วันที่ พุธ เมษายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิถีจิตวิถีธรรม......อาจารย์คุณแม่สงกรานต์ สมบูรณ์ศฤงค์


วันพุธ  ที่ 4  มิถุนายน  พ.ศ . 2529

 

จิตสัมผัสกับเวทนาชนิดทุกขเวทนามีอามิส(จิตวิ่งตามกระแสโลก) เรา(สติ)รีบดูจิตว่าทุกข์ที่มีมาสู่จิตนี้(กิเลสจรมา) เป็นทุกข์ชนิดใด เพราะอารมณ์บอกถึง ความอ้างว้าง ว้าเหว่ เศร้า คิดถึง ถวิลหา อารมณ์จรมาสู่จิตเราอย่างไม่มีสาเหตุ  เราดูจิตต่อไปว่า จิตของเราขณะนี้จะไปดับลงกับทุกข์ข้อใด และกรรมฐานกองใด รู้ด้วยการกำหนดจิตชนิดชื่อว่า  โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสสุปายาส สติบอกว่าจะทิ้งทุกข์ไว้รึ  รึเราจะดับ

                สอนตัวเองอย่างไรก็สอนผู้อื่นอย่างนั้น

เราได้พร่ำสอนนักเรียนเสมอว่า ขณะทำสมาธิอย่าให้จิตไปอบายภูมินะ ด้วยความคิดนี้เรา(สติ)แวบนึกถึงพระเทศน์ว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตนั้นมันมีสภาพไม่แน่นอน เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นอนิจจัง เมื่อรู้เท่าทันกิเลสแล้วอย่าได้ปรุงแต่งต่อเติมเอาเป็นจริงเป็นจังเลย  คิดได้เรารีบดับดูลมไล่ความฟุ้งซ่าน(อานาปานุสติ)   จิตหายเศร้าหมองจิตประหวัดถึงมงคล 38 ที่หลวงพ่อสอน เรารีบเอามาอ่านว่าถ้าเราเปลี่ยนทิศทางของจิตจากฝ่ายดำเป็นฝ่ายขาว ถ้าทำได้ผลจะเป็นอย่างไร ได้รับคำตอบว่าหาทางดับทุกข์นั้น มหาสติเป็นมรรค รู้ว่าจะต้องดับทำความเป็น นิโรธ (มรรคเกิดก่อนนิโรธ) เห็นทุกข์(สมุทัย) เป็นอริยสัจเห็นความจริงอันประเสริฐ พระพุทธองค์ตรัสว่า การได้เห็นอริยสัจเป็นมงคล ตรงกับมงคลข้อ 38 บาลีว่า อริยสัจจานะทัสสะนานัง เอตัมมังคะละมุตตมัง และ  จิตมีความเพียรที่จะออกจากสงสาร(ภาวะของจิตวิ่งตามกระแสโลกในขณะนั้น) เป็นวิริยะบารมี เป็นปัญญาบารมี ชื่อว่า ขณะนั้นจิตมีกำลังต่อสู้กับกิเลส เหมือนคนมีสุขภาพดี ย่อมมีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ ชื่อว่าเราได้สร้างบารมี 10 ทัศให้เกิดขึ้นแก่จิต

            ความเพียรเกิดขึ้นว่า ตะโปจะชิคุจฉะ ความเพียรเป็นเครื่องเผาบาป ให้เร่าร้อน ลักษณ์นี้กิเลสย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เช่น พัดลมหรือกระแสลมที่พัดแรง ๆฝุ่นละอองย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ ขณะนี้จิตเป็นมงคลที่ 31 บาลีว่า ตะโปจะ เอตัมฯ   เมื่อไม่มีบาป(ขณะนั้น) ชื่อว่า จิตเราไม่หวั่นไหว ตรงกับอุเบกขาบารมี ตรงกับมงคล 38 ข้อ 35 บาลีว่า ผุฏฐัสสะโลกะธัมเมหิ จิตตังยัสสะนะกัมปฏิ แปลว่า จิตของผู้ถูกโลกธรรมกระทบแล้วไม่หวั่นไหวเป็นมงคลอันสูงสุด

