วันที่ เสาร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การรักษาฟรี/การร่วมจ่าย/เมื่อถึงทางตัน


การให้การรักษาฟรีแก่ประชาชนทั่วไปของสปสช. อาจดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นตามโครงการเมื่อใดก็ได้ ดังปรากฏในบทความของหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ ว่า เมื่อประชาชนไม่ล้มละลายจากการรักษาตนเอง ชาติก็ล้มละลายเสียเอง ตามคำกล่าวของ ร.ม.ต. กระทรวงสาธารณสุขคนปัจจุบัน นพ. มงคล ณ สงขลา จึงมีดำริจะนำระบบร่วมจ่าย หรือ Co-payment ออกใช้ นั่นคือเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้น ประชาชนก็ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ คือเข้าหลักให้ประชาชนเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทย

วลีว่า "ล้มละลาย" คือ "สิ้นเนื้อประดาตัว" ท่านรัฐมนตรีคงหมายถึงหมดเงินหน้าตัก ไม่มีแม้แต่เม็ดเงินจะซื้อหายามารักษาคนเจ็บป่วย รวมทั้งแพทย์ พยาบาล โรงพยาบาล สถานพยาบาลและอุปกรณ์ ก็ขาดแคลนไปหมดพร้อม ๆ กันทั่วประเทศ สถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ๆ หรือ

เมื่อวันนั้นมาถึง ประชาชนคงอยู่ในสถาพสิ้นหวัง ไปพบแพทย์ก็เพียงเพื่อให้ได้ใบสั่งยา และไปจัดซื้อหากันเองตามฐานานุรูป สังคมจะแยกออกเป็นสองภาคคือรวยกับจนอย่างชัดเจน ลัทธิเอาอย่างชาติร่ำรวยก็จำเป็นต้องเกิดการชะงักงันลงโดยหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของนำเข้ารวมทั้งยาก็ซื้อหามาใช้ได้น้อยลง

ยารักษาโรคเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ที่จะต้องเคลื่อนไปเพื่อสังคม เดิมยารักษาโรคเอดส์นำเข้าผู้ป่วยต้องจ่ายเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อองค์การเภสัชกรรมผลิตได้เอง ยาอย่างเดียวกันมีราคาเพียงเดือนละ ๑,๐๐๐ บาทเศษเท่านั้น นับว่าเป็นการเพิ่มศักยภาพแก่ประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มากยิ่งขึ้นในสังคม

จากตัวอย่างยารักษาโรคเอดส์ เราได้มีบทเรียนที่สำคัญมาประยุกต์ใช้กับโรคต่าง ๆ ที่ ต้องรักษาระยะยาวหรือตลอดชีวิตอีกโรคหนึ่งคือ "โรคฮีโมฟิเลีย" ซึ่งต้องใช้ยาราคาแพงกว่าโรคเอดส์ถึง ๒๐ เท่าเป็นอย่างน้อย ขณะนี้สปสช.ยังหันหลังให้กับยาที่ผลิตได้ในประเทศโดยสภากาชาดไทย ด้วยสาเหตุเพียงเล็กน้อย กล่าวคือผลิตได้ไม่ทันใช้จึงระดมเม็ดเงินที่มีอยู่ซื้อยานำเข้ามาใช้ทั้ง ๆ ที่มีผู้ท้วงติงให้สปสช.ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้สภากาชาดไทย แทนการใช้ยานำเข้า

การผลักภาระไปให้ประชาชนร่วมจ่าย และแม้ประเทศไทยจะต้องมาถึงซึ่งความจำเป็นสำหรับการนี้ ประชาชนก็ไม่มีเงินจ่ายอยู่นั่นเอง ผู้ยากไร้ในชนบทเป็นจำนวนมากแม้ค่าเดินทางสักเดือนละ ๕๐๐ บาทไปรับการรักษาฟรีในตัวจังหวัดยังไม่มี

แต่เรามีวัตถุดิบได้แก่ Plasma เป็นจำนวนมากที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จากผู้ใจบุญบริจาคโลหิตเหลืออยู่ตลอดเวลา เรามีองค์การเภสัชกรรม ผู้ทำหน้าที่ผลิตยาให้ประเทศ เรามีความรู้ Pharmaceutical Know How แต่ถูกมองข้ามไปโดยสิ้นเชิง เราจึงเอาเนือหนูไปปะเนื้อช้างกันมาตลอดจนบริษัทยาจากต่างประเทศร่ำรวยไปตาม ๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ความหวังอันริบหรี่ที่ผู้เขียนได้ทำเรื่องนี้เสนอสปสช. องค์การเภสัชกรรม สภากาชาดไทย ให้ร่วมมือกันแปรรูป Plasma เป็น Cryoprecipitate ชนิดผงให้พอใช้ทั้งประเทศยังไม่ดับลงโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๘.๒๐ น. ผู้เขียนได้รับโทรสารจากองค์การเภสัชกรรมตอบชี้แจงว่า "องค์การเภสัชกรรมขอเรียนว่า ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมอยู่ระหว่างประสานงานกับสภากาชาดไทย และจะได้แจ้งผลการประชุมให้ได้ทราบในโอกาสต่อไป"

โดย คนสองแผ่นดิน

 

กลับไปที่ www.oknation.net