็ปาเข้าไปสิบโมงกว่าข้าวเที่ยงก็บ่ายสองอะไรทำนองนั้น  คราวนี้อาการเป็นมากขึ้นแบบหิวก็ปวดท้อง  อิ่มก็ปวดท้อง  ตื่นนอนขึ้นมาก็แสบท้องแล้ว

วันที่  9  กันยายน  มีอาการปวดท้องก่อนทานข้าวรุนแรงมาก ปวดจนตัวงอเดินไม่ไหวเลยต้องไปโรงพยาบาลทันทีหมอฉีดยาเข้าที่สะโพกหนึ่งเข็มและฉีดเข้าเส้นเลือดที่แขนอีกข้างละเข็มเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดกรดในระเพาะและให้ยาโรคกระเพาะมาทานอีกวันต่อมารู้สึกมีอะไรมาจุกแน่นที่คอเหมือนมีอะไรติดคอทำให้รำคาญเป็นอยู่อย่างนั้น
เกือบสองอาทิตย์ก็ไม่หาย  เลยไปหาหมอเขาส่งไปหาหมออายุรกรรม  หมอคนนี้สันนิฐานว่าแพ้อากาศทำให้คอบวม....อะไรฟะ...เกิดมาจนจะแก่แล้วเรายังไม่เคยแพ้อากาศเลยซักทีหมอบอกแพ้อากาศ  เอ๊า...แพ้ก็แพ้เดี๋ยวหาว่าเถึยงหมอ  ก็ให้ยามาทานจนยาหมดก็ไม่เห็นมันจะหายเลย

วันที่  22  ตุลาคม  เลยไปหาหมออีก คราวนี้ขอเน้นเป็นหมอเฉพาะทางเป็นหมอ คอ  หู จมูก  บอกอาการหมอเสร็จหมอถามว่าเป็นโรคกระเพาะหรือป่าว  เราบอกว่าเป็นๆ  หายๆ  และเพิ่งมารักษาเพราะปวดกระเพาะไป  หมอก็ขอดูรู...  รูจมูกน่ะ  ให้อ้า... อ้าปากดูคอ  แล้วหมอก็บอกว่าเป็นโรคภาวะกรดไหลย้อนเข้าหลอดอาหาร.....งงซิเรา  โรคอะไรก็ไม่รู้ไม่เคยได้ยินมาก่อน  หมอให้ยามาทานเห็นยาแล้วมันก็ไม่แตกต่างจากยาแก้โรคกระเพาะเลยแต่ก็ทานยาที่หมอให้มาตลอดและไปตามนัดที่หมอนัดไปดูอาการตลอดอาการก็ยังไม่ดีขึ้นเลยจะคิดเปลี่ยนโรงพยาบาลดูบ้าง

วันที่  12  พฤศจิกายน   เปลี่ยนจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทซึ่งใช้สิทธิ์ประกันสังคมเป็นโรงพยาบาลเทพธารินทร์  โรงพยาบาลนี้ใช้ประกันสังคมไม่ได้แต่ใช้ประกันกลุ่มของบริษัทฯซึ่งคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลครั้งละ  800  บาท  คราวนี้หมอใช้กล้องตรวจช่องปาก  โพรงจมูก  ไซนัส  และคอส่วนบน  หมอให้เราได้เห็นด้วยเพราะหมอเอากล้องส่องและบันทึกภาพเอาไว้ให้เราดูหมอบอกว่าทุกส่วนของเราดีมาก  คอไม่มีเสมหะ  จมูกสะอาด  ไซนัสไม่มีหนองไม่บวม  แสดงว่าคอส่วนบนไม่มีปัญหา  หมอก็ให้ยามาทานเป็นยาลดกรดเหมือนเดิม ด้วยว่าเป็นโรงพยาบาลเอกชนเลยต้องเสียส่วนเกินอีก  637  บาท  ทานยาจนยาหมดอาการก็ยังคงที่กลับรู้สึกว่าเป็นมากกว่าเดิม  เริ่มมีอาการเรอเปรี้ยว  แสบ-ร้อนหน้าอกและคอ  ท้องอืดมีลมดันและเรอบ่อย

