วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุดยอดพระกรุเนื้อดิน พระกำแพงเม็ดขนุน


      

       เมืองนครชุมตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก มีเจดีย์รูปทรงแบบพม่าอยู่ 1 องค์ ด้านใต้ มีพระอุโบสถ มีพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาหลายองค์ด้วยกัน เดิมทีเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่เจ้าพระยาลิไทเสด็จมาสถาปนาและบรรจุพระบรมสารริกธาตุไว้ภายในเมื่อปี พ.ศ. 1900 ต่อมาพญาตะก่า (แซกอ) หรือแซงพอพ่อค้าไม้เมืองกำแพงเพชร ซึ่งมีจิตศรัทธาได้บูรณะปฏิสังขรพระเจดีย์ในวัดพระธาตุ เมืองนครชุม เมื่อปี พ.ศ. 2404 (จุลศักราช 1233) 

       พระยากำแพงเพชร เจ้าเมืองกรมการ จึงได้ทำหนังสือขออนุญาตลงมาที่กรุงเทพมหานครและต่อมาทางกรุงเทพฯ จึงได้ตอบอนุโมทนาและอนุญาตให้ พญาตะก่า (แซภอ) ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ที่เดิมมีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ ได้รวมเป็นพระบรมธาตุเจดีย์เพียงองค์เดียวาดังปรากฏเป็นสำเนาสารตราจากสมุหนายซึ่งได้รับผิดชอบกำกับดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือดังนี้

"สารตรา เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายก อัครมหาเสนาบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุมาถึงพระยาจ่าแสนเสนาบดี ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระยากำแพงเพชรกรมการ ด้วยพระยากำแพงเพชรกรมการ มีใบบอกลงไปว่า แซภอเกรี่ยงเข้ามาทำหนังสือสัญญาขอทำไม้าขรลักณป่าคลองสวนหมาก คลองวังจาว คลองประกัง แขวงเมืองกำแพงเพชรได้ผลประโยชน์มาก แซภอมีใจศรัทธาอยากจะสร้างพระเจดีย์กอสวมพระเจดีย์เก่าที่วัดพระธาตุหน้าเมืองกำแพงเพชร ฝั่งตะวันตก แซภอได้จ้างราษฎรทำอิฐได้เก้าหมื่น สิ้นเงินเก้าพันแถบคิดเป็นเงินตรา 4,442 จะก่อพระเจดีย์เก่าลงทั้ง 3 องค์ กว้าง 15 วา ยาว 15 วา ชัก 4 เหลี่ยม มีมุข 4 ด้าน แล้วจะก่อพระเจีดย์บนมุขด้านละองค์ขอพระราชทานที่ก่อกำแพงรอบพระเจดีย์น่า 3 ศอก สูง 4 ศอก ห่างจากพระเจดีย์ออกไปอีก 10 วา จะเอาช่างเมืองนอกเข้ามาก่อ กำหนดจะได้ลงมือ กรุทุ้งราก ณ เดือน 6 ค่างขึ้น ปีวอก จัตวาศก 4 แต่รูปพระเจดีย์เก่าที่ชำรุดหักพังลงนั้น ได้ทำแผนที่ถ่ายตัวอย่างให้หลวงชำนาญภาษาคุมลงไปนั้น ได้แจ้งตามบอกแล้ว จึงได้ให้พระราชเสนาปลัดทูลฉลอง กรมมหาดไทยฝ่ายเหนือนำบอกเสนอท่านเจ้าพระยาศรีสุริยาวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านเจ้าพระยาภูธราภัยที่สมุหนายกได้ปฤษาพร้อมกับเห็นว่าแซภอเป็นเกรี่ยงมาทำป่าไม้ขรศักแขวงเมืองกำแพงเพชรมีทุนรอนมาก แซภอมีใจศรัทธาจะถาปะนาพระเจดีย์เก่าทำมุขก่อกำแพงสวมพระเจดีย์ธาตุนั้นเป็นกองการกุศลของแซภอต่อไป ในพระพุทธศาสนาจะได้เป็นที่สัการะบูชาแกเทพาและมนุษย์ แซภอได้ลงทุนซื้ออิฐสิ้นเงินหลายชั่ง ควรให้แซภอถาปะนาพระเจดีย์ธาตุก่อกำแพงไว้ ก็จะได้เป็นสง่างามแก่เมืองกำแพงเพชร แต่อย่าให้แซภอถือใจขาดว่าเป็นของแซภอ แซภอจะถาปะนาพระเจดีย์ธาตุในศาสนาฝ่ายไทยที่แขวงใดอีกก็ตามแต่ใจแซภอ ให้พระยาจ่าเสนาบดี พระยากำแพงเพชรพูดจาชี้งแจงกับแซภอให้เข้าใจตามทองตรานี้สารตรามา ณ วัน 6 5ฯ ค่ำ ปีมะแม ตรีศก 8 ศักราช 1233 ฯ"


(กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ร.5 รล.มท. เล่ม 5 เอกสารเย็บเล่ม กรมราชเลขาธิการรัชกาลที่ 5 กระทรวงมหาดไทย (จ.ศ. 1232-1233) หน้า 263) พระบรมธาตุเจดีย์จึงได้รับการบูรณะเป็นพระเจดีย์ทรงมอญอย่างเช่นทุกวันนี้


       ต่อมาในปี พ.ศ. 2392 เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)อดีตเจ้าอาวาส วัดระฆังโฆษิตาราม กทม. ได้เดินทางขึ้นไปเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร และมีโอกาสได้อ่านศิลาจารึกที่วัดเสด็จ ซึ่งแปลได้ใจความว่า "ในเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมสารริกธาตุ อยู่ที่ตรงข้ามเมืองเก่า 3 องค์" ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังได้ตำราในการสร้างพระผงสมเด็จฯ รวมทั้งคาถาชินบัญชร มาจากจารึกวัดเสด็จแห่งนี้อีกด้วย

