วันที่ อาทิตย์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทวิจารณ์กรณีฆาตกรรมฯ


คำให้การต่อ?...

ภาคย์ จินตนมัย


 

ปัญหากรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย นับวันจะทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น การสะท้อนปัญหาออกมาในรูปของงานวรรณกรรม ก็เพิ่มพูนความยากมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปัญหามีความหลากหลายลุ่มลึก เต็มไปด้วยการแบ่งแยกเป็นขั้วเป็นข้างเป็นฝักเป็นฝ่าย ยิ่งการเป็นคนนอกที่ห่างไกลพื้นที่ ห่างไกลในความเข้าใจศาสนาอิสลามและห่างไกลจากวัฒนธรรมท้องถิ่นมลายูด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ยากในการทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของปัญหามากขึ้นเป็นทบทวี ดังนั้นจึงยิ่งยากนักที่จะสะท้อนปัญหานี้ออกมาในรูปของงานวรรณกรรม จึงต้องนับว่า ศิริวร แก้วกาญจน์ มีความตั้งใจจริงอย่างยิ่งและมีความกล้าหาญไม่น้อยที่ได้สร้างสรรค์นวนิยายเรื่อง กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด ออกมาในแวดวงวรรณกรรมไทย

            นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้มีเจตนามุ่งขุดค้นหาความจริง หรือบอกเล่าเรื่องราวในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างตรงไปตรงมา หากแต่กำลังสะท้อนให้เห็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญที่เป็นแก่นเรื่องของเรื่องนี้ นั่นก็คือ “ความจริงที่ต่างคนต่างพูด” โดยที่แต่ละคน “ไม่มีใครได้ฟังใคร” และที่สำคัญ “พูดให้ใครฟังก็ไม่รู้”

            ผู้เขียนเลือกวิธีการนำเสนอหรือการเล่าเรื่อง ด้วยการให้ตัวละครแต่ละตัวในเรื่องออกมาพูดถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในมุมมองของตนเอง เหตุการณ์ที่ว่านี้ก็คือ การฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามแห่งบ้านตันหยงบารูที่มีชื่อว่า สะตอปา การ์เด โดยเลือกบังคับให้ผู้อ่าน ซึ่ง “เป็นใครก็ไม่รู้” ทั้งในความหมายที่ว่า ผู้เขียนไม่อาจล่วงรู้ว่าผู้อ่านที่ได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้จะเป็นใครที่ไหนบ้าง และในความหมายที่ว่าตัวละครที่บังคับให้ผู้อ่านเป็นนั้น “เป็นใคร” เป็นฝ่ายไหน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำรวจ ทหาร หรือเป็น ศาลสถิตยุติธรรม หรือเป็นอะไร เป็นพระเจ้า เป็นผู้นำทางศาสนา ฯลฯ ตัวละครที่มาให้การมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ นักข่าว ไปจนกระทั่งเด็กอายุ 12 ขวบ มิหนำยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นต่างชาติมาให้ปากคำด้วย คือ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรัฐกลันตัน โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถมยังมี กลุ่มก่อการร้ายผู้ไม่มีตัวตนชัดเจน ทว่าผู้มาให้ปากคำคืออดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในขบวนการก่อการร้าย

            เมื่อผู้เขียนเลือกวิธีการเล่าเรื่องแล้ว ผู้เขียนก็ได้ตัดสินใจนำเสนอด้วยการทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องที่จริงจังดังกับว่าเราไม่ได้อ่านงานวรรณกรรมอยู่อีกต่างหาก รูปแบบการใช้ภาษาที่ปรากฏในเรื่อง ตัวละครทุกตัวจะพูดด้วยภาษาที่แทบจะไม่ต่างระดับกันนัก ใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างเป็นทางการ ไม่มีการพรรณนายืดยาดเยิ่นเย้อ บอกเล่าสิ่งที่เป็นข้อมูลหรือข้อเท็จจริงของตนออกมาอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่าย การใช้วรรณศิลป์ที่จงใจทำถึงขนาดลดทอนความเป็นวรรณกรรมลงจนแทบกลายเป็นข้อมูลที่แห้งแล้งนี้ สร้างความจริงลวงจนผู้อ่านอาจเผลอหรือเคลิ้มไปว่า กำลังอ่านรายงานการให้ปากคำต่อกรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ซึ่งเป็นเรื่องจริงอยู่

            นับว่าเป็นการเลือกสรรกลวิธีการนำเสนอที่ประสบผลสำเร็จดีเยี่ยม!

