วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"ฮิญาบ" เครื่องแต่งกายต้องห้ามของนักศึกษาสตรีในตุรกี



เมื่อวานได้อ่านข่าวที่นายกรัฐมนตรีของตุรกีออกมาตำหนิผู้ที่คัดค้านการยกเลิกกฎหมายห้ามใช้ผ้าคลุมศรีษะของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย  ข่าวนี้ทำให้ผมงงมากเลยทีเดียวเพราะไม่เคยทราบเลยว่าประเทศที่มีมุสลิมขนาดใหญ่และยังเคยเป็นศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรอิสลามอย่างออตโตมันจะมีกฎหมายเช่นนี้อยู่


ข่าวจากผู้จัดการออนไลน์

"นายเทย์ยิป เออร์โดกัน นายกรัฐมนตรีตุรกี กล่าวหาฝ่ายที่คัดค้านการยกเลิกกฎหมายห้ามสตรีมุสลิมสวมผ้าคลุมศีรษะในมหาวิทยาลัยจะสร้างความแตกแยกขึ้นในประเทศ นายกรัฐมนตรีตุรกี กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีจุดประสงค์เพียงประการเดียว คือ ให้เสรีภาพการแต่งกายในสถาบันการศึกษาระดับสูง ประเด็นนี้เป็นเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคล และการนับถือศาสนา อย่างไรก็ตาม คำสั่งห้ามสตรีมุสลิมใช้ผ้าคลุมศีรษะยังคงมีผลใช้บังคับกับครู อาจารย์ และข้าราชการ
        การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สตรีมุสลิมสามารถใช้ผ้าคลุมศีรษะในมหาวิทยาลัยหลังจากที่มีกฎหมายห้ามมานานกว่า 20 ปี ทำให้ชาวตุรกีกว่า 100,000 คน ที่เกรงว่าตุรกีจะกลับไปเป็นรัฐทางศาสนาแสดงความไม่พอใจ และชุมนุมประท้วง ผู้ที่คัดค้านรัฐบาลได้แรงสนับสนับสนุนจากนายทหารระดับสูงในกองทัพ ผู้พิพากษา และอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งพิจารณาว่าผ้าคลุมศีรษะเป็นสัญลักษณ์ของอิสลามสายเคร่ง และเชื่อว่ากำลังทำให้ตุรกีเบี่ยงเบนออกจากรัฐทางโลกเป็นรัฐศาสนา"



หลังจากอ่านเสร็จผมก็ลองไปหาข้อมูลดูปรากฎว่าเมื่อวันจันทร์ที่ 28 มกราคมที่ผ่านมาพรรครัฐบาลได้ตกลงกับพรรคผ่ายค้านในการที่จะยกเลิกกฎหมายห้ามการใช้ผ้าคลุมศรีษะของสตรีในมหาวิทยาลัย  นายกรัฐมนตรีของตุรกีได้กล่าวว่าข้อตกลงร่วมกันในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายการศึกษาขั้นสูงเพื่อที่จะอนุญาติให้นักศึกษาสตรีสามารถใช้ผ้่คลุมศรีษะในหมาวิทยาลัยได้


การที่จะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าวได้นั้นต้องการเสียงในสภาถึงสองในสามของทั้งหมดที่มีอยู่จากทั้งหมด 550  เสียงซึ่งพรรคทั้งสองก็มีเสียงมากพอที่จะสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูยในมาตราดังกล่าวได้
การคลุมศรีษะในหมาวิทยาลัยได้เริ่มการห้ามหลังจากการเข้ายึดอำนาจของทหารในปี  1980 ได้ไม่นาน  แต่การนำกฎหมายดังกล่าวไปปฎิบัตินั้นมีข้อถกเถียงและการนำไปใช้ที่แตกต่างกันในตลอดหลายปีที่ผ่านมา


ซึ่งนายแอร์โดกันนายกรัฐมนตรีผู้ซึ่งมีความเคร่งครัดในจารีตของศาสนาได้เคยกล่าวไว้ว่าจะยกเลิกกฎหมายดังกล่าวในช่วงการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งเมื่อฤดูร้อนที่ผ่่านมา  จนทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทยายในครั้งที่ผ่านมา


