วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัตตานีดารุสซาลาม



คาบสมุทรมลายูหรือ Semenanjung Tanah Melayu  เป็นที่ตั้งของ "รัฐปัตตานีดารุสซาลาม" ซึ่งเป็นดินแดนของกลุ่มเชื้อสายมลายู เดิมนับถือภูตผีและวิญญาณเฉกเช่นรัฐต่างๆ บนผืนแผ่นดินโลก ก่อนจะกลายเป็นอาณาจักรลังกาสุกะ รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธนิกายมหายาน ศูนย์กลางตั้งอยู่ที่ปากอ่าวเมืองท่า อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

เมื่ออาณาจักรมัชปาหิตล่มสลายลงใน พ.ศ.2021 ราชาอินทิรา กษัตริย์ปัตตานีในราชวงศ์ศรีมหาวังสาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  บางคนเล่าว่าเพราะกษัตริย์ทรงประชวรด้วยโรคผิวหนังไม่มีผู้ใดรักษาให้หายได้  เว้นแต่ผู้รู้มุสลิมท่านหนี่งซึ่งเก่งทั้งในด้านกฎหมายและการแพทย์ โดยได้ตั้งเงื่อนไขกับกษัตริย์ว่าหากรักษาให้หายขาดได้ ต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม  ซึ่งปรากฏว่าผลการรักษาทำให้กษัตริย์หายประชวรได้จริง แต่กษัตริย์ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนศาสนาแล้วก็ทรงพระประชวรอีก เป็นอย่างนี้ 3 ครั้ง สุดท้ายกษัตริย์จึงยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม และเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารทางการเมืองตามหลักศาสนาด้วย และเปลี่ยนพระนามเป็น สุลาต่าน อิสมาแอล ซาห์ ซิลลุลเลาะห์ ฟิล อาลัม พระศพอยู่ที่ บ.ปาะเระ บราโหม ต.บราโหม อ.เมือง จ.ปัตตานี และสถาปนารัฐปตานี เป็นรัฐอิสลาม รู้จักกันในนาม ปตานี ดารุสซาลาม หรือนครแห่งสันติ

รัฐปาตานี ดารุสซาลาม มีกษัตริย์ปกครอง 9 รัชกาล  หลังสุลต่านบาฮาดูรถูกลอบปลงพระชนม์แล้วไม่มีโอรสจะสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป ทำให้ 4 รัชกาลหลังเป็นกษัตริยานารี ถือเป็นอาณาจักรแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผู้ปกครองเป็นสตรี  ก่อนจะมีขึ้นในเมือง อาเจะห์

นครปตานี พุทธศักราช ๒๑๒๗
ตรงกับปลายแผ่นดินพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา
ตำนานนครรัฐปตานี บันทึกนาม "ราชาฮิเจา" ราชนารีพระองค์แรกที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์แห่งอาณาจักรโบราณบนคาบสมุทรมลายูเมื่อพุทธศักราช ๒๑๒๗

นครปตานีในช่วงคริสตศตวรรษศตวรรษที่ ๑๗ ภายใต้การปกครองของสี่กษัตริยานั้นรุ่งเรืองมั่งคั่งด้วยผลประโยชน์จากการค้าทางทะเล ขณะเดียวกันทุกพระนางต่างต้องเผชิญกับการเมืองในราชสำนักของเหล่าเสนาบดีชายที่ท้าทายพระราชอำนาจของเจ้าผู้ครองนครหญิงตลอดมาทุกรัชสมัย

พระนามแห่งสายรุ้ง : นิรมิตแห่งชีวิตสามราชนารี
สุลต่านมันซูร์ ซาฮ์ (Manzur Syah) เจ้าผู้ครองนครปตานีพระราชทานนามให้พระธิดาทั้ง ๓ พระองค์ตามสีสวยของสายรุ้ง "ฮิเจา" หมายถึงสีเขียวอบอุ่น "บีรู" คือสีฟ้าสวยใส และ "อุงงู" คือสีม่วงละมุน พระนามที่สุลต่านประทานแก่พระธิดาทั้งสาม เป็นนิมิตหมายรุ่งเรืองแห่งชีวิตภายหน้าของสามขัตติยนารี แม้สุลต่านมิอาจทรงพระชนมชีพยืนยาว ที่จะเห็นนครปตานีที่รุ่งโรจน์ราวสายรุ้งสลับสายภายใต้การปกครองของพระราชธิดาทั้งสามของพระองค์ แต่พระนามแห่งสายรุ้งที่สุลต่านรังสรรค์ประทานไว้แก่พระธิดานั้น เป็นนิรมิตที่ประจักษ์แจ้งแก่ชีวิตผู้คนบนอ่าวปตานี และกลายเป็นตำนานเล่าขานสืบมาเหนือกูโบร์แห่งราชา