            เพราะผู้อ่านจะต้องปะติดปะต่อข้อมูลต่างๆจากปากตัวละครซึ่งผู้อ่านไม่รู้ว่าเป็นใคร มีอุปนิสัยใจคออย่างไร รู้แต่เพียงว่าเป็นใครและมีสถานภาพอย่างไรเท่านั้น เพื่อให้ได้เรื่องราวหรือ “ความเป็นจริง” ที่เกิดขึ้นว่า มันเกิดอะไรขึ้นบ้างในกรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด ครั้งนี้ จนต้องตั้งคำถามถึงที่สุดว่าแล้วความจริงที่เกิดขึ้นคืออะไร โต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด ถูกฆาตกรรมจริงหรือไม่ โดยใคร และมีการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงนี้อย่างไรหรือไม่

            เหมือนกับว่าเหตุการณ์เล็กๆที่เป็น “นวนิยาย” เรื่องนี้ กำลังจำลองเหตุการณ์ใหญ่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็น “เรื่องจริง” ว่า เราทุกคน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ในพื้นที่หรือนอกพื้นที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเป็นเอกชน ต่างก็กำลังต้องปะติดปะต่อข้อมูลจากแหล่งต่างๆทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ จากสื่อมวลชน จากคนในพื้นที่ ว่า “ความจริงคืออะไร” แล้วในที่สุดจากข้อมูลที่มากมาย หลายหลาย และขัดแย้งกันไปมา หักล้างกันเองบ้าง หักล้างข้อมูลอื่นของฝ่ายตรงข้ามบ้าง ในที่สุดแล้วก็เลย “ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร”

            แต่…ไม่ว่าความจริงคืออะไรก็ตาม ทุกอย่างสมควรยุติได้แล้ว และสันติสุขควรกลับมาสู่ดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แล้ว

            แต่…ก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวต่างๆจะยุติเมื่อไร อย่างไร และสันติสุขจะกลับคืนมาอีกเมื่อไรและอย่างไร หนทางดูมืดมนเสียเหลือเกิน ดังที่ เด็กชายวัย 12 ขวบ ที่ชื่อ “อาลี โต๊ะอิลชา” รำพึงในตอนท้ายของการให้ปากคำของเขา

 

            …ช่วยข้าด้วยอัลลอฮ์ ช่วยข้าด้วยพระพุทธเจ้า ช่วยข้าด้วยอาดัม ช่วยข้าด้วย… เหนือตันหยงบารูของเราแสงแดดแผดจ้าเกินไป ข้ามองอะไรไม่เห็น

            ช่วยข้าด้วย… ข้ามองอะไรไม่เห็น!… … (หน้า 183)

 

            ภายใต้วิธีการเล่าเรื่องที่ผู้เขียนเลือก ผู้เขียนได้จัดลำดับของตัวละครและวางจังหวะของประเด็นข้อมูลทุกอย่างไว้อย่างละเอียดยิบ โดยเฉพาะการเพิ่มเติมประเด็นใหม่ ข้อมูลใหม่ที่มีผลกับการรับรู้และประมวลผลข้อมูลของผู้อ่าน ตัวละครทุกตัวมีบทบาทและพฤติกรรมที่เข้าข่ายมีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชนหรือพื้นที่เกิดเหตุอยู่ทั้งสิ้น อันส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่างๆที่ตัวละครได้ให้ปากคำออกมา โดยมีลักษณะร่วมในการให้ปากคำของตัวละครอยู่ด้วยคือ “เล่าเรื่องเดิม เพิ่มเรื่องใหม่ โยงกันไป ไม่รู้จบ”

