วันที่ ศุกร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หมู่บ้านแม่กำปอง เปิดโลกสว่างด้วยพลังงานน้ำ


          ย้อนหลังไปเมื่อ 25 ปีก่อน ใครจะคิดว่าหมู่บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาในถิ่นทุรกันดารห่างไกลจากชุมชน ไม่มีแม้แต่ทางเดินรถ และไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้าน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สีชมพู จะสามารถร่วมแรงร่วมใจชาวบ้านกว่า 2,000 คน  สร้างเขื่อนกั้นน้ำขนาดเล็ก เพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าใช้งานภายในหมู่บ้าน 

            จนกระทั่งวันนี้ หมู่บ้านแม่กำปอง กลายเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่สามารถพัฒนา กระแสไฟฟ้าจากการใช้กันเองภายในชุมชน เข้าสู่รูปแบบของธุรกิจผลิตไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม 

            "จริงๆ แล้วหากไม่มีวันนั้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จมาหมู่บ้านแม่กำปอง เมื่อปี 2524 และ มีพระราชดำรัสว่า "หมู่บ้านนี้น้ำดีอุดมสมบูรณ์น่าจะผลิตไฟฟ้าได้" ก็คงไม่มีวันนี้ที่ชาวบ้านได้อยู่บนโลกสว่างเหมือนกับชุมชนเมืองทั่วไป ตอนนั้นแกนนำชาวบ้าน และผู้นำทางศาสนาเหมือนถูกจุดประกาย และเริ่มมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะน้ำที่ล้อมรอบหมู่บ้าน มาผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อตอบสนองพระราชดำรัส " พรหมมินทร์ พวงมาลา อดีตผู้ใหญ่บ้านแม่กำปอง เล่าย้อนหลังให้ฟังถึงที่มาของการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ  

            ตอนนั้นชาวบ้านตื่นตัวกันเป็นอย่างมากโชคดีที่มีพระครูเฉลิมกิติสาโร เจ้าอาวาสวัดคันธาพฤกษา(แม่กำปอง) เป็นแกนนำสำคัญ และช่วยยึดเหนี่ยวให้ชาวบ้านช่วยกันสานต่อแนวคิดการสร้างเขื่อนขนาดเล็กให้สำเร็จ 

            แต่กว่าจะดำเนินการได้นั้น แกนนำชาวบ้านหลายคนต้องเดินทางลงพื้นที่อย่างลำบาก เพื่อออกไปศึกษาดูงานที่จุดอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาว่า น้ำสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าได้หรือไม่ และให้แสงสว่างได้ขนาดไหน 

            "พรหมมินทร์" เล่าอีกว่า " สุดท้ายแล้วเมื่อหารือกันภายในชุมชนก็ลงมติว่าจะผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ เพราะไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ จึงทำหนังสือไปยังสำนักงานพลังงานแห่งชาติแจ้งความประสงค์ผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยชุมชน โชคดีที่ในปี 2523 โครงการหลวงได้เข้ามาในพื้นที่ตำบลห้วยแก้ว จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ความต้องการของชาวบ้านเดินหน้าได้เร็วขึ้น และลบภาพการเป็นหมู่บ้านพื้นที่สีชมพูไปได้อย่างทันตา 

            จากนั้นเริ่มช่วยกันสร้างเขื่อนขนาดเล็กสูง 2 เมตร เพื่อกักเก็บน้ำผันเข้าโรงไฟฟ้า เมื่อปลายปี 2525 และเสร็จทันในวันที่ 5 ธันวาคม 2526 

            ลำพังชาวบ้านไม่มีความรู้ทางวิชาการก็ได้รับสิ่งเหล่านี้จากทางกรมพัฒนาพลังงาน และโครงการหลวง และได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในสัดส่วนร้อยละ 60 และอีกร้อยละ 40 เป็นของชุมชน เช่น การจัดหาดินทราย การทำไม้แบบ แม้กระทั่งเสาไฟฟ้าก็ใช้ไม้ที่หาจากในชุมชนทั้งนั้น โดยโครงการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากน้ำ ขนาด 20 กิโลวัตต์ มีมูลค่าการลงทุนกว่า 2 ล้านบาท 

            จุดที่สร้างเขื่อนกับโรงไฟฟ้าจะต้องมีระดับที่แตกต่างกัน เพื่อให้น้ำไหลผ่านเข้าไปเก็บกักในฝายกั้นน้ำ ก่อนส่งเข้าไปในท่อส่งน้ำ และเข้าไปยังโรงไฟฟ้า เพื่อปั่นเป็นไฟฟ้าจ่ายเข้ายังชุมชน

            "ตอนนั้นเรามีกฎกติกาตกลงกันในชุมชนว่า "การต่อไฟฟ้าในบ้านต้องผ่านมติในชุมชน และห้ามอ๊อกเชื่อมเหล็กหรือใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องทำให้เครื่องผลิตไฟฟ้าทำงานหนัก ตลอดจนชาวบ้านต้องหมุนเวียนกันมาดูแลสายส่งน้ำ และระบายทราย ตลอด 24 ชั่วโมง และทุกบ้านจะต่อปลั๊กไฟ 1 ตัว และใช้หลอดนีออนได้ 3 หลอดเท่านั้น"  