ราตูฮิเจา : บนบัลลังก์เลือดและปตานีที่รุ่งโรจน์
พุทธศักราช ๒๑๒๗-๕๙


สุลต่านมันซูร์ ซาฮ์ สิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช ๒๑๑๕ ทิ้งพระราชธิดา ๓ พระองค์ไว้กับบรรดาพระประยูรญาติฝ่ายชาย และเสนาบดีที่หลั่งเลือดฟาดฟันกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ปตานี

เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงฮิเจามีพระชนม์เพียง ๒๐ พรรษา แม้ทรงเป็นราชธิดาที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี แต่เพราะเป็นสตรี จึงมิได้อยู่ในลำดับชั้นของการสืบทอดราชบัลลังก์ตามโบราณราชประเพณี ตลอด ๑๒ ปีหลังพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงฮิเจาและพระน้องนางทั้ง ๒ พระองค์ประทับอยู่ในวังหลวง เฝ้ามองความผันแปรบนบัลลังก์ที่ละเลงไปด้วยโลหิตของพระเชษฐา และพระอนุชาต่างชนนีจนนครปตานีสิ้นรัชทายาทชายที่จะขึ้นครองบัลลังก์

เจ้าหญิงฮิเจาจึงได้รับการสถาปนาเป็น "ราชาฮิเจา" กษัตริยาพระองค์แรกแห่งนครรัฐปตานี ในปีพุทธศักราช ๒๑๒๗. เพียงไม่กี่เดือนที่ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ ราตูฮิเจาต้องเผชิญกับการท้าทายของมหาอำมาตย์และเหล่าเสนาบดีเพื่อทดสอบบารมีของเจ้าผู้ครองนครหญิง ความเยือกเย็นของราตูฮิเจาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าเมืองสายที่นำทหารจากเมืองสาย อุกอาจบุกเข้ามาถึงท้องพระโรง ณ พระที่นั่งอิสตานานีลัม แต่บรรดาขุนนางแห่งราชสำนักกลับวางเฉย ไม่มาปรากฏกายถวายอารักขาแก่องค์กษัตริยา

ราตูฮิเจาเสด็จออก ณ ท้องพระโรง พร้อมราชองครักษ์ ๒ นาย ข้าราชบริพารและนางกำนัลประจำพระองค์ พระนางทรงเครื่องภูษาสีเขียวแห่งพระนาม คล้องพระศอด้วยบุปผามาลัยร้อยสายด้วยด้ายทองคำ ทรงยืนเป็นสง่าอยู่เหนือบันไดขั้นสูงสุดของราชอาสน์ เบื้องล่างมีราชองครักษ์ ๒ นาย พร้อมดาบประจำกายถวายอารักขาอยู่ บรรดาข้าราชบริพารและนางกำนัลหมอบกายอยู่ ณ พื้นท้องพระโรง

พลันที่เจ้าเมืองสายปรากฏกายเบื้องพระพักตร์ ราตูฮิเจาทรงถอดมาลัยจากพระศอโยนพระราชทานให้โดยมิได้ทรงเปิดพระโอษฐ์เจรจาสิ่งใด ท่ามกลางความงุนงงของผู้ติดตาม เจ้าเมืองสายหมอบลงรับพวงมาลัยนั้นมาพันไว้รอบศีรษะ พร้อมทั้งวางกริชประจำกายบนพื้นท้องพระโรงเบื้องพระพักตร์นางกษัตริย์ ถวายคำนับเบื้องพระบาท พร้อมเปล่งวาจาถวายพระพรให้บุญญาบารมีขององค์กษัตริยานำความมั่งคั่งเพิ่มพูนสู่บัลลังก์ปตานี จากนั้นราตูฮิเจาเสด็จกลับเข้าที่ประทับโดยมิได้รับสั่งสิ่งใด

