วันที่ เสาร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"เมื่อหมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง....."


ผมเพิ่งอ่านพบบางตอนของหนังสือ "เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง" ของหมอนักสู้...นพ. สงวน นิตยารัมภ์พงศ์...เจ้าของแนวความคิด "30 บาทรักษาทุกโรค" ตัวจริงที่เพิ่งเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

"หมอหงวน" รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเมื่อ ๔ ปีก่อนและบางตอนของบันทึกของหมอสงวนน่าจะส่ง ต่อให้ได้อ่านกันมาก ๆ...เพื่อได้รู้ถึงความในใจจริง ๆ ของหมอผู้น่านับถือท่านนี้...

บทที่ 1

ตั้งหลักอย่างมีสติ 
ในวันที่หมอบอกว่า...คุณมีมะเร็ง


หลังผ่านกระบวนการตรวจมาแล้ว  เราก็มานั่งรอฟังผลกันด้วยใจที่ไม่ค่อยดีนัก
“สงสัยในปอดคงจะมีปัญหา”

คุณหมอที่ตรวจพูดพร้อมกับพาผมไปดูฟิล์มเอ็กซเรย์โดยชี้จุดที่ผิดปกติให้ดูและมองหน้าอย่างที่เราเริ่มรู้สึกตัวว่าจะมีอะไรเพราะน้ำเสียงและสีหน้าของหมอผู้ตรวจบ่งบอกถึงความเห็นใจว่าเราอาจจะกำลังเผชิญกับโรคซึ่งทุกคนหวั่นเกรงนั่นก็คือมะเร็ง

และนับจากชั่วโมงนั้นทุกย่างก็เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วจนผมแทบจะไม่ได้ลงไปเอาใจใส่ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในกระบวนการติดต่อประสานงาน หาหมอ หาเตียง เตรียมการไปตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม และไปจนถึงการเตรียมการรักษา  ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าตนเองกำลังพบกับอะไรบางอย่างที่ไม่อยากนึกถึง  ไม่อยากจะไปค้นหารายละเอียดกับมันด้วยตนเองมากนัก ประกอบกับยังมีงานหลายอย่างที่ยังต้องจัดการอยู่  เลยคิดแต่ว่าหากจะเป็นอะไร ต้องป่วยยาสักนิดก็ขอจัดการงานให้หมดห่วงไปก่อนแล้วกัน

ภาระในเรื่องการติดต่อหาที่รักษาตัวผมแทบจะทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ภรรยาของผมซึ่งมีเพื่อนเป็นหมอที่ศิริราช  ทั้งๆ ที่ผมก็มีอาจารย์ มีพี่ มีเพื่อน และรุ่นน้องอยู่ที่รามาธิบดีหลายต่อหลายคน แต่ผมก็ได้แต่ปล่อยให้ภรรยาผมอาศัยช่องทางที่เขามีคนคุ้นเคยประสานงานทุกอย่างให้ ส่วนผมเองในเวลานั้นยังเหมือนกับงงๆก็ได้แต่จัดการกับงานที่คิดว่าอยากให้เสร็จในระยะนั้นไปก่อน

การพบโรคมะเร็งย่อมเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิต  ผมก็คงเหมือนกับผู้ป่วยมะเร็งทุกคนที่อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่าทำไมต้องเป็นผม  และทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย เพราะว่าวันที่พบว่ามีโรคร้ายนี้อยู่ในตัวและในจุดที่สำคัญของร่างกาย กำลังเป็นช่วงของการที่เกือบจะถึงจุดสูงสุดของการที่จะทำสิ่งที่เราใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต  แต่อยู่ๆ ผมก็ป่วยขึ้นมา การงานที่วางแผนไว้หลายเรื่องต้องชะงักหรือชะลอออกไป

มันช่างเป็นเวลาที่เลวร้ายเหลือเกิดสำหรับผม  นอกจากจะกลัวความเจ็บป่วยและความเจ็บปวดทางร่างกายแล้วมันยังทำให้คล้ายๆ กับรู้สึกเวิ้งว้าง จากที่กำลังรู้สึกสนุกและมุ่งมั่นกับความคืบหน้าของงานที่กำลังเดินไปได้อย่างดี