เมื่อวันที่  12  ธันวาคม ช่วงที่ต้องไปทำงานแถวหลักสี่ตอนนั้นไปทำภารกิจช่วงก่อนการเลือกตั้งอาการเริ่มมากขึ้นและยาก็หมดแล้วเลยไปโรงพยาบาลที่ใกล้และสะดวกคือโรงพยาบาลวิภาวดี  คราวหมอตรวจและให้ยามาทานก่อนแล้วรอดูผลอีกสองอาทิตย์  เราต้องเสียส่วนต่างค่ายาไป  438  บาทและหมอให้คำแนะนำในการปฎิบัติตัวและเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่  ที่หมอบอกให้ทำบางครั้งเราก็ละเลยไปบ้างเพราะความเคยชิน  โดยเฉพาะเรื่องไม่ให้นอนดึก  ไม่ให้เครียด

วันที่  26  ธันวาคม  คราวนี้บอกหมอว่าอาการแสบ-ร้อนหน้าอกและคอไม่มีแล้ว ไม่เรอเปรี้ยวแล้วแต่ยังจุกแน่นที่คอหมอเลยส่งไปวางยาสลบเพื่อส่องกล้องในกระเพาะอาหารและตัดเนื้อเยื่อไปตรวจด้วยเราหลับไปชั่วโมงกว่า  ไม่รู้เรื่องเลยว่าหมอทำอะไรไปบ้าง  คราวนี้แหละค่าใช้จ่ายส่วนเกินทั้งหมด  12,098  บาทเราแทบช็อคแพงมากๆ  แทบเป็นลมเพราะค่ายานี่แหล่ะแต่จะทำไงได้หล่ะตรวจไปแล้วนี่และก็นัดไปฟังผลชิ้นเนื้ออีกสองอาทิตย์

วันที่  9  มกราคา  2551 เราไปตามหมอนัดเพื่อฟังผลเนื้อเยื่อ  ผลออกมาไม่มีอะไร  ไม่มีเชื้อแบคทีเรีย  ไม่มีเชื้อมะเร็ง  หมอก็ถามอาการและมีการปรับยาอีกนิดหน่อยคราวนี้มีแต่ค่ายาเราต้องจ่ายส่วนต่างอีก  2,871  บาท  โห...ค่ายาโรงพยาบาลเอกชนนี่มันแพงจริงๆ  ยาก็เหมือนๆกันเลยแล้วนัดอีกสองอาทิตย์  เราคิดว่าคงไม่ไปแล้วหล่ะ  โรงพยาบาลนี้น่ะ  ก็มันแพงออกขนาดนั้น  ตัวยาก็ไม่เห็นจะแตกต่างจากที่เราเคยได้จากโรงพยาบาลที่เราใช้ประกันสังคมอยู่เลย  โรงพยาบาลนั้นให้คนรวยเขาเข้าไปก็แล้วกัน......เพราะไม่รู้ว่าเราจะต้องรักษาโรคนี้ไปอีกนานแค่ไหน.....เฮ้อ !!!!

จขบ.เห็นว่าโรคนี้ค่อนข้างใหม่และหลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยเอามาเล่า
ให้ฟังและเอาข้อมูลของโรคนี้มาให้เพื่อนๆได้ทราบด้วยค่ะ


โรคภาวะกรดไหลย้อนเข้าหลอดอาหาร  ( Laryngopharyngeal  Reflux  Disease
หรือ  Gastraoesophageal  Reflux  Disease )
 

 
เป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารด้านบน  และอาจไหลผ่านหลอดอาหารเข้าสู่หลอดคอและกล่องเสียงภาวะนี้เกิดได้ตลอดเวลาไม่ว่ากำลังรับประทานอาหารหรือไม่ก็ตาม  น้ำกรดในกระเพาะอาหารจะระคายเคืองและทำให้หลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรงทำให้ปลายหลอดอาหารตีบหรือเกิดการ
เปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้และอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

สาเหตุของภาวะกรดไหลย้อน

โรคนี้เกิดได้หลายสาเหตุเช่น

  •  การคลายตัวของหลอดอาหารส่วนปลายกล้ามเนื้อหรือหูรูดระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ  อาการสามารถเกิดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน  ผู้ป่วยในระยะเริ่มต้นอาจไม่รู้สึกว่ามีความผิดปกติ  หรือไม่เคยมีอาการของโรคกระเพาะมาก่อนเลยก็ได้
  •  ความดันของหูรูดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าปกติ
  •  การเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหารทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น
  •  เกิดจากการผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร
  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  หรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