เจ้าเมืองสายกล่าวกับบรรดาผู้ติดตามว่า มาลัยคล้องพระศอที่องค์กษัตริยาพระราชทานนั้น คือเครื่องหมายที่พระนางขอชีวิต แต่นัยยะแห่งมาลัยคล้องพระศอและความเงียบของราตูฮิเจาอาจลึกล้ำเกินกว่าเจ้าเมืองสายแปรความหมาย  วันรุ่งขึ้น เจ้าเมืองสายนำไพร่พลเดินทางกลับเมืองสาย และไม่เคยกลับมาเหยียบแผ่นดินปตานีให้ระคายพระเนตรพระกรรณอีกเลย

ในความสงบเยือกเย็นของเจ้าผู้ครองนครหญิง กลิ่นคาวเลือดยังคงคาวคลุ้งอยู่ในราชสำนัก หากครั้งนี้มิใช่ด้วยโลหิตของฝ่ายเจ้าผู้ครองนคร เฉกเช่นที่เคยเกิดในยุคสมัยของเจ้านครชาย แต่เป็นชีวิตและโลหิตของบรรดาขุนนางที่เคยร่วมกันวางแผนปลงพระชนม์เจ้าผู้ครองนครพระองค์ก่อน และรัชทายาทชาย ซึ่งเป็นพระเชษฐาและอนุชาธิราชขององค์ฮิเจา พระนางประทับเหนือบัลลังก์ ทอดพระเนตรดูชะตากรรมและความตายของบรรดาบุรุษ ทรงวางพระองค์อยู่เหนือโศกนาฎกรรมในราชสำนัก โดยไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวสิ่งใดให้ระคายพระกรรณ

รักเร้นของนางกษัตริย์ และกุศโลบายแห่งรักเพื่อแผ่นดิน
กว่าทศวรรษที่ทอดพระเนตรเฝ้ามองการเมืองในราชสำนัก ในวังวนของการแย่งชิงอำนาจบนบัลลังก์ ไม่มีผู้ใดทราบว่าเจ้าหญิงฮิเจาในฐานะราชธิดาองค์ใหญ่ของอดีตสุลต่านมันซูร์ ซาฮ์ ได้ทรงแอบเรียนรู้การเมืองระหว่างรัฐเหนือคาบสมุทรมลายู เจ้าหญิงฮิเจาทรงตระหนักถึงอิทธิพลของรัฐยะโฮร์ ที่รุ่งโรจน์เป็นคู่แข่งทางการค้าของนครปตานีเหนือคาบสมุทร หากเจ้าหญิงทรงนิ่งสงบด้วยไม่มีกิจอันใดต้องเกี่ยวข้อง ตราบจนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริยาแห่งนครรัฐปตานี

แต่ขณะที่บรรดาเสนาบดีมิใส่ใจกับเจ้าผู้ครองนครหญิง ที่พวกเขาหมายให้เป็นเพียงหุ่นเชิดในวังวนของการแย่งชิงอำนาจในราชสำนัก ราตูฮิเจาทรงดำเนินกุศโลบายเพื่อรักษาราชอำนาจของพระองค์ทั้งในราชสำนักและบนคาบสมุทรไว้อย่างแยบยล

กุศโลบายแรกของพระองค์ คือการพระราชทาน "เจ้าหญิงอุงงู" พระน้องนางองค์เล็กให้เสกสมรสเป็นมเหสีแห่งเจ้านครปะหัง ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะสร้างสัมพันธ์ฉันญาติสนิทกับเจ้านครปะหัง เพื่อคานอำนาจของรัฐยะโฮร์ที่ทรงอิทธิพลเป็นคู่แข่งบนคาบสมุทรมลายู ณ เวลานั้น

พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงอุงงูกลายเป็นตำนานรักเพื่อแผ่นดินที่ถูกเล่าขานในตำนานนครรัฐปตานี หากแต่รักเร้นของพระพี่นางฮิเจา กลับลึกลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนอยู่ในบันทึกของนักเดินเรือจากยุโรป. เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๑๕๒ ข่าวลือเรื่องรักเร้นลับของกษัตริยาแห่งนครปตานี แพร่งพรายมาจากเจ้าชายสะเบอรัง (Raja Saberang) พระอนุชาของสุลต่านแห่งยะโฮร์ ที่กล่าวหาว่า เจ้านครปตานีใช้เล่ห์เพทุบายและมนต์มายาแห่งอิสตรีครอบงำพระเชษฐาของพระองค์ไว้