                ความจริงเราหวั่นไหว แต่อาศัยรู้อารมณ์ของจิตเห็นโทษก็ขยันละปล่อยวาง   หลวงพ่อโปรดเมตตาตอบจดหมายสอนเราเป็นการส่วนตัวในพ.ศ.2523 ว่า

“ลูกรัก การมีชีวิตอยู่ในโลกย่อมถูกโลกธรรมกระทบ ทุกข์สุขให้ถือว่าเป็นธรรมดา ตัดสินใจไปนิพพานดีกว่าเพราะไม่มีอะไรจะให้ทุกข์”

                เรานึกถึงหลวงพ่อเป็นสังฆานุสสติกรรมฐาน หลวงพ่อเป็นสมณะ ชื่อว่าเราได้เห็นสมณะเป็นมงคลอันสูงสุด มงคล 38 ข้อ 29 บาลีว่า สัมมะนานัญจะทัสสะนานัง 

ความประพฤติของจิตและผลของจิตที่รับรู้เหตุการณ์ณ์ปรุงแต่ง เกิดๆ ดับ ๆ นั้น ทางพระเรียกว่า จิตเจตสิก จิต-เจตะสิก บอกให้สติรู้ว่า เราชำนาญในการรู้ทัน ดับทัน ละทัน จิตมี วสี จากวสีเราได้พบว่า อารมณ์เรานุ่มนวลขึ้น กิเลสเบาบาง ขณะนั้นจิตเป็น สกิทาคามิมรรค สกิทาคามีผลน้อย ๆ (หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม)

อารมณ์เย็นเบาบางเป็นผู้ใหญ่ขึ้น (วิถีจิตคลายอุปทาน) ไม่ใช่เด็กงอแงขี้โมโห เจ้าน้ำตา เจ้าอารมณ์ (อารมณ์จิตสมัยยังมิได้ฝึกละ) ความบริสุทธิ์บริบูรณ์เกิดขึ้นแก่จิต เป็นภวังค์ คือ อารมณ์ปกติไม่ส่งส่ายหรือซัดส่าย ด้วยการทรงฌานในมหาสติ จิตรู้ว่า จิตขณะนั้น เป็นพรหมจรรย์ ผู้มีความประพฤติที่ประเสริฐ ตรงกับมงคล 38 ข้อ32 บาลีว่า พรหมฺจริยัญจะ 

น้อมจิตกราบพระผู้มีพระภาคเจ้า(พุทธานุสสติกรรมฐาน)ที่ทรงประทานโอวาทว่า

“พรหมจรรย์นี้มีไว้เพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น มิใช่เพื่อลาภสักการะและสรรเสริญ”

เราแจกแจงธรรมที่พบมาในปัญญาแห่งพระพุทธองค์ต่อไปว่า  พรหมจรรย์ที่จิตเห็นนี้ไม่เหมือนตาเห็นตัวหนังสือ จิตเห็นจิตยอมรับจิตค้นพบตามพระพุทธองค์เป็นปัญญาเป็นวิปัสสนา ชื่อว่าดวงตาเห็นธรรม จิตเป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัฏติผล ได้พบว่า จิตหลุดพ้นได้จริง แต่เรามิใช่พระอรหันต์ เป็นหลุดพ้นชั่วคราว

                ถึงบางอ้อแล้ว บัดนี้กับคำว่า มันเกิด ๆ ดับ ๆ ตามธรรมชาติของมันคือ อย่างนี้นี่เอง นี่แหละรู้ได้เฉพาะตน  จิตหลุดพ้นไม่มีโศกเป็นมงคล 38 ข้อ 36 บาลีว่า อโสกัง เอฯ จิตไม่มีโศกเป็นความสุข  มงคลข้อ 38 บาลีว่า เขมัง เอฯ 

                สรุป วิถีจิตวันนี้หรือดวงตาเห็นธรรมในวันนี้เป็น มงคล 38 ทุกข้อ เป็นบารมี 10 ทุกบารมี เป็นอริยสัจ 4 เป็นวิปัสสนนาญาณทั้ง 9