อาการของโรคกรดไหลย้อน

ผู้ป่วยอาจมีอาการใดอาการหนึ่งหรือหลายอาการร่วมกันได้เช่น

  • เสียงแหบเรื้อรังโดยเฉพาะเวลาเช้า 
  • รู้สึกขมในปากและคอหลังจากตื่นนอนใหม่ๆ
  • เจ็บคอเรื้อรัง  กล่องเสียงและคออักเสบบ่อยๆ  และเป็นๆหายๆ
  • หอบหืด  ระคายคอ  รู้สึกว่าคอไม่โล่ง  กระแอมกระไอเป็นประจำ
  • มีเสบหะในคอมากและรู้สึกว่าเสมหะไหลคงคออยู่เรื่อยๆ  ลมหายใจมีกลิ่น  มีกลิ่นปาก
  • กลืนอาหารลำบาก กลืนติดๆ กลืนไม่ลงกลืน  กลืนแล้วเจ็บในคอ  รู้สึกเหมือนมีก้อนมาจุกที่คอ
  • แสบ-ร้อนบริเวณลิ้นปี่ลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอและจะเป็นมากขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก  การโน้มตัวไปข้างหน้า  การยกของหนัก  หรือการนอนหงาย
  • เรอเปรี้ยว  ท้องอืดแน่นท้อง  คลื่นไส้  อาเจียน

การรักษา

ต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 6 สัปดาห์ - 6 เดือนอาการอาจหายสนิทหรือกลับมาเป็นได้อีกบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการติดตามดูอาการ  บางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติมเช่นการส่องกล้องทางเดินอาหาร  การกลืนแป้ง  การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหารและการตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร  การรักษาจะแบ่งเป็น  3  แนวทางคือ 

  1. การใช้ยาลดกรดที่ถูกต้อง  การใช้ยาเพื่อควบคุมการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารที่ถูกต้องปัจจุบันมียาอยู่หลายกลุ่มซึ่งออกฤทธิ์แตกต่างกันไปผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง
  2. หากการรักษาด้วยยาลดกรดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น  หรือมีอาการดื้อยาอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเย็บเนื้อหูรูดระหว่างหลอดอากหารและกระเพาะอาหารให้กระชับขึ้น
  3. เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต  และงดอาหารบางอย่าง เช่น  
  •  หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์โดยเฉพาะมื้อเย็น  งดเครื่องดื่มประเภทชา  กาแฟ  และน้ำอัดลม
  • งดการสูบบุหรี่  เพราะการสูบบุหรี่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะมาก
  • งดอาหารรสจัด  เผ็ดจัด  เปรี้ยวจัด  ของหมักของดอง  อาหารมันที่มีไขมันสูง  ช็อคโกแลต  อาหารที่มีส่วนประกอบของมิ้นท์และมะเขือเทศจำนวนมาก  น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
  • ทานอาหารแต่พอดีไม่อิ่มเกินไป  ทานแต่น้อยๆแต่บ่อยๆได้
  • ระวังไม่ให้อ้วนเกินไป  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ไม่สวมใส่เสื้อผ้ารัดรูปหรือคับเกินไป
  • นอนตะแคงซ้าย  หรือนอนหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
  •  อาหารมื้อเย็นต้องไม่ทานมากเกินไปและไม่ควรนอนทันทีหลังมื้ออาหารอย่างน้อย  3  ชั่วโมง
  • ทำจิตใจให้สบายผ่องใส  ไม่เครียด

โรคภาวะกรดไหลย้อนนี้ควรได้รับการรักษาที่เหมาะสมและต่อเนื่องเมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นแล้วก็ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องด้วยเพราะโรคนี้อาจกลับมาเป็นได้อีกถ้ายังมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นอยู่เพราะฉะนั้นถ้าใครมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่านิ่งนอนใจหรือละเลยว่าเป็นแค่โรคกระเพาะนะคะ  เพราะพบว่าภาวะกรดไหลย้อนมีผลกับมะเร็งกล่องเสียงและมะเร็งหลอดอาหารด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า  40  ปี

เพลงพราย - ชีพชนก ...


ด้วยความรักและห่วงใยในสุขภาพของเพื่อนๆทุกคนค่ะ

โดย กระเช้าสีดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net