วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

10 บทเรียนระบอบทักษิณ ถึง ครม. หมัก 1


ภาพจาก thaienews

 10  บทเรียนระบอบทักษิณ

 ถึง ครม. หมัก 1

            ขอแสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช และว่าที่ ครม.ชุดใหม่ ซึ่งโฉมหน้าคงไม่หลุดไปจากรายชื่อที่เริ่มปรากฎผ่านสื่อมวลชนไปแล้ว  และหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะใช้โอกาสที่ได้จากประชาชนเดินหน้าแก้ไขเยียวยาวิกฤติการณ์ของประเทศอย่างจริงจัง และปราศจากวาระซ่อนเร้น

ประการสำคัญรัฐบาลชุดใหม่ต้องถือเอาบทเรียนในอดีตมาเป็นอุทาหรณ์เตือนสติเพื่อให้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด  ผมขอยกเอาบทเรียนที่เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารงานของรัฐบาลทักษิณ 10 ประการ   จนนำมาสู่วิกฤติการณ์ทางการเมืองและความแตกแยกในสังคม ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่ควรระมัดระวังและยกมาเป็นบทเรียนในการใช้อำนาจเพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิมดังนี้

1.การคอรัปชั่นทางนโยบาย ผู้นำประเทศที่กุมอำนาจรัฐ ใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ผลักดันและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมือง เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน คอร์รัปชั่นครั้ง มโหราฬ จาก “โคตรโกง” ไปสู่ “โกงทั้งโคตร” เป็นการคอร์รัปชั่นรูปแบบใหม่  ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาตินับแสนๆ ล้านบาท และยากที่จะจับได้ไล่ทัน

2.ทำลายกลไกกระบวนการตรวจสอบ ตั้งแต่การแทรกแซงระบบรัฐสภา ให้กลายเป็น “สภาทาส” มีหน้าที่เพียงคอยผ่านกฎหมายสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายบริหาร เท่านั้น แทรกแซง องค์กรอิสระ และตุลาการ ทั้งกกต. ป.ป.ช. ,ป.ป.ง,สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็น”เป็ดง่อย”ไม่สามารถทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ได้ แม้รัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งแต่ได้ยึดกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด   

3.แทรกแซงสื่อมวลชน อาศัยอำนาจรัฐ และอำนาจทุน ต่อรอง กดดัน คุกคาม สื่อมวลชน ทั้งทางตรง ทางอ้อม ให้ศิโรราบจนไม่สามารถทำหน้าที่สื่อมวลชนได้อย่างมีอิสระ เสรีภาพ การจัดอันดับ เสรีภาพสื่อขององค์กรสื่อไร้พรหมแดนตีแผ่ว่าเสรีภาพสื่อมวลชนไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ

4.อุ้ม – ฆ่าชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดครั้ง สำคัญ ด้วยนโยบายตาต่อตา ฟันต่อฟัน สั่งอุ้มฆ่า อดีตแกนนำแบ่งแยกดินดินแดน และทนายสมชาย นีละไพจิตร ทำลายกระบวนการยุติธรรม อย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เกิดความ คับแค้นและต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ จุดชนวนความรุนแรงให้ปัญหาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ลุกลามขยายตัวไปสู่ดินแดนมิคสัญญี มีผู้คนทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐล้มตาย กว่า 2,000 คน และบาดเจ็บอีก กว่า3,000 คน โดยที่ยังไม่มีใครแก้ไขและเยียวยาได้ ส่งผลเสียหายทางเสรษฐกิจและสังคม เกินคนานัป

