วันที่ จันทร์ มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขุนเขาสีชมพูแห่งขุนช่างเคี่ยน ในยามที่กลีบเริ่มโรย


ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปเชียงใหม่ กับเจ้าบึกน้อยคู่กายคู่ใจ ออกจากเมืองหลวง
เช้าวันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม ราวตีสี่ครึ่ง ถึงเชียงใหม่ราวบ่ายโมง ไปนัดเจอเพื่อนฝูงที่
ล่วงหน้าไปถึงเชียงวใหม่แล้ว อย่างเจ๊วิกกี้ ป้าแป๊ก หมีพูห์ ด้วยความไม่คาดคิดว่าจะได้
ร่วมทริป...

นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ริมถนน ใน มช. อยู่บนบ่ายคล้อย รอป้าแป๊กกับหมีพูห์ พาลูกทริป
ไปกินข้าวแล้วตามด้วยจ่ายตลาด เพื่อเป็นเสบียงสำหรับคืนนี้ ราว 4 โมงเย็น จึงจะได้เริ่มขึ้น
ดอยสุเทพ การจราจรหน้า มช. ดูแออัด เนื่องจากผู้คนทั่วสารทิศหลั่งใหลกันมานมัสการ
พระธาตุดอยสุเทพอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้จะล่วงเวลามาเกือบจะเพลาเย็นแล้วก็ตาม รถก็ยังดู
คับคั่ง ความคิดตั้งแต่ทีแรกว่าจะแวะไหว้พระธาตุดอยสุเทพด้วย ก็เป็นอันต้องล้มเลิก

น่าจะสัก 20 ปี ล่วงมาเห็นจะได้ ที่ผมไม่ได้มาดอยสุเทพ สภาพถนนหนทางเปลี่ยนไปจนเทียบ
กับสมัยก่อนไม่ได้แล้ว ทางขึ้นดอยสุเทพเดี๋ยวนี้ดูสะดวกสบาย ถนนตลอดเส้นทางที่ดีมาก ๆ
พ้นดอยสุเทพไปจนถึงพระตำหนักภูพิงค์ถนนก็ยังดูกว้างขวาง พอพ้นพระตำหนักฯ
ไปแล้วถนนเริ่มแคบลง ขับรถลำบากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีการจราจรที่คับคั่ง เมื่อใต่ความสูง
ขึ้นไปเรื่อย ๆ เริ่มเห็นต้นพญาเสือโคร่งกำลังอวดดอกสีชมพูตามรายทางเป็นระยะ ๆ

ขับไปเรื่อยจนถึงแยกซ้ายไปบ้านม้งดอยปุย แยกขวาไปบ้านขุนช่างเคี่ยน เราเลี้ยวไปทางขวา
ถนนก็แคบลงไปอีก ผมขับด้วยความระมัดระวัง ถนนช่วงนี้หากมีรถสวน คงต้องค่อย ๆ
เบี่ยงลงข้างทาง แล้วค่อยสวนกันไป แต่ก็ยังดีที่มีจุดให้เบี่ยงเป็นระยะ ๆ

ราวห้าโมงเย็นผมถึงจุดกางเต็นท์ของ อช.ดอยสุเทพ-ปุย บนความสูง(ไม่แน่ใจ) แต่ที่
รู้แน่ ๆ คงไม่ต่ำกว่าพันสอง อากาศหนาวจับใจทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ฟ้ายังไม่มืดเลย
ไปเจอ เจ้าจอน และเจ้า M-77 อย่างไม่คาดคิด เอ็ม และจอน มาก่อนหน้านี้หลายวันแล้ว
ไปนอนที่ขุนวาง อช.อินทนนท์มาก่อนแล้ว 2 คืน และคืนนี้มาป๊ะกันที่นี่