            ลำดับการปรากฏตัวของตัวละครและสถานภาพของตัวละครนั้น ที่ได้ออกมาให้ปากคำในนวนิยายเรื่อง กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด มีลักษณะร่วมประการหนึ่งคือ จะเป็นการซัดทอดต่อกันไปทีละคน ดังนี้

1.       ประชา วงศ์โกสินทร์ – ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส

2.       การิม มะลาเต๊ะ – ผู้ใหญ่บ้านตำบลตันหยงมารู

3.       มูฮัมหมัด การ์เด – ลูกชายของโตะอิหม่าม สะตอปา การ์เด

4.       พิทักษ์ เชิดชูไทย (พันโท) – ผบ.พัน ร.602 รับผิดชอบพื้นที่บ้านตันหยงบารู

5.       สะมะแอ เชิดชูไทย – เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวด้านความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้

6.       อับดุลเลาะห์ สาและ – ประธานคณะกรรมการกลางอิสลาม จังหวัดนราธิวาส

7.       สมชาย มะสุหลง (พันตำรวจเอก) – ผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอสุไหงปาดี

8.       อภิชาติ จมูกครุฑ – นักข่าวจากศูนย์ข่าวภาคใต้

9.       ฮามิด โมฮัมหมัด – อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาสสามสมัย

10.    การิม มะลาเต๊ะ (หมายเลข 2.)

11.    สีตี มะลาเต๊ะ – ภรรยาของ การิม มะลาเต๊ะ

12.    ประชา วงศ์ โกสินทร์ (หมายเลข 1)

13.    เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรัฐกลันตัน – ไม่ทราบชื่อ

14.    อาบู อะหมัด – เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย

15.    โทมัส พาโกนิส – โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

16.    กลุ่มก่อการร้ายผู้ไม่มีตัวตนชัดเจน – ฮามิด โมฮัมหมัด (หมายเลข 9)

17.    อาลี โต๊ะอิลชา – เด็กชายวัย 12 ขวบที่อยู่กับแพะสีขาวชื่ออาดัม

ตัวละครที่มีโอกาสให้ปากคำ 2 ครั้ง มี 3 ตัว ได้แก่ ประชา วงศ์โกสินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส การิม มะลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้านตำบลตันหยงบารู และฮามิด โมฮัมหมัด อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาสสามสมัย น่าสังเกตว่าทั้ง 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีบทบาททางการเมือง

            ตัวละครทั้ง 3 มีบทบาทสำคัญอยู่ไม่น้อยในนวนิยายเรื่องนี้ ทั้งในด้านข้อมูลที่ได้ให้ปากคำ และในด้านความน่าเชื่อถือของข้อมูลอันเป็นผลมาจากการมีส่วนได้ส่วนเสียที่เป็นข้อมูลซึ่งนำมาหักล้างความน่าเชื่อถือในกรณีต่างๆของตัวละคร

            เรื่องนี้เริ่มต้นเรื่องด้วยการเข้าไปเยี่ยมเยือนชาวบ้านในตำบลตันหยงบารูของตัวละคร ประชา วงศ์โกสินทร์ หลังเกิดเหตุฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด ซึ่งเป็นการเข้าไปเป็นหมู่คณะ ในคณะประกอบด้วยตัวละครสำคัญอีก 2 ตัวคือ การิม มะลาเต๊ะ และ ฮามิดโมฮัมหมัด

            การให้ข้อมูลครั้งแรกของผู้ว่าราชการจังหวัด ประชา วงศ์โกสินทร์ เป็นการให้ข้อมูลในลักษณะข้อมูลทั่วไป ที่กล่าวถึงจุดประสงค์ในการเข้าไปที่หมู่บ้านตันหยงบารู และสิ่งที่ได้พบเห็นอย่างกว้างๆ แต่การให้ข้อมูลครั้งที่สอง เมื่อเรื่องราวและข้อมูลได้มีมากขึ้นแล้ว กลับเป็นการให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดข้อสงสัยที่สำคัญที่สุดในกรณีการฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามครั้งนี้ นั่นก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ประชา วงศ์โกสินทร์ ได้เปิดประเด็นในแง่มุมที่ว่า การฆาตกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ในขณะที่การให้ปากคำครั้งนี้นั้น ในตอนแรกเป็นการออกมาเพื่อ “แก้ต่างกรณีปิดด่านผ่อนปรนบริเวณชายแดน” ซึ่งถูกกล่าวหาแบบพาดพิงโดย สีตี มะลาเต๊ะ ภรรยาของการิม มะลาเต๊ะ