5.ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ การประกาศสงครามปราบปรามยาเสพติดโดยศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดย์ (ศตส.) สั่งการให้ผู้ว่าราชการและหัวหน้าสวนราชการทุกพื้นที่ลดยอดในบัญชี ผู้เกี่ยวข้องกับค้ายาเสพติด ส่งผลให้เกิด การเข่นฆ่าผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดกว่า 2,500 คน ขณะที่สังคมส่วนหนึ่ง สะใจ กับนโยบายที่อำมหิตและป่าเถื่อน ท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าวของญาติพี่น้องของผู้บริสุทธิ์ ที่ตกเป็นเหยื่อ โดยที่ยังไม่มีการคืนความยุติธรรมให้ผู้รับเคราะห์  ทั้งนี้แม้บุคคลใดจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่รัฐไม่มีสิทธิ์ตั้ง”ศาลเตี๊ย”เสียเอง  นอกจากนี้ยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่ รัฐมีทัศนะคติแบบอำนาจนิยม ใช้ความรุนแรงตัดสินปัญหา โดยไม่คำนึง ถึงหลักนิติรัฐ และกระบวน การยุติธรรม อันจะส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง

6.ขายรัฐวิสาหกิจ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการปฏิรูปองค์กรรัฐวิสาหกิจ และพัฒนา ศักยภาพและคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน ทั้งที่ข้อเท็จจริงนั้นต้องการนำรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนไม่ว่าไฟฟ้า ประปา การคมนาคมขนส่ง เข้าไปกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยรวมของตลาดหุ้น และทำให้มูลค่าหุ้น ของกลุ่มทุนธุรกิจการเมืองได้ประโยชน์ เช่น การแปรรูป ปตท. ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ตกไปอยู่ ในมือเครือญาตินักการเมือง แต่ประชาชนต้องแบกรับค่าน้ำมันแพง และปัญหาวิกฤติพลังงาน ตามมา

7.ดำเนินนโยบายเดินตามทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างสุดโต่ง โดยเฉพาะ นโยบายการค้าเสรีที่ไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมกับคนยากคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของ ประเทศ การค้าเสรีจึงปราศจากความเป็นธรรมมีเพียงกลุ่มทุนบริวารบรรษัทข้ามชาติและ กลุ่มทุนการเมืองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าหรือเอฟทีเอ กลายเป็น”ทุนนิยมสามานย์”ที่ผูกขาดอำนาจทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ  เพื่อผลิตนโยบายสนองตอบเครือข่ายบริวารตนเอง

8.สร้างความแตกแยกทางสังคม ผู้นำที่ประกาศช่วยเหลือสนับสนุน เฉพาะกลุ่มพวกพ้อง หรือฐานเสียงของตัวเอง แล้วผลักประชาชนที่มีความเห็นต่างกลายเป็น ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรู ใช้อำนาจรัฐต่อรอง กดดัน กลุ่มการเมือง กลุ่มธุรกิจ เอกชน และกลุ่ม องค์กรต่างๆ ทางสังคมให้เลือกข้างตนเอง หากใครปฏิเสธ ก็ถูกคุกคาม กลั่นแกล้งต่างๆนานา ส่งผล ให้เกิดความแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรงจนนำไปสู่วิกฤติถึงปัจจุบันที่ยากจะเยียวยา

9.สร้างนโยบายประชานิยมแบบฉาบฉวย หรือการติดสินบนทางนโยบาย โดยการอาศัยการตลาดนำการเมือง ผลักดันนโยบายต่างๆ เพียงหวังซื้อใจประชาชนรากหญ้า โดยขาดกระบวนการปฏิบัติที่รัดกุมรอบคอบ และยั่งยืน เกิดความล้มเหลวมากกว่าประสบ ความสำเร็จ ส่งผลให้หนี้ต่อครัวเรือนจาก 7 หมื่นบาทต่อครัวเรือน กลายเป็น 1.3 แสนบาท ต่อ ครัวเรือน /ปี

10.วิกฤติจริยธรรม ผู้นำประเทศที่เริ่มจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ตัวเองเอารัดเอาเปรียบรัฐ เมื่อถูกจับได้ก็อ้างว่า “บกพร่องโดยสุจริต” กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ผู้คนในสังคมเอาเยียงอย่างโดยการอ้างว่าไม่ผิดกฎหมาย โดยไม่สนใจต่อจริยธรรมและคุณธรรมจนกลายเป็นทัศนะคติของสังคม “โกงได้ถ้าทำงานเก่ง”

 

********************

 

โดย suriyasai

 

กลับไปที่ www.oknation.net