ในทางจิตวิทยาซึ่งผมมาเรียนรู้ภายหลังทราบว่า  ความรู้สึกโดยปกติของทุกคนที่รู้ว่าเป็นมะเร็งหรือเป็นโรคร้ายแรงใดก็ตามความรู้สึกอย่างแรกคือจะตกใจ ต่อมาสักไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันก็จะเริ่มซึมเศร้า เริ่มคิดน้อยใจในโชคชะตาว่าเราก็ไม่ได้ทำอะไรที่ไม่ดีแต่ทำไมถึงเป็นเรา ทำไมไม่เป็นคนอื่น  คนอื่นที่มีดีกว่าเรามีตั้งเยอะแยะ  คนอื่นที่เขาทำความชั่วร้ายไว้ ทำไมเขาไม่มีโรคอย่างนี้  เราทำความดีตั้งเยอะ แต่เรากลับมาเป็นอย่างนี้  ถัดจากนั้นก็เริ่มจะคิดโทษโน่นโทษนี่ เช่น สิ่งแวดล้อมที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุของมะเร็ง  โทษที่เราไม่เคยไปตรวจร่างกาย ไม่ดูแลตัวเอง ฯลฯ คือ โทษทั้งคนอื่นและตัวเอง ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะรู้สึกได้

เมื่อเราต้องรับรู้ว่าเรามีโรคเป็นครั้งแรก  เวลานั้นถือว่าเป็นเวลาวิกฤตของชีวิต  การตั้งหลักอย่างมีสติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด  เมื่อรับรู้ว่าป่วย ต้องพยายามตั้งสติให้ได้โดยเร็วที่สุด   การตั้งสติได้เร็วจะมี่ผลดีต่อชีวิตตนเอง เพราะจะตามมาด้วยการคิดวางแผนที่จะรับมือกับปัญหาใหญ่อื่น ๆ ในชีวิต  นอกจากนี้การตั้งสติได้จะลดความตึงเครียดในความคิด เพราะท่ากับเราทำใจยอมรับและปล่อยวางได้ รับรู้ว่าเป็นแต่ไม่ร้อนรน  ซึ่งการตั้งหลักอย่างมีสตินี้จะมีผลเกี่ยวเนื่องไปถึงสุขภาพทางจิตวิญญาณของเราด้วยในระยะยาว

ดังนี้ใครก็ตามที่กำลังจะพาตัวเองไปตรวจร่างกาย สิ่งที่ผมให้ข้อคิดไว้ก็คือว่า ท่านต้องเตรียมความพร้อมทางจิตใจไว้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นแล้ว เมื่อผลตรวจออกมาท่านอาจจะได้รับคำตอบที่นำไปสู่ความตกใจ ความกลัว  หรือความวิตกกังวลได้ ดังนั้นท่านต้องตระหนักถึงข้อนี้ไว้เป็นอย่างดี การมีเพื่อนคู่คิดหรือคนสนิทที่ดูแลกันได้ไปเป็นเพื่อนจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก ดังเช่นในกรณีของผมที่มีภรรยาไปด้วยในวันนั้น

คำพูดปลอบประโลมให้กำลังใจกันและกัน ทำให้เราผ่านเวลานั้นด้วยกันมาได้  แทนที่วันที่หมอบอกว่าผมมีมะเร็งจะเป็นวันที่เหมือนฟ้าถล่มทลายก็กลายเป็นว่า เราได้ช่วยกันคิดว่าเราจะจัดการกับโรคอย่างไรและลงมือทำทันที…..

นี่คือตอนที่หมอหงวนได้รับการยืนยันจากนายแพทย์ว่าเขาเป็นมะเร็งจริง....เข้าไปหาอ่าน ฉบับเต็มได้ที่ http://www.nhso.go.th และเข้าร่วมสนับสนุนกองทุนนายแพทย์สงวนฯได้ ที่สำนักสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคี สปสช. โท. 0-2831-4000 ต่อ 4134 ครับ

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net