                (ไม่ใช่บุญ)อปุญญาภิสังขาร คือ จิตคิดจริงปรุงแต่งไปทาง ราคะ โทสะ โมหะ

                (บุญ)ปุญยญาภิสังขาร คือ จิตคิดจริงปรุงแต่งไปทางไม่มี ราคะ โทสะ โมหะ

ขณะที่เขียนอารมณ์ไม่อยากหยุดจากสมาธิ หมายถึงจิตยังไม่ถอน การบันทึกเป็นธรรมวิจัย เป็นมรรค จิตไม่ไปไหน ได้พบเห็นธรรมแล้วเกิดชอบใจติดใจในรสธรรมเห็นว่าเป็นความไพเราะ

อาทิกัลยาณัง ไพเราะและงดงามในเบื้องต้น(ศีล)

มัชเชกัลยาณัง  ไพเราะและงดงามในท่ามกลาง (สมาธิ)

ปริโยสานกัลยานัง ไพเราะและงดงามปั้นปลาย (ปัญญา)

หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม สอนว่า จิตไม่คิดมีผัวเมีย จิตเป็น อนาคามีมรรค อนาคามีผล  จิตไม่ติดใจสิ่งใดเป็นอรหันตมรรค อรหันตผล

                มหาสติละเอียดขึ้น ตีจุดเล็กๆน้อยๆให้แจ่มแจ้งลงไปเหมือนกับการไถนา ถ้าไถแล้วยังดำไม่ได้ ต้องคราดให้ดินละเอียดจึงจะควรแก่การปลูกฝัง แต่ก่อนถ้าวางเฉยในขันธ์ 5 ก็ขันธ์ 5 เท่านั้น อารมณ์ไม่สามารถตีแตกให้สุขุมลุ่มลึก  แต่มา4-5 วันนี้มันตีให้เละลงเป็นตัวๆเลย เช่นว่า วางเฉยใน รูป ตาเห็นรูปไม่ปรุงแต่ง เวทนา จิตรับรู้ไม่ปรุงแต่ง สัญญา ความจำรับรู้ไม่ปรุงแต่ง สังขาร เฉยต่อความปรุงแต่ง ไม่ต่อเติม ยังไงก็ช่าง  วิญญาณ วางเฉยต่อประสาทสัมผัส อายตนะ  สรุปแล้วตัดรูปตัดนามได้ดีขึ้น จิตฉลาด สงบง่าย

 

*************************************************************************

 

วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุยายน พ.ศ. 2529

 

ก่อนจะตัดรูปนามได้ดีนี้เราอาศัยบารมีพระพุทธองค์ วันเสด็จออกแสวงหาภิเนษกรมเป็นตัวอย่าง เช่น รูปพระนางยโสธราพิมพา พระราหุล ทรงตัดแล้ว ทรงละแล้ว และมีลาภทรงทิ้งลาภ(เนกขัมมะบารมี) มียศทรงยอมทิ้งยศ มีทรัพย์ทรงยอมทิ้งทรัพย์ มิใช่ชิงทรัพย์และของเหล่านั้น แม้ยังรักแต่เพื่อพระโพธิญาณ เพื่อหนีจากสังสารจึงต้องทำเช่นนั้น

 

*************************************************************************

 

 

 

 

 

วันพุธ ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ . 2529

                บางครั้งเขาจะทำอะไรก็ตามใจเขา(วิถีของจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ) ดังเช่นยามสายของวันนี้ จิตกำลังมีความเพ่งเพียร(วิริยะบารมีและตะโปจะชิคุจฉะ)อยู่กับการเขียนการสวดรัตนะสูตรอยู่ ขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาสวดท่องสาธยายอยู่นั้น จิตแวบไปสู่ (ได้สัมผัสในจิตอย่างมิได้คาดคิดมาก่อน) พระพุทธรูปเป็นแก้วใสสีขาว(แต่รูปนิมิตนั้นมีแน่ ไม่ใช่ภาพลอยมา หากแต่ขณะนั้นมิได้เพ่งเลิกสนใจแล้ว) ใจกลางพระพุทธรูปปรากฏมีองค์สมเด็จ(นามนิมิต) เป็นฉัพรรณรังสีปรากฏอยู่ จิตเห็นแล้วมีความชุ่มชื่นเบิกบานใจ จิตจับจ้องสงบอยู่เป็นเวลานานเพราะอิ่มใจและได้หยุดสาธยายมาจ้องนิมิตแทน

