วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พาชมของเก่า ในเมืองศรีฯ


     การก่อตั้งชุมชนในสมัยโบราณนั้น เชื่อกันว่ามีขนาดใหญ่เล็กกระจัดกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขง  ลุ่มแม่น้ำชี และลุ่มแม่น้ำมูล มีการก่อตั้งและฟักตัวมาหลายพันปี ผ่านการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ โดยการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องอพยพเพื่อค้นหาพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศที่ดี น้ำท่า ดินดี  แหล่งอาหารตามธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ จนสามารถสร้างและพัฒนาเป็นชุมชนขนาดใหญ่มากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นชุมชนภายใต้การปกครอง การขยายอาณาเขต ของอาณาจักรฟูนัน อาณาจักรเจนละ อาณาจักรกัมโพช การผ่านเปลี่ยนในแต่ละยุคสมัย ชนพื้นเมืองต้องต่อสู้ผ่านความยากลำบาก และล้มตายไปเพื่อสนองความเชื่อด้วยการสร้างเทวสถานอันยิ่งใหญ่ของผู้มีอำนาจ แม้ว่าท้ายที่สุดอาณาจักรใหญ่เหล่านั้นก็แพ้ภัยตัวเอง เสื่อมอำนาจล่มสลายไป  แต่ชนพื้นเมืองก็ยังคงดำรงอยู่สืบต่อๆมา

     วัตถุโบราณที่ขุดค้นพบในศรีสะเกษยังไม่ได้มีการจัดเก็บอย่างมีระบบระเบียบ ชิ้นที่สำคัญๆจะถูกเก็บไว้ที่พิมาย ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ก็กระจัดกระจายตามวัด หรืออยู่ในครอบครองส่วนบุคคล มีสถานที่ที่เก็บสะสมและจัดแสดงโบราณวัตถุที่น่าสนใจในศรีสะเกษ คือ วัดพระธาตุเรืองรอง ที่นี่มีของบริจาคที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ จำนวนมากมายจัดแสดงอยู่  ผมเก็บภาพมาให้ชมและอธิบายเท่าที่ความรู้อันน้อยนิดของผมจะบอกได้ เพราะที่นี่ไม่มีคำอธิบายอะไรเลยครับ

    

ก่อนเดินทางเข้าชมก็ต้องไปไหว้สมเด็จย่าก่อนครับ หน้าสวนสมเด็จฯที่เดิมครับ

ป่าดงลำดวนครับ ในสวนสมเด็จนั่นแหละครับ

พระนอนในวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม

สิมเก่าที่วัดกุดเมืองฮาม ช่อฟ้าอ่อนช้อยงดงามมากครับ

พระธาตุบึงบอน บรรจุกระดูกพระครูเงาะ ปูชนียบุคคลของ บ.บอน ต.บึงบอน อ.ยางชุมน้อย ท่านได้นำชาวบ้านอพยพหนีภัยสงครามมาจากเวียงจันทร์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ พาชาวบ้านหักร้างถางพงตั้งบ้านเมือง และโยกย้ายถิ่นหลายครั้ง จนลงตัวที่ณ ปัจจุบัน

เทวรูปหินทรายแบบขอม ขุดพบที่ปราสาทสระกำแพงใหญ่ อยู่ที่มณฑปวัดสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย นอกจาก 2 ชิ้นนี้แล้วยังมีโบราณวัตถุจัดแสดงอีกหลายชิ้นครับ

ไหและคนโฑ ที่บริจาคให้แก่วัดพระธาตุเรืองรอง หลากหลายรูปทรงตามลักษณะการใช้งานที่ต่างกันไป ส่วนมากใช้ใส่ของเหลว บางใบก็ใช้ถนอมอาหาร หรือแม้กระทั่งใช้บรรจุอัฐิ

กระปุกเคลือบสีน้ำตาล ใช้แบ่งบรรจุสิ่งของใช้ประจำวัน

เห็นสายสิญจน์มัดปากขนาดนี้ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าใช้ทำอะไรนะครับ

ตะเกียงเก่าๆครับ แบบซื้อสำเร็จมาเลย แล้วก็อันขวาสุดเป็นงานประดิษฐ์ของชาวบ้านครับ

อันนี้เรียก กระบอง ครับ ก็คือคบหรือไต้ ที่ใช้จุดไฟถือเดินไปในเวลากลางคืน พอมาถึงบ้านก็จะวางบนฐานมีที่รองขี้เถ้าขี้ไต้ครับ

หลวงพ่อโตวัดบ้านจอม อ.ยางชุมน้อย (บ้านเกิด นกน้อย อุไรพร ครับ)  เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่องค์หนึ่งของศรีสะเกษครับ ลักษณะสำคัญที่แปลกคือ องค์พระหันหน้าไปทางทิศตะวันตกครับ

นี่แหละครับปราสาทเยอ เหลือเพียงกองดินและเศษหิน ที่ผมเคยบอกว่าอยากให้ขุดแต่งลงไป คาดว่าน่าจะพบอะไรดีๆอีกเยอะครับ ที่สำคัญปราสาทองค์นี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัดปราสาทเยอ ซึ่งมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เคารพบูชามากที่สุดของเมืองศรีสะเกษคือ หลวงพ่อมุมครับ ในหลวงเสด็จมายกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดด้วยครับ

ปิดท้ายด้วยภาพการสรงน้ำพระในวันสรงกรานต์ของชาวบ้านครับ ตั้งบนโต๊ะง่ายๆ ใช้ขันธรรมดาๆ แต่ศรัทธาผมว่าคงไม่น้อยไปกว่าพุทธศาสนิกชนอื่นๆครับ

แล้วจะนำเรื่องดีๆมาฝากอีกครับ..