            ขณะนั้นทุกคนในชุมชนก็เคารพกติกาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ไม่มีใครแตกแถว จุดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงความสามัคคี และการมีส่วนร่วมภายในชุมชนอย่างจริงจัง  

            เมื่อพลังงานน้ำสามารถสร้างไฟฟ้าใช้ภายในชุมชนได้แล้วได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ไฟฟ้าโครงการหลวงแม่กำปอง จำกัด ขึ้นมาเมื่อปี 2529 เพื่อบริหารจัดการรายได้จากการขายไฟฟ้าในชุมชนยูนิตละ 2 บาท และจากหมู่บ้านผลิตเมี่ยง , ใบชา และกาแฟขายก็เริ่มพัฒนาขยับขยายมีความเจริญมากขึ้น และความต้องการใช้ไฟฟ้าของชุมชนในหมู่บ้านก็เพิ่มขึ้น 

           

            พรหมมินทร์ ให้เหตุผลถึงการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่ 2  ขึ้นเมื่อปี 2530  มีกำลังการผลิต 40 กิโลวัตต์  ครั้งนี้ทางชุมชนได้แจ้งความประสงค์ไปยังกรมพัฒนาพลังงาน และใช้งบประมาณไม่กี่แสนบาท เพราะใช้ท่อส่งน้ำ และสายอันเดียวกันกับโครงการแรก ในรูปแบบของขากางเกง และขยายโครงการที่ 3 ในปี 2537 ห่างจากจุดแรกกับจุดที่ 2 1 กิโลเมตร กำลังการผลิต 40 กิโลวัตต์

            กระทั่งปี 2545 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จ่ายไฟเข้ามาในตำบลห้วยแก้วได้ หลังจากที่หมู่บ้านแม่กำปองใช้ไฟฟ้าจากพลังงานน้ำมาเกือบ 20 ปี ชาวบ้านเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น ทุกบ้านมีการติดตั้งไฟฟ้า 2 ระบบ หากประเมินดูแล้วร้อยละ 60 ใช้ไฟฟ้าพลังงานจากน้ำ เพราะราคาถูก อีกร้อยละ 40 ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากจำนวน 130 ครัวเรือน 

            ดังนั้น จึงเป็นตัวแปรสำคัญว่าจะทำอย่างไรกับ "พลังงานไฟฟ้าที่เหลือใช้" ครั้นจะรื้อคืนให้กับกรมพัฒนาพลังงานก็ไม่ใช่สิ่งที่ชุมชนเลือก “เราลงมติว่าต้องทำอย่างไรที่สร้างมูลค่ากับทรัพยากรที่เราสร้างขึ้นมาได้” 

            ในที่สุดหมู่บ้านแม่กำปองใช้เวลากว่า 5 ปีในการผลักดันขายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานน้ำให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสำเร็จ ในเดือนพฤศจิกายน 2550 และก่อกำเนิดโครงการ พลังงานชุมชน ตามนโยบายของกระทรวงพลังงานในการผลักดันโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ให้สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบได้

            หมู่บ้านแม่กำปองจะเริ่มขายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 25 กิโลวัตต์

            ทั้งนี้การขายกระแสไฟฟ้าต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานของรัฐ จึงต้องขอความร่วมมืออบต.แม่กำปองมาสนับสนุน และถ่ายโอนให้ทางชุมชนบริหารจัดการ

            ในเบื้องต้นตกลงขายที่หน่วยละ 3 บาท คาดว่ารายได้จะเข้าสู่สหกรณ์ฯเดือนละ 30,000-40,000 บาท  เราประสบผลสำเร็จในการรื้อถอนพลังงานไฟฟ้าจากน้ำออกจากหมู่บ้าน และยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งที่ชาวบ้านได้ร่วมบริหารจัดการขึ้นมา โดยสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน คือ ความเข้มแข็งของชาวบ้านนั่นเอง  

 

             "ต้องยอมรับว่าจากหมู่บ้านที่อยู่ในโลกมืดมาหลายสิบปี และวันหนึ่งเมื่อสามารถใช้ทรัพยากรน้ำมาสร้างมูลค่าได้ ก็ต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่” 

            เพราะทุกวันนี้ หมู่บ้านของเราไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์จากไฟฟ้าอำนวยความสะดวกในการผลิตเมี่ยงชา และกาแฟได้ดีขึ้นแล้ว ยังพัฒนาเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่มีชื่อเสียง จากที่เคยมีรายได้ประชากรตกอยู่ที่เฉลี่ยคนละ 10,000 บาทต่อปี ก็เพิ่มเป็นเฉลี่ยคนละ 20,000 บาทต่อปี 

            ไม่เพียงเท่านั้น ผลกำไรที่จะแตกหน่อจากการขายกระแสไฟฟ้าก็จะกลับคืนมาเพื่อนำไปพัฒนาหมู่บ้านในด้านอื่นๆ และหลังจากนี้ไปก็จะต้องไปเข้าสู่ของการเป็นหมู่บ้านตัวอย่างในการใช้พลังงานจากธรรมชาติอย่างคุ้มค่า และรู้จักการบริหารจัดการทรัพยากรในมืออย่างถูกวิธี เพื่อถ่ายทอดสู่ชุมชนอื่นๆ ต่อไป

            หมู่บ้านแม่กำปอง จึงนับเป็นต้นแบบพลังงานชุมชนที่กระทรวงพลังงานภาคภูมิใจ   

โดย greenenergy

 

กลับไปที่ www.oknation.net