วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จดหมายเปิดผนึกถึงนักดนตรีรุ่นเยาว์



จากหลักฐานทางโบราณคดีและอื่นๆ เราเชื่อได้ว่าดนตรีชนิดแรกของมนุษย์นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความเชื่อบางอย่างของมนุษย์ คนสร้างดนตรีขึ้นเพื่อติดต่อสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อสื่อสารระหว่างกัน หรือแม้แต่เพื่อป้องกันภยันตรายจากสัตว์ร้าย ดนตรีมีเป้าหมายเสมอมาและมักจะเกี่ยวพันอยู่กับเรื่องของศรัทธาและความเชื่อตลอด การศึกษาดนตรีในปัจจุบันถูกครอบงำด้วยมายาคติวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ และถูกสร้างระบบการเรียนการสอนที่เป็นเสมือนวิชาอื่นๆ ทั้งๆ ที่ดนตรีหรือศิลปะอื่นๆ นั้นไม่ใช่สิ่งที่จะวัดผลแสดงค่าได้ในเชิงวิทยาศาสตร์แบบนั้น ค่านิยมว่าด้วยการใช้เหตุผลมีอำนาจครอบงำการศึกษาศิลปะนับแต่ยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) ในยุโรปเป็นต้นมาซึ่งส่งผลสืบเนื่องต่อมายาวนาน และการตั้งคำถามถึงสถาบันและการสร้างมาตรฐานของสถาบันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานแล้วดังที่พบได้ในงานเขียนของเลียฟ ตอลสตอยเป็นต้น

การประกวดประชัน การวัดคุณค่าของดนตรีเสมือนกับว่ามันสามารถชั่งตวงวัดได้นั้นเป็นแนวคิดที่น่าสงสัย มันอาจมีเรื่องบางเรื่องเช่นเทคนิคบางอย่าง หรือทักษะการใช้กล้ามเนื้อที่วัดได้จริงว่าใครแม่นกว่าใคร ใครแข็งแรงกว่าใคร แต่จิตวิญญาณและอารมณ์ความรู้สึกนั้นเป็นสิ่งที่วัดได้จริงหรือ เราจะบอกได้หรือว่าดวงวิญญาณหนึ่งมีคุณค่ามากกว่าดวงวิญญาณหนึ่ง ?

การแข่งขันเอาเป็นเอาตายอาจไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของการเล่นดนตรีก็ได้มิใช่หรือ ? ก็จะมีประโยชน์อะไรเล่ากับการได้แสดงอัตตาตัวตนว่าอาตมานี้เป็นที่หนึ่งในโลก ความเก่งกาจนั้นจะมีประโยชน์อะไรเล่ากับการเพียงได้แสดงตัวตนกับโลก ที่จริงแล้วถ้าต้องการจะเป็นหนึ่ง ก็ควรจะถามตัวเองก่อนว่าเราจะเป็นที่หนึ่งไปทำไม ?

ก็ดนตรีนั้นมีไว้เพื่อสลายอัตตาของเรามิใช่หรือ ในพิธีกรรมต่างๆ ดนตรีเป็นสิ่งที่หลอมละลายตัวตนของแต่ละบุคคล เข้าผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อเกิดความเป็นหนึ่งเดียว ภาษาของดนตรีมีไว้เพื่อทำลายความขัดแย้ง มีไว้เพื่อรวมฝูงชนเข้าด้วยกัน มันเป็นสิ่งที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวทางวัฒนธรรมขึ้นมา แม้ว่าบางครั้งผู้ที่เล่นดนตรีได้จะต้องมีสถานะพิเศษ เช่นเป็นชนชั้นหัวหน้าเผ่า แต่สุดท้ายเสียงที่สร้างนั้นเป็นไปเพื่อเชื่อมโยงทุกคนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เชื่อมโยงไปถึงผี ผูกพันธ์กันไปถึงเทวดา

ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบในโลกปัจจุบันศิลปะและดนตรีเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จนบางครั้งตกไปเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนหรือกลุ่มอำนาจต่างๆ ในการสร้างความขัดแย้งกัน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การตระหนักถึงจุดหมายที่แท้จริงของดนตรีจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ตัวตลอดว่าดนตรีถูกช่วงใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ของใคร ไม่ตกเป็นเครื่องมือในการมอมเมาประชาชนและวิเคราะห์วิจารณ์สถานะของตนเองอย่างมีสติ และถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นนักดนตรี เราก็ควรจะถามตัวเองอย่างที่กล่าวมาเมื่อครู่ก่อนว่า ความสำเร็จนั้นเป็นไปเพื่ออะไรหรือ ? ความเก่งกาจของเราจะมีประโยชน์อะไรหรือถ้าไม่ได้สร้างความเข้าใจในกันและกันให้กับผู้คน หรือเราต้องการให้งานของเราเป็นเหมือนกับเพลงปลุกใจที่ทำหน้าที่รับใช้เผด็จการชาตินิยมในบางสมัย ที่ทำให้บ้านเมืองของเราเกิดอาการบ้าคลั่งหลงใหลความเป็นชาติไทยกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างทุกวันนี้เล่า ? หน้าที่ของนักดนตรีไม่ได้มีเพียงการฝึกซ้อมเท่านั้น แต่เรามีหน้าที่เรียนรู้โลก เรียนรู้ชีวิต วิถีความเป็นไปของบรรพชนเพื่อความเข้าใจรากเหง้าตัวตนของเราอย่างถึงแก่น เพื่อยกระดับจิตใจของตนเอง ขัดเกลาความเป็นคน

เพราะดนตรีจะงดงามได้ก็ต่อเมื่อผู้สร้างสรรค์มันขึ้นมานั้นมีจิตใจที่งดงามอยู่ก่อนแล้ว

คนไทยมักดูถูกตนเองและยกย่องฝรั่ง เราสยบยอมให้กับภาษาฝรั่งอย่างราบคาบ พูดอังกฤษงูๆ ปลาๆ ตัวสั่นงันงกและไม่รู้จะโต้เถียงกับฝรั่งได้อย่างเท่าเทียมได้อย่างไร เขาว่าอะไรมาเราก็ได้แต่เชื่อตามจนหมดสิ้นปัญญาจะคิดวิพากษ์วิจารณ์ นั่นคือประเด็นเรื่องอำนาจของภาษา ภาษาเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นหนึ่งใช้ธำรงอำนาจของตน เช่นราชาศัพท์ภาษาเจ้านั้นทำเอาคนธรรมดาประหม่าและตื่นกลัว เพราะว่าพูดไม่เป็น เพ็ดทูลไม่คล่อง ภาษาบาลีก็ธำรงอำนาจของพระ เป็นเครื่องหมายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนภาษาลาตินก็เช่นกัน ภาษาที่เราใช้สื่อสารนั้นครอบงำและกดให้เราอยู่ใต้อำนาจที่มองไม่เห็น ภาษาดนตรีก็เหมือนกัน นักเรียนที่เรียนดนตรีตะวันตกควรเรียนรู้และหาวิธีที่จะไม่ถูกภาษาตะวันตกนี้เข้ากดครอบ ทำอย่างไรที่ตัวตนดั้งเดิมของเราจะเป็นแก่นให้เรายึดได้อย่างมั่นคง ไม่หลงละเมอไปกับกากปลอมๆ ที่กดทับหลอกเราให้สยบกลัว นักดนตรีจึงต้องค้นหารากเหง้าของเขาด้วย หน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่เล่นดนตรี แต่จะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของบรรพชนตนเองอย่างลึกซึ้งและทำความเข้าใจกับมันอย่างจริงจัง

การเรียนรู้สังคมโลกและมองความเป็นไปในปัจจุบันอย่างพินิจพิเคราะห์ก็เป็นเรื่องจำเป็น นักดนตรีควรจะมองสังคมรอบข้าง และเกิดอารมณ์ความรู้สึกไปกับทุกความอยุติธรรมที่พบเห็น ทุกวันเราพบเห็นเรื่องการกดขี่แรงงาน การกระทำการรุนแรงต่อกัน การโกหกหลอกลวง มารยาสาไถย เราพบเห็นสิ่งเหล่านี้จนเกือบจะเรียกได้ว่ามากเกินไป มากจนเราแทบจะชาชินกับมัน ความคุ้นชินนั้นเป็นเรื่องอันตราย ความชาชินกับความไม่ถูกต้องในสังคมเสมือนเชื้อโรคร้ายที่กัดกร่อนเข้าไปในจิตใจของเราและยากจะเยียวยาถ้าเราปล่อยให้มันอาศัยอยู่ในร่างกายของเรานานๆ

คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ เราถึงได้มีดนตรีฮิปปี้ เพลงไซคีเดลิค พังค์ แทรช อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ที่เริ่มเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ช่วงปี 1970 ดนตรีพวกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันเป็นเสียงที่แสดงความโกรธเกรี้ยวของคนหนุ่มสาวที่มีต่อยุคสมัยของเขา !

ก็นั่นไม่ใช่หรือที่เป็นหน้าที่ของนักดนตรี มันคือการสร้างเสีียงที่จะบอกผู้คนรอบข้างว่าเราคิดอะไร มันคือการส่งเสียงตะโกนบอกคนรอบข้างว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรเป็น อะไรไม่ควรเป็น กล้าพูดกล้าทำโดยไม่คิดถึงเพียงแต่ผลประโยชน์ส่วนตน และการที่เราจะรู้ได้ว่าอะไรควรเป็นอะไรไม่ควรเป็นนั้นก็ต้องเกิดจากการเรียนรู้โลก และวิเคราะห์สังคมที่เราอยู่อย่างละเอียดรอบด้าน จะมีประโยชน์อะไรถ้าเราเพียงแต่แสดงอาการขบถด้วยการไว้ผมยาว ด้วยการเจาะจมูก ย้อมสีขน ไม่ใส่กางเกงใน โดยที่เราไม่รู้ว่าเราจะขบถไปเพื่ออะไร

ถ้าจะขบถ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าเราจะทำไปทำไม เพื่ออะไร และศัตรูของเราอยู่ที่ไหน

ศัตรูของโลกก็คือระบบจอมปลอมที่สะกดผู้คนให้สยบยอมกับมัน สยบให้ผู้คนหลงใหลอยู่กับเงินทอง ชื่อเสียง สยบให้เรากลัวการยากจน ให้เรากลัวการสูญเสีย กลัวว่าเราจะต่ำต้อย กลัวว่าจะไม่เป็นคนสำคัญ ทำให้เราต้องดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งของไร้ค่า ค้นหาชื่อเสียงปลอมๆ ไต่เต้าแข่งขันกันอย่างปราศจากจริยธรรม หลับตาไม่มองความทุกข์ของคนอื่นและสนใจอยู่แต่เรื่องของตัวเอง สิ่งเหล่านี้มิใช่หรือที่เป็นต้นเหตุของความวิบัตินานัปการของโลก โรคร้าย และความล่มจมทางนิเวศวิทยา ล้วนแล้วแต่มีที่มาจากระบบที่ฉ้อฉล และหลอกลวงให้เรายึดติดอยู่กับมายาแห่งความมั่งคั่ง

วิธีคิดของระบบเช่นนี้ต้องได้รับการตรวจสอบ นักดนตรีรุ่นเยาว์ต้องใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันโลก ไม่งมงายในระบบที่ครอบงำ และตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาแห่งบรรพชน วัยเด็กไม่ได้สิ้นสุดแค่ชั้น ม. หก ผู้ใหญ่บางคนยังคงเป็นเด็กอยู่จนแก่เฒ่า โง่เง่าไร้สติอยู่ในวังวนของอำนาจและชื่อเสียงเงินทอง นักดนตรีรุ่นเยาว์จักต้องก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยความมีสติและสำนึกในความรับผิดชอบของคนรุ่นใหม่ ด้วยจิตใจที่เบิกบานอ่อนเยาว์ พร้อมที่จะทลายกรอบโครงสร้างความคิดแบบเดิมๆ และรื้อระบบออกตรวจสอบอย่างจริงจัง

นั่นควรจะเป็นความหวังในอนาคตของนักดนตรีทุกคนท่ีใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ บนโลกใบนี้่
  

โดย insanetheater

 

กลับไปที่ www.oknation.net