วันที่ อังคาร มกราคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าเข้ามา! ฉันกลัวเงาะ... เรื่องไม่ขำ ของคนกลัวของแปลก




           กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด!!!!!! "เอามันออกไปไกลๆ เลยนะ น่าเกลียด น่าขยะแขยงเป็นที่สุด!" เสียงสาววัย 29 ดังขึ้นเมื่อเห็น "กล้วย" วางอยู่บนโต๊ะอาหาร... 

           อาการกลัวแบบ "สุดขีด" ของเธอ สร้างเสียงหัวเราะเฮฮาให้เพื่อนๆ ในกลุ่มเป็นอย่างมาก ทุกคนพากัน  "ตลก" กับความกลัวที่ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่อง "ไร้สาระ!"

           แต่ก็อย่างว่า...เรื่องของ "ความกลัว...ไม่เข้าใครออกใคร" จริงๆ คนไม่เจอเอง คงเข้าใจยาก (มาก) กับอาการกลัวสิ่ง "ที่ไม่สมควรกลัว!!" เพราะในขณะที่ทุกคน "ขำ...ขำ" แต่กับคนที่มีอาการนี้.... "ไม่ขำ!!"

          อย่าง อุ๊ อายุ 29 ปี พนักงานบริษัทเอกชน สาวคนนี้เกลียด! กลัว! น้อยหน่า เข้าไส้! "น้อยหน่าเป็นผลไม้ที่หน้าตาน่าเกลียดมาก เปลือกของมันเป็นตะปุ่มตะป่ำ เนื้อข้างในก็เหมือนเมือกสีขาวๆ อี๊ ขนลุก" อุ๊เล่าด้วยน้ำเสียงขยะแขยง และอธิบายต่อว่า "อุ๊กลัวน้อยหน่ามาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ไม่รู้ว่ากลัวเพราะอะไร รู้แค่มันสกปรก ทุกครั้งที่เห็นจะมีอาการขนลุก ผะอืดผะอม อยากจะอาเจียน ไม่อยากเห็น ไม่อยากมอง ไม่อยากจับ"

           ด้านสาว กุ้ง อายุ 21 ปี น.ศ.ปี 3 คณะการตลาด มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ผู้กลัว เงาะ บอกเหตุกลัวผลไม้ที่หลายคนชื่นชอบว่า ตอนเด็กๆ เคยกินเงาะที่มีหนอน จากวันนั้นมาก็กลัวสุดสุด "ภาพหนอนไชเงาะมันติดตา จำฝังใจเลย เวลาเห็นมันจะพยายามหลีกเลี่ยงไปให้ห่าง แล้วกุ้งจะเป็นคนที่โดนเพื่อนแกล้งบ่อยมาก ไม่ปาเงาะใส่ ก็เอาเงาะมาไว้ในกระเป๋า โดนอย่างนี้ก็กรี๊ดทุกที ควบคุมตัวเองไม่ได้ค่ะ"

           อีกหนึ่งสาวที่กลัว สับปะรด ยุ้ย อายุ 23 ปี มาเก็ตติ้ง เอ็กซ์คลูซีฟ บอกต้นเหตุของอาการกลัวสับปะรดว่า ครอบครัวของเธอเป็นแฟนพันธุ์แท้สับปะรดในอาหารทุกมื้อต้องมีสับปะรดเป็นส่วนประกอบ และเธอโชคร้ายตรงที่เวลากินสับปะรดทีไรจะเจ็บปากเจ็บลิ้นทุกที ไม่เคยมีครั้งไหนที่กินสับปะรดอร่อยเลย

           "ยุ้ยกลัวสับปะรดมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะทุกครั้งที่กิน จะรู้สึกว่าสับปะรดกัดปาก แล้วครอบครัวชอบกินสับปะรดด้วย โอ้ย!! เหมือนยิ่งเกลียดยิ่งเจอ สุดแสนจะทรมาน เพราะต้องเจอกับมันทุกวันบนโต๊ะอาหาร เหมือนฝันร้ายเลยค่ะ"