                จิตถามจิตว่าถูกไหมลักษณะนี้ ทำงานหนึ่งอยู่แต่วกไปหาที่ 2 เราไม่ได้ตั้งใจจะถูกไหม คำตอบที่ผุดขึ้นมา มี 2 ลักษณะ

                1. ในแง่ของอารมณ์เกาะ เพราะตกจากท่อง ซึ่งเป็นธรรมะ(สุภาษิตจะยาวาจะ มงคล ข้อ 10 ) ไปสู่พุทธะ คือ พระพุทธรูปก็นับว่าจิตขณะนั้นอยู่ในขั้นสะอาด (จิตตั้งมั่น)

                2.  ถ้าพูดถึงส่วนสูงสุด อาจเรียกว่า จิตมันหลบ เกเร มีหรือท่องอยู่ดีๆ แวบไปนู้น

ได้กำหนดจิตกราบถามสมเด็จว่า  ถูกไหมพระพุทธเจ้าข้า ได้รับคำตอบว่า

“มันเป็นตัวปัญญาที่จิตหลบไปพักที่พระพุทธรูป เพราะถ้าเป็นโมหะแล้ว มันจะแวบไปหานิวรณ์ทันที”

                เมื่อวานเย็นเกิดครั้งหนึ่ง ลักษณะเช่นนี้ ทั้งๆที่จิตจับพระพุทธรูปเป็นแก้วใสคู่กับมหาสติอยู่ดีๆ เห็นดินสกปรกเฉอะแฉะ มีกลิ่นเหม็น จิตแวบไปว่า ดินคือเรา เราคือ ธาตุ 4 เราน่าสะอิดสะเอียน เห็นเพียงเท่านี้แล้ว เราจะเมาขันธ์ 5 อยู่รึ ทั้งขันธ์ 5 ของเขาและของผู้อื่น เมื่อดวงตาเห็นธรรมแล้ว ได้รับความสลดจิตสังเวชใจเป็นล้นพ้น วสีคู่มหาสติตีไปขึ้นไปหาสติสัมโพชฌงค์ว่า

                “ถ้าเรายังคิดจะเกิดอีกก็เศร้าเหลือเกิน จิตรักพระนิพพาน ว่างจากการยึดถือ(ขณะนั้น) คำสอนของหลวงพ่อแวบมาสู่จิตว่า  “เราว่างจากความยึดถือแล้ว มีพระนิพพานเป็นที่ไปแล้ว”

                เราแปลกใจมากว่า เรามิได้เพ่งธาตุ 4 ทำไมจึงทะลุมาได้ ได้ความรู้ในขั้นต่อมาว่า พุท-โธ ที่เราเพ่งเพียรอยู่นั้น รู้ให้ ตื่นให้ แล้วเราจึงเบิกบานได้ จึงรู้เห็นสะท้อนมาสู่เรา เหมือนแสงอาทิตย์ส่องโลกแล้วสะท้อนสู่ดวงจันทร์ เมื่อดวงจันทร์ได้รับแสงสว่างแล้วจึงสะท้อนมาสู่โลกอีกทีหนึ่ง

 

“เห็นปลักตรมปฏิกูลอาดูรจิต  น้อมใจคิดว่าคือเราเศร้าโศกศัลย์  ดินโสมมจมเน่าเฝ้าชังมัน  ก็คือกันกับรูปกายหมายเมามัว   สลดจิตคิดดูตัวกูเอ๋ย  กระไรเลยขันธ์ห้าพายิ้มหัว  หลงละเมอยั่วเย้าเงาของตัว  เจ้าจงกลัวเถิดหนาข้าวิงวอน  รูปและนามปรุงแต่งแห่งภพชาติ  เหมือนบังอาจล้างคำธรรมพระสอน  ของพระองค์ทรงปิ่นชินวร  ติดแล้วร้อนลุกไหม้ดั่งไฟกัลป์  มาดูเถิดกายนี้มีหนองคลัก  ไยหลงรักหลงชื่นทุกคืนฝัน  หลงอะไรกายเขาช่างเมามัน  จงดูนั่นธาตุสี่มีมลทิน  สกปรกนอกกายไม่ปานเจ้า  ธาตุคลุกเคล้าชั่วช้าพาติฉิน  อาการสามสิบสองใครยลยิน  เป็นราคินชั่วร้ายเขาหน่ายชัง  สลดจิตสังเวชสมเพชบ้าง  อย่าเลิกร้างหักกิเลสเหตุทุกขัง  ขืนมัวเมาบ้าใบ้ใจจังงัง  มรรคผลพังทางไกลโทษใครกัน  เห็นปลักตมปฏิกูลเพิ่มพูนหน่าย  พาให้คายยึดถือคือโมหันต์  ธาตุทั้งสี่น้อมเข้ามาปัญญาฟัน ก็จะบั่นตัวกูผู้นี้เอย”