 

            … ประเด็นสำคัญอีกอย่างก็คือว่า ร่างที่นอนอยู่ในหลุมศพหรือกุโบร์นั้น เป็นโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เดจริงๆหรือว่าจะเป็นร่างของคนอื่น หรือบางทีอาจจะไม่มีร่างของใครคนใดอยู่ในกุโบร์เลยก็ได้

            ในสถานการณ์เช่นนี้ ใครจะไปรู้ล่ะว่า ความจริงคืออะไร

            หากมีการตายเกิดขึ้นที่ตันหยงบารูจริงๆ เหตุใดตำรวจถึงไม่มีหลักฐานการตายเลยสักอย่างเดียว ไม่ว่าลายพิมพ์รอยนิ้วมือของผู้ตาย หลักฐานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ ข้าคิดจะถามย้ำว่า ผู้ใหญ่เห็นศพของโต๊ะอิหม่ามกับตาตัวเองจริงๆหรือไม่ แต่ข้าก็เงียบเสีย เพราะการจะพิสูจน์หรือขุดค้นร่างที่นอนอยู่ในหลุมศพนั้นควรเป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งต้องทำรายงานขออำนาจศาลเพื่อขุดศพขึ้นมาชันสูตร จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รายงานต่อข้า ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด… (หน้า 133)

 

            ฝ่ายผู้ใหญ่บ้านการิม มะลาเต๊ะ ซึ่งเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ก็กลับเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่าม สะตอปา การ์เด ซึ่งผู้ใหญ่บ้านเองก็แก้ต่างว่าระหว่างที่โต๊ะอิหม่ามถูกฆาตกรรมนั้น เขาอยู่ในประทศมาเลเซีย โดยเขาอ้างหลักฐานจากหนังสือเดินทาง ซึ่งในการให้ข้อมูลครั้งที่สองของผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ได้แสดงให้เห็นข้อมูลซึ่งอาจจะหักล้างความน่าเชื่อถือของหลักฐานจากหนังสือเดินทางในกรณีของผู้ใหญ่บ้านการิม มะลาเต๊ะได้

 

            … โดยทำเรื่องขอออกนอกประเทศ ทว่าหลังจากนั้นก็วกกลับเข้ามาก่อวินาศกรรมในสามจังหวัด ก่อนที่จะลักลอบกลับออกไปอีกครั้ง

            จากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับประเทศ ประทับตราวันเดินทางกลับลงในหนังสือเดินทาง เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุร้าย ไม่ว่าการฆาตกรรมหรือวินาศกรรม พวกเขาไม่ได้อยู่ในประเทศไทย … (หน้า 129-130)

            ส่วนข้อมูลจากการให้ปากคำของ ฮามิด โมฮัมหมัด ในครั้งแรกกับครั้งที่สองก็ส่งผลกระทบต่อกันเป็นอย่างมาก เพราะในการให้ข้อมูลครั้งแรก เสมือนว่าเขาให้ข้อมูลในฐานะนักการเมืองท้องถิ่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาสสามสมัย ด้วยลีลาและวาทกรรมอย่างนักการเมืองแท้ๆ

               

            … อันที่จริง สถานการณ์ในหมู่บ้านตันหยงบารูเป็นโจทย์ที่ท้าทายรัฐบาลและคนไทยทั้งชาติ ทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือ ต้องทำความเข้าใจ อย่ามีอคติต่อกันเพราะเราเพิ่งมีบทเรียนหนักหนาสาหัสจากรือเซะ จากตากใบ และบทเรียนย่อยๆอีกมากมายจนนับไม่ถ้วนแล้วเราจะทนเห็นภาพพี่น้องมุสลิมอพยพข้ามฟากไปพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านจนหมดอย่างนั้นหรือ ทั้งๆที่ผืนแผ่นดินนี้เป็นบ้านเกิดของเขา ปู่ย่าตายายของเขาอาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาไม่รู้กี่ยุคกี่รุ่น