ส่วนพรรค Republican People's ที่มีแนวคิดแบ่งแยกการเมืองและศาสนาออกจากกันหรือที่เรียกกันว่าโลกะนิยม secularist ได้ออกมายำ้ว่าการยกเลิกกฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อธรรมเนียมปฎิบัติของประเทศที่นิยมการแยกศาสนาออกจากการเมือง  และผู้นำพรรคดังกล่าวได้กล่าวว่าแม้พรรครัฐบาลและพรรคชาตินิยมจะร่วมมืออาจไม่เพียงพอที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้


และเมื่อนายเอร์โดกันนายกรัฐมนตรีได้เสนอชื่อของนายอับดุลเลาะฮ์ กัล ซึ่งเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนาเพื่อเป็นที่จะเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกก็โดนฝ่ายทหารทำหนังสือคัดค้านการคิดดังกล่าว  ซึ่งจากแรงกดดันดังกล่าวทำให้ ต่อมานายกรัฐมนตรีเอร์โดกันได้ทำการจัดการเลือกตั้งเร็วขึ้น  และจากการที่พรรคได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายนั้นยังทำให้การเสนอชื่อนายอับดุลเลาะฮ์เพื่อเป็นประธานาธิบดีในสภาที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้เป็นไปได้อีกครั้ง


การที่กลุ่มดังกล่าวไม่สามารถคัดค้านการเสนอชื่อของนายอับดุลเลาะฮ์เพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้นั้นก็เนื่องมาจากภริยาของเขาก็เป็นผู้หนึ่งที่ใช้ฮิญาบ  เธอเคยฟ้องศาลสิทธิมนุยชนของยุโรปในเรื่องการห้ามสตรีคลุมศรีษะในกฎหมายของตุรกี  และเธอพึ่งมาถอนเรื่องดังกล่าวออกไปเมื่อสามีของนางได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ


การห้ามคลุมศรีษะหรือฮิญาบในประเทศที่เป็นมุสลิมเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก  แต่หากเราเข้าใจประวัติศาสตร์และที่มาประเทศนี้  และจากเรื่องที่ผมนำมาให้ทราบกันข้างต้นคงทำให้ผู้อ่านพอที่จะเข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องเล็กๆดังกล่าวที่มีพลังในการขับเคลื่อนประเทศนี้ต่อไปได้  และมันก็จะเป็นเครื่องกำหนดทิศทางของประเทศนี้ว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด   แม้เราจะทราบว่าเขาพยายามทำตัวเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประเทศอื่นในยุโรปโดยยอมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองบางอย่างเพื่อให้ไม่แปลกแยกแตกต่างจากประเทศอื่นในยุโรป  แต่ในทางกลับกันกลับมีการเรียกร้องและการให้สิทธิเสรีภาพในการแต่งกายเกิดขึ้นในที่ต่างๆทั่วโลกที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิมเอง  


และตัวชี้วัดบางอย่างซึ่งเป็นผลมาจากการเลือกตั้งที่เป็นเครื่องมือในการแสดงเจตจำนงต์ของประชาชนในการชี้นำทิศทางของประเทศได้แสดงออกมาค่อนข้างชัดเจนแล้ว  แต่บทบาทของกลุ่มที่กุมอำนาจการเปลี่ยนแปลงตัวจริงจะคิดอย่างไรนั้นเราต้องมารอดูต่อกันไป  แม้จะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจนเป็นข่าวเหมือนดังประเทศมุสลิมอื่นๆ  แต่จากเรื่องนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความไม่สงบที่ซ่อนอยู่ภายในได้เป็นอย่างดี  และหวังว่าสักวันหนึ่งผู้ที่กำหนดทิศทางของประเทศตัวจริงต้องเป็นประชาชน

สนต้นที่เก้า

ภาพประกอบจาก
http://sha3teely.com/wp-content/uploads/2007/03/hijab.jpg




โดย สนต้นที่เก้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net