พอดีมีรูปเหลืออยู่อีกนิดหน่อย คิดว่าน่าจะเข้ากัน เลยขอเอามาเพิ่มไว้เลยครับ

เทวาลัยปราสาทสระกำแพงน้อยครับ ถ่ายเมื่อหกปีที่แล้ว ตอนนี้หินบางก้อนหล่นมาแล้วครับ

ชาวบ้านตะดอบ ยึดอาชีพตีเหล็กมาหลายชั่วอายุคนแล้วครับ

บ้านตะดอบ เป็นหมู่บ้านของชาวส่วย ชาวส่วยเป็นนักเผชิญโชคหาของป่า บางกลุ่มก็เป็นช่างฝีมือในด้านต่างๆกันไป กลุ่มบ้านตะดอบเป็นช่างฝีมือในการตีเหล็กขึ้นรูปเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ความเป็นมาดั้งเดิมคือ บรรพบุรูษเดิมอยู่แถบลุ่มน้ำโขงแล้วอพยพมาตั้งรกรากที่บริเวณ อ.เมืองปัจจุบัน และรอยต่อระหว่างอ.ไพรบึงกับอ.ขุขันธ์ปัจจุบัน ต่อมาในภาวะสงครามพวกขอมเขมรสั่งให้ช่างตีเหล็กเป็นอาวุธ แต่เกิดโรคระบาดขึ้นทำให้ไม่สามารถทำของได้ตามกำหนด จึงถูกโทษกบฏ ทำให้ชาวบ้านพากันอพยพหนีตายไปตามหาญาติอีกกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเจียงอี ช้างที่ขนสัมภาระเจ็บป่วยจึงหยุดพักตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่ตั้งวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม ในตัวเมืองปัจจุบัน ต่อมาได้ออกสำรวจพื้นที่ พบแหล่งแร่เหล็กอุดมสมบูรณ์ที่ห้วยโสก ต.โพนข่าปัจจุบัน จึงพากันตั้งทับสร้างทำนบเพื่อล้างแร่เหล็ก ต่อมาก็ชวนญาติพี่น้องที่อยู่ที่บ้านเจียงอีย้ายมาตั้งบ้านอยู่รอบหนองน้ำใกล้ๆแหล่งแร่นั้น ซึ่งก็คือหนองเม็งกลางบ้านตะดอบปัจจุบันนั่นเอง

ชาวบ้านโพนทราย อ.กันทรารมย์ กำลังปั้นหม้อด้วยมือ ตามรูปแบบดั้งเดิม

บ้านโพนทรายเป็นหมู่บ้านเล็กๆริมแม่น้ำมูลในเขต อ.กันทรารมย์ อาชีพหลักคือการทำนา เมื่อหมดหน้านาก็จะพากันปั้นหม้อปั้นโอ่ง ซึ่งได้ดินเหนียวมาจากตะกอนดินน้ำมูลที่หลากท่วมเป็นประจำทุกปี ในศรีสะเกษมีหมู่บ้านปั้นหม้ออีกแห่งคือ บ้านโก อ.ราษีไศล ซึ่งขนาดหมู่บ้านจะใหญ่กว่า มีเตาเผาถาวร แหล่งดินกว้างใหญ่ริมแม่น้ำ แต่ที่บ้านโพนทราย ชาวบ้านจะมีดินเหนียวก็ต้องรอหลังน้ำลดโดยจะต้องขุดเอาจากหน้านามาเก็บไว้ที่บ้านตัวเอง แรงงานที่ขุดจะเป็นผู้ชาย คนปั้นคือผู้หญิง แล้วเวลาเผาก็จะช่วยกัน วิธีเผาจะเป็นแบบดั้งเดิมคือ เรียงหม้อดินไว้กลางแจ้งแล้วสุมฟางกับขอนไม้ จุดไฟเผา แต่งไฟให้ลุกไหม้ทั่วถึงกันประมาณ40นาที -1 ชั่วโมง เป็นอันจบกรรมวิธี รอให้ไฟรามอดลงก็เขี่ยขี้เถ้าออก ผึ่งลมไว้ให้เย็นแล้วเก็บขายได้

ขอได้รับความขอบคุณอีกครั้งครับ ..จบข่าว อิอิ

โดย ป๊อกป๊อกป๊อก

 

กลับไปที่ www.oknation.net