ในปลายรัชสมัยของพระองค์ เมื่อความสัมพันธ์กับรัฐปะหังเริ่มขม สุลต่านแห่งปะหังผู้เป็นน้องเขยเริ่มมีข้ออ้างที่จะไม่ปฏิบัติตามคำร้องขอต่างๆ ของนครปตานีเฉกเช่นเคย ราตูฮิเจาทรงแสดงพระราชอำนาจด้วยการมีพระราชบัญชาให้สกัดกั้นเรือสินค้าทุกลำจากอ่าวปตานีที่จะเดินทางไปสู่รัฐปะหัง และมีพระราชโองการให้เสนาบดีส่งกองทัพเรือ ๗๐ ลำ พร้อมกับกำลังพล ๔,๐๐๐ นาย ไปยังนครปะหังพร้อมกับคำทูลเชิญให้สุลต่านปะหัง พาพระมเหสีอุงงู กลับมาเยือนแผ่นดินเกิด สุลต่านแห่งปะหังมิอาจแข็งขืน เสด็จพร้อมพระมเหสี และเจ้าหญิงกูนิง พระธิดา มายังนครปตานีตามคำทูลเชิญเชิงบังคับของเจ้านครปตานี

ราตูฮิเจาทรงมีพระวรกายสูงสง่า เสด็จมาพร้อมกับเจ้าหญิงรัชทายาท "บีรู" และพระน้องนาง "อุงงู" มเหสีของเจ้านครปะหัง ที่จากแผ่นดินเกิดไปนานเกือบ ๓๐ ปี ทั้ง ๓ พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ ขณะที่สุลต่านแห่งปะหังนั้นดูไร้ความสุข และไม่ได้รับการถวายพระเกียรติอย่างที่ควร

เจ้านครปะหังประทับอยู่ที่ปตานีเป็นเวลา ๑ เดือน จึงถวายบังคมลาราชาฮิเจา พาพระมเหสีอุงงูและพระราชธิดาคืนสู่นครปะหัง

ช่วงปลายรัชสมัย ๗ ปีก่อนสวรรคต ราตูฮิเจาเก็บพระองค์อยู่ในอาณาเขตของพระราชวัง เหล่าพสกนิกรจะมีโอกาสชื่นชมพระบารมีขององค์กษัตริยาเฉพาะในวโรกาสที่พระองค์เสด็จออกในราชพิธีล่าควายป่า และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่พระองค์และเจ้าหญิงรัชทายาท "บีรู" เสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคเพื่อให้พสกนิกรชื่นชมพระบารมี โดยมีกองเรือ ๖๐๐ ลำ ตามเสด็จ. ทั้ง ๒ พระองค์ทรงพระเกษมสำราญกับงานเฉลิมฉลองท่ามกลางสีสันและกลิ่นหอมของดงบุหงาที่ประดับประดาไปทั่วเมือง ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในนครปตานีได้ร่วมจัดมหรสพถวายด้วย. ในราชพิธีล่าควายป่าขององค์กษัตริยานั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับบรรดาชาวยุโรปที่ตามเสด็จ พวกเขาตื่นเต้นสนุกสนานกับการยิงปืนคาบศิลาขึ้นฟ้าเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง

ราตูฮิเจาสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๑๕๙ สิริรวมเวลาที่ทรงพระราชอำนาจเหนือบัลลังก์ยาวนานถึง ๓๒ ปี กว่า ๓ ทศวรรภายใต้การปกครองของกษัตริยาพระองค์แรกนั้น นครปตานีอุดมสมบูรณ์ รุ่งโรจน์ราวรุ้งสีเขียวแห่งพระนาม

ช่วงปลายรัชสมัยของราตูฮิเจา ..อ่าวปตานียามค่ำคืน ณ เวลานั้น สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากเรือสินค้าจากอยุธยา บรูไน จัมบี (Jambi-เมืองท่าฝั่งเหนือของชวา) มากัสซาร์ (Makasar) โมลุกกะ (Moluccas) จีน ญี่ปุ่น กัมพูชา เกาะสุมาตรา และเรือสินค้าจากฮอลแลนด์ อังกฤษ และโปรตุเกส...