ขุนช่างเคี่ยน ในบริเวณ อช.ดอยสุเทพ-ปุย ยังถือว่ามีนักท่องเที่ยวไม่มากหรือล้นหลาม
มากนัก เมื่อเทียบกับ อช.อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดอยอินทนนท์ หรือ ภูกระดึง แต่ในวันนี้
ก็ถือว่ามีนักท่องเที่ยวไม่น้อยทีเดียวที่มาที่นี่ รถแน่นขนัดเต็มลานจอดรถจนแทบจะหาที่จอด
ไม่ได้ มีทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดง เต็มไปหมด ดูคึกคักอบอุ่นไปอีกแบบ ผมชอบนะ
ที่จะเห็นครอบครัวมาด้วยกัน จะสนุกสนานเฮฮา มีเสียงเด็กเจี๊ยวจ๊าว แต่ไม่เอะอะโวยวาย
พอเริ่มดึกหน่อย เสียงก็จะเงียบ จะต่างจากพวกวัยรุ่น(บางกลุ่ม) ที่เมาสุราแล้วคะนอง
ร้องเพลงเสียงดัง โวยวายทั้งคืน ทั้งที่ระเบียบอุทยานฯ กำหนดไว้ว่าจะส่งเสียงดังได้ไม่เกิน
4 ทุ่ม แต่ที่นี่ก็ดีครับ มีเจ้าหน้าที่อุทยานมาคอยเดินตรวจตรา และเตือนกับระเบียบดังกล่าว
ให้กับนักท่องเที่ยวได้รับทราบ


 
กว่าจะกางเต็นท์เสร็จฟ้าก็มืดพอดี เรากินข้าวกันตรงศาลา ที่มองออกไปเห็นเมืองเชียงใหม่
ยามค่ำคืน ดูช่างสวยงาม เป็นดาวดินที่มีอาณาเขตกว้างขวางและสว่างสดใสอย่างมากทีเดียว

....(คืนนี้ผมหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง)...

เช้าตรู่ของวันใหม่....กับวันฟ้าหม่น
พวกเราตื่นมารับแสงแรกแห่งวันสุดท้ายของปีที่นี่ ตรงศาลามองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพอดี
โดยมีฉากหน้าเป็นตัวเมืองเชียงใหม่ พร้อมกาแฟอุ่น ๆ กรุ่นหอมเคล้าบรรยากาศ

ช่วงสาย หลังจากเก็บเต็นท์และสัมภาระเรียบร้อย จากจุดกางเต็นท์ของ อช. พวกเรา
ขับรถเข้าไปอีก 3 กิโลเมตร จะพบตามรายทางที่เต็มไปด้วยพญาเสือโคร่งเป็นทิวแถว
ดูงดงาม ในช่วงปีใหม่มีนักท่องเที่ยวไม่น้อยที่มาที่นี่ แต่ก็ไม่คับคั่งจนเกินไปนัก
เนื่องจากอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักสำหรับอีกหลาย ๆ คน พวกเราเดินถ่ายรูปตามทาง
ไปเรื่อย ๆ จนถึงสถานีเกษตรของ มช. ที่นี่เขาปลูกกาแฟ และมีกาแฟหอมกรุ่นให้ชิม
สนนถ้วยละ 30 บาท มีบ้านพักหลายหลัง มีอยู่หลังนึง เพิ่งปลูกไม่นาน หลังเล็กกะทัดรัด
เป็นที่ต้องตาต้องใจกับใครหลายคน รวมทั้งผม...อิอิ

วันนี้ฟ้าดูหม่น ๆ ไม่ค่อยแจ่มใสนัก ผมเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปสักเท่าไหร่ แต่ก็ดีไปอย่างครับ
แดดไม่ร้อน เดินเล่นไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังเสียดาย เพราะไหน ๆ ก็มาแล้วแต่ไม่ได้ภาพสวย ๆ
กลับไป ....

ผมมีเวลาอยู่ที่นี่ไม่นาน เพราะตกลงกับพรรคพวกเอาไว้ ว่าคืนนี้จะไปนอนขุนแม่ยะ...
ดูเจ๊วิกกี้จะงอแง ไม่อยากไปด้วย เพราะแกบอกว่าแกอยากจะอยู่ที่นี่หลาย ๆ คืน
แต่ไหน ๆ ก็มาด้วยกัน ก็ต้องลากไปด้วยกันล่ะครับ
ขับรถลงมา ด้วยความคิด(อีกแว่บนึง) ว่าถ้าเป็นไปได้ก็ยังอยากจะนมัสการพระธาตุ
ดอยสุเทพ แต่พอลงมาถึงบริเวณทางเข้า เห็นปริมาณรถ(และคน)ที่เรียกได้ว่า โค-ตะ-ระ
มหาศาล ก็เป็นอันต้องล้มเลิกความคิด (เป็นครั้งที่สอง)....เฮ้อ


.....เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก ^^.....


วันพุธที่ 2 มกราคม (วันที่ 4 ของการเดินทาง)
กับการกลับมาเยือนอีกครั้ง....