            ข้าเชื่อว่า หากทางการไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา หรือหากทางการยังปล่อยให้ชาวบ้านมีความรู้สึกว่าตนเองถูกคุกคามจากอำนาจรัฐ ข้าเชื่อว่าว่าคนจากตันหยงบารูอีกหลายคนจะต้องอพยพเข้ามาเลเซียอีกอย่างแน่นอน ข้าไม่อยากให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์หลบหนีออกไปจากแผ่นดินถิ่นเกิดของเขา เช่นการหนีไปของผู้ใหญ่การิม มะลาเต๊ะแห่งตันหยงบารูที่ถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นมือสังหารโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด … (หน้า 112-113)

 

            และเขายังให้ปากคำเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของผู้ใหญ่การิม มะลาเต๊ะด้วยว่า

 

            … ที่ข้าพูดไม่ใช่เป็นการปกป้องผู้ใหญ่การิม มะลาเต๊ะ ไม่ใช่เพราะเขาเคยเป็นหัวคะแนนของข้า แต่ข้าพูดในนามของความยุติธรรม

            ข้ารู้ว่าผู้ใหญ่การิมเป็นคนดี เขาละหมาดครบ 5 เวาไม่เคยขาด เขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอนไม่เคยเว้น

            ที่สำคัญ คืนเกิดเหตุคืนนั้นตัวเขายังอยู่ในมาเลเซีย หลักฐานที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีก็คือ หนังสือเดินทางของเขาเอง เช่นนั้นแล้วเขาจะเป็นคนเหนี่ยวไกสังหารโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ได้อย่างไร … (หน้า 113-114)

 

            แต่แล้วความน่าเชื่อถือในข้อมูลของฮามิด โมฮัมหมัด ก็ถูกทำลายลงแทบทั้งหมดด้วยข้อมูลใหม่ว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็น กลุ่มก่อการร้ายผู้ไม่มีตัวตนชัดเจน แถมผู้ที่เขายืนยันความบริสุทธิ์ยังเคยเป็นหัวคะแนนให้เขาอีก สถานภาพและความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องนี้ได้ทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลลดลงเรื่อยๆ ยิ่งมีโอกาสพูดมาขึ้น ความน่าเชื่อถือดูจะยิ่งมีน้อยลง

            ทั้งนี้เพราะตัวละครทุกตัวต่างออกมาพูดในลักษณะเดียวกันหมดคือ ปกป้องตัวเองและพวกพ้องของตัวเอง ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมักจะเป็นพุทธ ก็ปกป้องความบริสุทธิ์ของรัฐและกล่าวหาให้ร้ายองค์กรมุสลิม เช่น ปอเนาะ ฝ่ายชาวบ้านก็กล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นฝ่ายเข้ามาคุกคามชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม และยืนยันในความเป็นผู้บริสุทธิ์ของชาวมุสลิมด้วยกันด้วยการอ้างคำสอนในพระคัมภีร์ว่าอิสลามคือผู้ที่รักในสันติสุข และในที่สุดแล้วกลุ่มก่อการร้ายผู้ไม่มีตัวตนชัดเจน ก็ดูเหมือนจะถูกแยกคัดออกมาให้เป็นกลุ่มผู้ไร้ตัวตนกลุ่มหนึ่งไม่ใช่ทั้งฝ่ายรัฐไม่ใช่ทั้งฝ่ายชาวบ้าน ไม่ใช่พุทธและไม่ใช่มุสลิม ที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่าได้ก่อการร้ายต่างๆนานาอย่างต่อเนื่อง โดยมีชีวิตผู้คนและความเสียหายของทรัพย์สินเป็นหลักฐานความมีอยู่ของคนกลุ่มนี้