       ในช่วงระยะนั้น พระยากำแพงเพชร (น้อย) เป็นผู้ว่าราชการเมือง เมื่อทราบข่าวว่ามีพระเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ดังที่ศิลาจารึกกล่าวไว้จึงได้ทำการสำรวจค้นหาจนกระทั่งค้นพบที่วัดพระบรมธาตุและได้ป่าวประกาศแก่ราษฎรทั้งให้ช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่

        ครั้นในสมัยพระยากำแพง (อ่อง) เป็นผู้ว่าราชการเมืองแทน ในรัชกาลที่ 5 ได้มีชาวเกรี่ยงชื่อ "แซภอ" หรือที่ราษฎรเรียก "พญาตะก่า" หรือเรียกว่า "แซพอเกรี่ยง" ได้ขออนุญาตรื้อพระเจดีย์ทั้ง 3 องค์ เพื่อทำขึ้นใหม่ให้เป็นองค์เดียวกัน จนกระทั่งมาแล้วเสร็จสิ้นเมื่อพะโป้น้องชาย ได้มีการรวบรวมทุนทรัพย์บูรณะขึ้นใหม่ภายหลังที่แซภอเสียชีวิตลงก่อนจะบูรณะสำเร็จ และได้ยกยอดฉัตรขึ้นประดิษฐานในเดือน 6 ปี ร.ศง 125 (พ.ศ.2449) ก่อนเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชร เพียง 3 เดือนเท่านั้น

       พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่องเสด็จประพาสต้น ครั้งที่ 2 ไว้ว่า"กินข้าวแล้วล่องมาขึ้นที่วัดพระธาตุ ซึ่งแต่เดิมเป็นพระเจดีย์อย่างเดียวกับที่วัดพระธาตุใหญ่องค์หนึ่ง ซ่อม 2 องค์ พญาตะก่าสร้างรวม 3 องค์เป็นองค์เดียว แปลงรูปเป็นพระเจดีย์มอญ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ พญาตะก่าตาย พะโป้ จึงได้มาปฏิสังขรณ์ต่อ แต่ยกฉัตรยอดซึ่งทำมาแต่เมืองมรแหม่งพึ่งแล้วแต่ฐานชุกชีถือปูนไม่รอบพระเจดีย์นี้ทาสีเหลือง มีลายปูนขาวและดูในแม่น้ำงามดี มีพระครู
อยู่ในวัดเป็นเจ้าคณะรองรูปหนึ่ง"

      ภายหลังจากการบูรณะพระเจดีย์ในปี พ.ศ. 2392 พระเครื่องแห่งเมืองกำแพงเพชร ก็ได้แตกกรุออกมาจากวัดพระธาตุ เป็นปฐมฤกษ์ ในบรรดาพระเครื่องแตกกรุจากวัดแห่งนี้ มีพระกำแพงซุ้มกอและกำแพงทุ่งเศรษฐีอยู่ด้วย (ฝากกรุ)

       สำหรับพระกำแพงซุ้มกอ พิมพ์ใหญ่ไม่มีลายกนกเป็นพระเครื่องเนื้อดินเผาที่มีเนื้อดินสีดำเป็นเนื้อดินละเอียดและจะปรากฏเม็ดแร่สีแดง (ว่านดอกมะขาม) พร้อมกับคราบากรุสีเทา ที่สำคัญของแท้นั้นจะต้องไม่มีแร่กรวดทราบเจือปนอยู่เลย ซึ่งสีดำที่ว่าไม่ใช่ดำสนิท หากแต่เป็นลักษณะของสีดำอมน้ำตาลเป็นพระเครื่องที่สร้างขึ้นมาเพื่อบรรจุพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ. 1900

      หลักการพิจารณาคร่าวๆ นั้นที่สำคัญเราจะต้องจดจำพิมพ์ทรงให้แม่นยำ เสียก่อน ทางด้านตำหนิ พิมพ์ทรงนั้นเป็นข้อปลีกย่อยที่จะต้องตามมาทีหลัง โดยเฉพาะเนื้อหาต้องถูกต้องเสมอ คือ จำเนื้อดินได้แล้ว พิจารณา ส่วนอื่นๆ ได้สบายเลยว่างั้นเถอะ

       และนับว่าเป็นพระเครื่องอักพิมพ์หนึ่งของนครแห่งกรุพระเครื่องที่ถูกจัดอยู่ในชุด "เบญจภาคี"ที่สุดแสนจะหายากและมีราคาการเช่าหาบูชากันสูงมากอยู่ที่หลักแสนปลายถึงล้านกว่าบาทขึ้นไป ที่สำคัญของแท้พบเจอจากกรุน้อยของปลอมมีอยู่มากมายในวงการพระเครื่องบ้านเรา โดยเฉพาะฝีมือเซียนพระยุคเก่าๆ ท่านทำไว้หลากหลายฝีมือเลยทีเดียว บางองค์ถูกนำมาเช่าบูชากันเป็นของแท้แล้วก็มีนะครับ โปรดระมัดระวังกันไว้ให้มากๆ ก่อนการเช่าบูชากัน เพราะคำที่ว่า "มีกูแล้วไม่จน" นั้นอาจจะเป็น "มีกูแล้วจน" ก็เป็นไปได้ครับ

      องค์นี้เป็นเนื้อว่านครับ หายาก ยากกว่าการหาพระสมเด็จสักองค์มาห้อยคออีก

      

โดย 13525170

 

กลับไปที่ www.oknation.net