หลังจากไปนอนที่ขุนแม่ยะมาหนึ่งคืน กับห้วยน้ำดังอีกหนึ่งคืน ด้วยบรรยากาศที่ผู้คนแน่นขนัด
วันนี้ผู้คนส่วนใหญ่กลับถิ่นฐานเดิมกันหมดแล้ว (แต่ในความรู้สึกผมรถราก็ยังดูเยอะอยู่นะ)
เพื่อนฝูงคนอื่น ๆ ก็ได้แยกย้ายกลับกรุงเทพฯ ไปตั้งแต่เมื่อวันก่อน เช้าวันนี้คงเป็นวันทำงาน
วันแรก ส่วนผมแยกตัวมาคนเดียวเพื่อเที่ยวต่อ....

ผมลงจากห้วยน้ำดังราว 9 โมง ผมขับรถกลับมาที่ตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง
ได้แวะไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพสมความตั้งใจ (^o^)
เพราะวันนี้รถน้อยลงไปเยอะแล้ว แต่กระนั้นก็ยังหาที่จอดรถยากอยู่ดี
กว่าจะหาได้ ก็แทบจะล้มเลิกความคิดอีกครั้ง - -"

ผมขับรถต่อไปจนถึงบ้านม้งดอยปุยผ่านไปจนถึงลานกางเต็นท์ของ อช.จากวันวานที่มี
รถจอดแน่นขนัดเต็มลานจอด วันนี้กลับไม่เหลือเลยแม้แต่คันเดียว (ดูเหงาชะมัด)
ผมยังลังเล ไม่รู้จะพักที่ไหนดี ก็เลยตัดสินใจเข้าไปที่สถานีเกษตรฯ อีกครั้ง พบว่าบ้านไม้
หลังที่เคยหมายมั่นไว้ วันนี้ว่างครับ (เสร็จป๋ม อิอิ) สนนราคาก็ไม่แพง คืนละ 600 บาท
นอนสบายเชียววันนี้ผมก็เลยลันล๊าาาา ด้วยความสมใจอยาก หลังจากติดต่อขอเช็คอิน
เป็นที่เรียบร้อย ผมก็จัดการเดินสำรวจรอบ ๆ บริเวณให้สมใจอยากเสียเลย

แดดบ่ายก็สวยไปอีกแบบ แต่ผมมองว่าช่วงเช้าน่าจะสวยกว่า เพราะดวงอาทิตย์จะสาดแสง
มากระทบด้านหน้าของทิวต้นพญาเสือโคร่งพอดี คงจะได้ภาพงาม ๆ หลายภาพ...
บริเวณนี้เป็นสถานีวิจัยเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เขาจะมีทั้ง site A และ site B บริเวณที่ผมไปพักจะเป็น site A โดยรอบจะปลูกกาแฟ
และผลไม้เขตหนาว

ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันหยุด แต่ก็ยังพอมีนักท่องเที่ยวแวะมาเยี่ยมเยียนอย่างเป็นระยะ ๆ
ไม่ขาดสาย แต่ดูเหมือนจะเป็นคนเชียงใหม่เสียมากกว่า ส่วนใหญ่เขาแวะขึ้นมาเที่ยว
แล้วก็กลับลงไปครับ คืนนี้ก็เลย(คาดว่า)จะมีผมเป็นนักท่องเที่ยวที่มาพักเพียงคนเดียว

เจ้าหน้าที่ ที่นี่อัธยาศัยดีครับ ต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ ที่นี่มีบ้านพักหลายหลัง หลายห้อง
แต่จำนวนไม่มากนัก แต่ไม่มีอาหารขายนะครับ ต้องเตรียมอาหารมาเอง บ้านพักที่ผม
มาอยู่จะมีห้องนอน 1 ห้องนอนได้สัก 2-3 คน (ถ้าอัดเข้าไปก็คงพอได้ 4-5 คน ถ้าไหวนะ)
มีห้องครัวพร้อมอุปกรณ์จานชาม หม้อ เตาแก๊ส มีห้องอาบน้ำ ที่มีน้ำอุ่นให้อาบ ^^
ลุงคนนึงแกเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของที่นี่ ก็เดินมาเตือนว่า ข้าวของเก็บให้
เรียบร้อย ล็อกห้องให้เรียบร้อยเพราะที่นี่มีคนในหมู่บ้านบางคน (เน้นนะครับว่าบางคน)
ที่ชอบมาลักเล็กขโมยน้อย กับนักท่องเที่ยว (ไม่น่าเลยครับ คนไม่กี่คน ทำชื่อเสียงเสียหาย
ให้กับหมู่บ้านและสถานที่ท่องเที่ยว) ส่วนแกก็เป็นยาม แค่คนเดียวเองครับ ช่วงปีใหม่
ที่ผ่านมา แกบอกว่าแกทำงานหนัก ไม่ค่อยได้นอนเพราะต้องคอยดูแลนักท่องเที่ยว
วันนี้เริ่มรู้สึกไม่สบายครั่นเนื้อครั่นตัว ผมก็มองหน้าแกดู ๆ แล้วหน้าซีดเซียวเลยครับ
แกก็บอกอาการซะละเอียดเชียวครับ แต่ผมก็ไม่ใช่หมอนิครับ ฟังแล้วก็อึ้ง ไม่รู้จะ
วินิจฉัยโรคยังไง ก็เลยสันนิษฐานไปก่อน ว่าแกคงพักผ่อนไม่พอ ผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไง
ก็เลยเอายาพาราฯ ให้แกไปแผงนึง กับนมกล่องอีก 2-3 กล่อง บอกให้แกกินข้าว กินยา
แล้วก็พักผ่อนสักหน่อยคงดีขึ้น