           ปิดท้ายที่ เมย์ อายุ 28 ปี นักเขียนอิสระ ผู้ที่กลัว โมจิ มากๆ บอกว่า อาการกลัวเกิดจากการกินเยอะ สมัยเด็กที่กินจนร่างกายรับไม่ไหว เลี่ยน ผะอืดผะอม แล้วจากนั้นก็ไม่กินอีกเลย

           "ทั้งที่รู้นะว่ากลัวอะไรที่ไร้สาระมาก แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมเป็นแบบนี้ รู้แต่ว่าร่างกายมันปฏิเสธขนมชนิดนี้ไปแล้ว แค่เห็นกล่องโมจิก็เกิดอาการอยากจะอาเจียนขึ้นโดยอัตโนมัติ มันแหยงๆ ทรมานมาก"

           แม้จะมีอาการแปลกๆ ที่อธิบายไม่ได้ แต่เธอก็รู้สึกเฉยๆ เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

           "คิดว่าเป็นอาการของคนจิตอ่อนที่มีประสบการณ์เลวร้ายกับอะไรบางอย่าง จนจำฝังใจและกลัวไปตลอดชีวิต แต่มันเป็นเรื่องขำๆ มากกว่า เพราะไม่ได้ทำให้ชีวิตแย่ลง แค่ส่งผลต่อจิตใจนิดหน่อย เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับโมจิเท่านั้น" เมย์อธิบายปิดท้าย

           เรื่องของความกลัว....ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ

ว่าด้วยอาการ "กลัวไร้สาระ"

           พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกข้อเท็จจริงนี้ว่า อาการกลัวแบบนี้เรียกว่า "โฟเบีย" เป็นภาวะทางจิตที่กลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่สมควรกลัว ผู้ที่มีอาการโฟเบียต่ออะไรก็ตาม จะกลัวสิ่งนั้นๆ แบบไร้เหตุผล ตื่นเต้นง่าย อ่อนไหว และมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าต่างๆ รุนแรง และเร็วกว่าคนปกติ

           "การกลัวปกติคือกลัวแบบมีเหตุมีผล เช่น กลัวงู เพราะงูมีพิษ แต่โฟเบียเป็นอาการกลัวแบบไม่มีเหตุผล มีหลายอย่าง เช่น กลัวฝูงชนคนเยอะๆ กลัวที่โล่งแจ้ง กลัวการนั่งเครื่องบิน กลัวอยู่คนเดียว กลัวสิงสาราสัตว์ กลัวเลือด กลัวหนังสือ กลัวซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น"

           พญ. อัมพรบอกอีกว่า สาเหตุของอาการโฟเบีย ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นตอนเด็กๆ ซึ่งเป็นวัยที่แยกแยะอะไรไม่เป็น ยังไม่มีเหตุผลว่าอะไรควรกลัว ไม่ควรกลัว พอรู้สึกแย่ หรือกลัวอะไรอย่างหนึ่งก็จะจดจำไปชั่วชีวิต นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นเพราะกรรมพันธุ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีคนในบ้านเป็น แล้วคนอื่นจะเป็นตามทั้งหมด ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ สังคม และการเรียนรู้ของคนคนนั้นด้วย

           "ระดับอาการโฟเบียของแต่ละคนจะมีไม่เท่ากัน และไม่ใช่อาการร้ายแรง ถ้ามันไม่รบกวนกับการดำเนินชีวิตประจำวันจนถึงขั้นเสียงานเสียการ เสียสังคม เสียสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง แต่ถ้าเมื่อไหร่มีอาการกลัวจนดำเนินชีวิตไม่ได้ เช่น กลัวที่โล่งแจ้ง ถึงขนาดเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ที่บ้าน โรงเรียนไม่ไป งานไม่ทำ อย่างนี้แนะนำให้มาพบจิตแพทย์ เพราะโฟเบียสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการกินยา และพฤติกรรมบำบัด"


ข้อมูลและภาพประกอบจาก

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/19931

โดย White_Chocolate

 

กลับไปที่ www.oknation.net