            ดังนั้นยิ่งผู้อ่านรับรู้ข้อมูลในเรื่องเพิ่มขึ้น ยิ่งจะเห็นรายละเอียดที่เป็นข้อขัดแย้งซึ่งหักล้างกันไปมาอยู่เต็มไปหมด เช่น หลักฐานที่เป็นร่องรอยของกลุ่มที่เข้ามาฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ว่ามีรอยรองเท้าบู๊ต แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทหาร ก็ออกมาปฏิเสธว่าเป็นการจงใจแต่งตัวเลียนแบบทหารเข้ามาก่อการของกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งยิ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลรอบด้านเข้ามาประกอบ ว่าใครเป็นอะไรกับใคร อยู่ฝ่ายไหน ก็ยิ่งจะทำให้ข้อมูลดิบกลายเป็นข้อมูลที่ต้องได้รับการกลั่นกรองมาขึ้น เชื่อถือได้น้อยลงๆ

            ผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าผู้อ่านเป็นเพียงผู้รับรู้รับฟังขอมูลต่างๆจากผู้เกี่ยวข้องในกรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด โดยไม่ได้เป็นผู้มีส่วนรู้เห็นการฆาตกรรมในครั้งนี้เลย และผู้เขียนก็ไม่ได้นำเสนอ “ข้อเท็จจริง” ของเรื่องนี้เอาไว้ในนวนิยายเรื่องนี้ด้วย

            จึงน่าจะสรุปได้ว่า เรื่องจริงๆเป็นอย่างไร ผู้อ่านไม่รู้เลย!

            ปัญหาคือแล้วผู้อ่านจะเลือกเชื่อใคร อย่างไร ในเมื่อยิ่งรับรู้ข้อมูลมากขึ้น ก็ยิ่งเชื่อถือข้อมูลต่างๆได้น้อยลงๆ เพราะข้อมูลและสถานภาพกับความสัมพันธ์ของตัวละครนั้นคอยหักล้างกันและกันอยู่ตลอดเวลา

            นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนกำลังหลอกเล่นท้าทายอยู่กับผู้อ่าน

            หากผู้อ่านตกหลุมพรางเกิดเชื่อข้อมูลในเรื่องขึ้นมา ก็เป็นเรื่องทันที หรือหากตกหลุมพรางชั้นที่สอง เกิดเอานิยายไปปนกับเรื่องจริงที่กำลังดำเนินอยู่ ด้วยมีการอ้างถึงสิ่งที่เป็นจริงอยู่หลายประการ เช่น ฉากบ้าง ตำแหน่งหรือสถานภาพของตัวละครบ้าง ก็ยิ่งเป็นเรื่องไปกันใหญ่

            กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด จึงเป็นนวนิยายที่มุ่งสะท้อนปรากฏการณ์ของสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าจะเป็นนวนิยายที่มุ่งสะท้อนข้อเท็จจริง ข้อมูลที่เป็นเหตุเป็นผลของสภาพการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการเจาะจงเล่นกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ผู้อ่านได้รับด้วยการสร้างองค์ประกอบที่ไม่น่าเชื่อถือต่างๆขึ้นแล้วใส่ลงไปในตัวละครต่างๆทุกตัว แล้ววางจังหวะในการให้ข้อมูลแก่ผู้อ่านอย่างมีศิลปะ ด้วยการให้ข้อมูลสำคัญที่จะมาหักล้างความรับรู้ระยะแรกไว้ในช่วงกลางๆเรื่องเป็นต้นมา

            สิ่งที่นวนิยายเรื่องนี้กำลังสื่อสารกับผู้อ่านก็คือ ในสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น สำหรับผู้ไม่รู้ความจริงแล้ว จะเชื่ออะไรอย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องตัดสินใจยากทั้งสิ้น เพราะทุกคนที่ออกมาให้ข้อมูลหรือให้ปากคำนั้น ต่างก็พูดในมุมมองของตน โดยหลีกเลี่ยงการปกป้องตนเองและพวกพ้องไปไม่พ้น และต่างก็มีส่วนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ในด้านใดด้านหนึ่งทั้งสิ้น

            เพียงแค่นวนิยายหนึ่งเรื่องยังลึกลับซับซ้อนเพียงนี้ แล้วเหตุการณ์จริงๆที่เกิดขึ้นจะลึกลับซับซ้อนเพียงไหน.

โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net