อากาศเริ่มมืดพร้อมกับความหนาว คืนนี้ผมนอนอยู่กับความหนาวเย็นรอบกาย
ที่นอนนุ่ม ๆ ผ้าห่มอุ่น ๆ ....หัวค่ำ ผมผลอยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย......

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม (วันที่ 5 ของการเดินทาง)

รุ่งสาง ผมตื่นขึ้นมองไปที่หน้าต่างเห็นแสงขอบฟ้ารำไร ผมรีบเดินออกจากบ้านพัก
เพื่อไปเก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้น ที่บริเวณนี้จะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นไม่ค่อยชัดเจนนัก เนื่องจาก
แนวสันเขาที่บดบังอยู่ แต่วันนี้ต้องฟ้ามีริ้วเมฆสวยเชียว ก็เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะต้อง
ผลาญเมมโมรีในกล้องซะหน่อย

หลังจากดวงอาทิตย์สาดแสงส้มแดงเข้ามายังทิวซากุระ ทำให้ดอกไม้สีชมพูหวาน ๆ
กลายเป็นสีชมพูอมส้ม ดูหวานแนวร้อนแรงอยู่สักหน่อย ก็สวยไปอีกแบบ เป็นภาพความ
ประทับใจอีกภาพหนึ่ง

ผมเดินเก็บภาพไปเรื่อย จากบ้านพักเดินย้อนกลับไปตามรายทาง หามุมถ่าย วันนี้เป็นวันที่
แดดจัด ฟ้าใส ผมเก็บภาพอยู่เป็นนานสองนาน เช้าตรู่ในวันนี้ยังมีนักท่องเที่ยวอยู่อีกราว
2-3 กลุ่มที่มาเก็บภาพเจ้าดอกสีชมพูยามหนาว แม้ในวันนี้ใบจะเริ่มแตกออก และดอก
ที่กำลังร่วงโรยลงพื้นอย่างไม่ขาดสาย แต่ก็ยังดูงดงาม ตามแบบฉบับของขุนช่างเคี่ยน
ที่น่าประทับใจ....

หลังจากเก็บภาพสมใจอยาก ในช่วงสายเก็บสัมภาระเดินกลับมาที่รถ เจอลุงยาม
คนเมื่อวาน ดูหน้าตาแกสดใสขึ้น แกมาขอบคุณสำหรับยาที่ให้แกไป ผมรู้สึกดีใจครับ
ที่ทำให้แกดีขึ้น แกยังชวนว่าว่าง ๆ ให้มาเที่ยวใหม่ พาเพื่อน ๆ มาด้วย ที่นี่ ถึงแม้จะ
ไม่ใช่ช่วงฤดูที่ดอกพญาเสือโคร่งบาน ก็บรรยากาศดีทีเดียว เป็นอีกที่หนึ่งที่น่าหา
โอกาสมาพักผ่อน ด้วยบรรยากาศเงียบสงบและอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม

ปีหน้าคงต้องหาโอกาสมาใหม่ โอกาสที่เจ้าพญาเสือโคร่งจะผลิดอกอวดโฉมงดงาม
ในยามหนาว ทำให้ผืนป่าเขียวขจีแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพู.....อันแสนหวาน และแสน
ประทับใจให้กับผู้มาเยือน


หากดูภาพถ่ายไม่จุใจคลิกเข้าไปดูได้ ที่นี่ครับ(คลิกเลยครับ)

โดย ลุงเอก

 

กลับไปที่ www.oknation.net