 

 

 

 

 

 

ปี 2529  (ไม่ได้บันทึกวันและเดือน)

 

                ภาพทางจิตด้านมหาสติ บอกว่าสิ่งที่มากระทบกับอายตนะแล้วจิตปรุงแต่ง แต่ด้วยสติก็จำต้องหยุดปลดความปลดนั้นจิตมันยังไม่เต็มใจ มันเป็นภาวะจำใจที่ต้องปลดอย่างเสียมิได้ (เพราะมั่นคงอาลัยในภพชาตินั้นๆอยู่)  แต่ก็จำใจเพราะไม่มีทางเลือก ปัญญาเห็นอยู่แต่จิตไม่มีกำลัง ลักษณะนี้เปรียบเหมือนกลไกการทำงานของเครื่องจักรกลทั้งหลาย ช่างบังคับเครื่องจักร ไม่มีความสามารถจะยกของหนัก เป็นต้นๆ ด้วยกำกายของตนเองฉันใด จิตที่ไม่กำลังจะยกจิตออกจากสิ่งข้องแวะด้วย กำลังของมันก็ฉันนั้นแต่ถ้าช่างนั้นได้บังคับเครื่องจักรกลที่เป็นพลังเหนือพลังเขา เครื่องจักรย่อมยกได้ฉันใด  

                ทำนองนี้ถ้าจิตที่ฉลาดอย่างช่างกลนั้น ได้ขออาราธนาบารมีจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นพลังเหนือหรือหน่วยเหนือนั้น เอามาช่วยฆ่า ฉุดคร่า กระชากกิเลสออกจากจิตไม่ได้สำเร็จก็ฉันนั้น

                มาถึงตอนนี้ภาพทางจิตมี 2 ลักษณะ

1. ช่วงใดที่จิตไม่มีเครื่องข้อง จิตจะดิ่งด่วน มุ่งตรงไปพระนิพพานทั้งมหาสติและสติสัมโพชฌงค์ ภาพพระนิพพานแจ่มใส เหมือนคนที่รักบ้าน จากบ้านไปที่ไหนๆ ก็มีแต่จะคิดกลับบ้านทุกขณะ อยู่ที่ใดๆก็ไม่สนิทใจเท่าบ้านของตน (ตอนนี้วิปัสสนาญาณทั้ง 9 ปรากฏแก่จิตเต็มที่) คอยให้ถึงด้วยใจจดจ่อว่าว่าเมื่อไร เราจะได้ไปบ้านที่รักของเรา (พระนิพพาน)

                2. ถ้าช่วงจิตมีเครื่องข้อง จิตก็บรรเทาการคิดถึงบ้านด้วยอารมณ์จดจ่อ คิดถึงบ้านเหมือนกัน (ต้องการนิพพานอยู่คงเดิม)

                แต่มันบอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ เดี๋ยวค่อยไป ขอแวะดูของเพลิดเพลิน(อารมณ์ข้องแวะ) ระหว่างนี้เดี๋ยวเดียวเท่านั้นจริงๆ  ทั้งที่จิตก็ยังคิดถึงบ้านอยู่ แต่อดจะเถลไถลได้

 

*********************************************************************

 บัวบาน แสงทิพย์

BuabanSangthip@gmail.com

www.buddhapoem.com

www.buddha-dhamma.com

โดย บัวบานแสงทิพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net