ราตูบีรู : นางพญาตานี และกษัตริยาแห่งสหพันธรัฐปตานี
นครปตานี พุทธศักราช ๒๑๕๙-๖๗


เจ้าหญิงรัชทายาท ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "ราตูบีรู" กษัตริยาองค์ที่ ๒ แห่งนครปตานี ในปีพุทธศักราช ๒๑๕๙. ตลอดกว่า ๓ ทศวรรษ ที่ปฏิบัติภารกิจในฐานะเจ้าหญิงรัชทายาทเคียงข้างพระพี่นางฮิเจา ราตูบีรูทรงตระหนักได้ว่า ความรุ่งโรจน์ของนครปตานีในฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญของการค้าบนคาบสมุทรมลายูนั้น ได้ทำให้นครปตานีกลายเป็นเป้าหมายของของกรุงศรีอยุธยา ที่ทรงอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เวลานั้น

ประสบการณ์การเมืองและการทูตที่เรียนรู้สั่งสมครั้งเป็นเจ้าหญิงรัชทายาท ทำให้ราตูบีรูทรงเลือกที่จะรักษาความสัมพันธ์กับสยามไว้อย่างชาญฉลาด ในขณะที่ยังคงสืบต่อพระราชวิเทโศบาย สมัยพระพี่นาง ด้วยการส่งบุหงามาศมาสานไมตรีกับเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา. อีกด้านหนึ่งราตูบีรูทรงส่งคณะทูตไปเข้าเฝ้าสุลต่านเมืองกลันตัน เพื่อหารือเกี่ยวกับการรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐปตานี เพื่อต่อต้านอิทธิพลของกรุงศรีอยุธยา

เมื่อผลการเจรจาผ่านคณะทูตไม่เป็นที่พอพระทัย ราตูบีรูได้เสด็จด้วยพระองค์เองไปเยือนกลันตัน ในครั้งนี้สุลต่านกลันตันทรงมีความเห็นคล้อยตามข้อเสนอของราตูบีรู ในการรวมตัวเข้าเป็นสหพันธรัฐปตานี แต่มีเงื่อนไขว่า กลันตันต้องคงอำนาจปกครองเหนือดินแดนตนเอง และจะไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการหรือภาษีจากกลันตันให้กับนครปตานี

เพื่อรักษาอธิปไตยเหนือแผ่นดินปตานี ราตูบีรูยังได้สร้างกำแพงเมืองแข็งแกร่งที่ชาวเมืองเรียกขานกันว่า "กำแพงบีรู" ทั้งยังมีบัญชาให้หล่อปืนใหญ่ไว้ใช้ในการปกป้องนครยามเกิดศึกสงคราม ในการหล่อปืนใหญ่นั้น พระองค์มีพระบรมราชโองการให้รวบรวมทองเหลืองทั้งหมดที่มีในพระนคร เพื่อใช้ในการหล่อปืน ทรงสั่งห้ามพสกนิกรขายทองเหลืองที่มีอยู่ในครอบครองให้กับชาวต่างชาติเป็นระยะเวลา ๓ ปี แต่ให้นำมาขายกับพระองค์ หากผู้ใดฝ่าฝืนผู้นั้นต้องรับโทษประหารชีวิต

ทองเหลืองที่รวบรวมได้นั้นนำมาหล่อปืนใหญ่ได้ ๓ กระบอกซึ่งราตูบีรูพระราชทานนามว่า ศรีนครา, ศรีปตานี, และมหาเลลา

นอกจากพระราชกุศโลบายเพื่อปกป้องรักษาเอกราชของสหพันธรัฐปตานีแล้ว ราตูบีรูยังมีสายพระเนตรกว้างไกลในการดำเนินพระราชวิเทโศบาย เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ขณะที่เหล่าเสนาบดียังคงโรมรันพันตูอยู่กับการเมืองในราชสำนัก ราตูบีรูทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายตามรอยยุคลบาทของพระพี่นางผู้ล่วงลับ พระองค์ทรงส่งเสนาบดีไปเชิญพระน้องนางอุงงู มเหสีม่ายของเจ้านครปะหัง และเจ้าหญิงกูนิง พระราชธิดากลับมาประทับที่นครปตานี

หลังจากนั้น พระองค์ทรงพระราชทาน "เจ้าหญิงกูนิง" พระนัดดาวัย ๑๒ ปี ที่ร่ำลือกันนักว่าทรงพระสิริโฉมงดงามและมีพระฉวีสีเหลืองนวลลออตา ให้เสกสมรสกับออกญาเดโช บุตรชายของเจ้าเมืองลิกอร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชกุศโลบายเพื่อสานสัมพันธ์แนบแน่นกับสยามที่ทรงอิทธิพลในขณะนั้น

นิรมิตแห่งพระนาม "บีรู" สีฟ้าสวยใสของสายรุ้งนั้น เป็นที่ประจักษ์แจ้งในตำนานนครรัฐปตานี ถึงความเป็นกษัตริยานักการทูตที่อ่อนนอกแข็งใน พระจริยวัตรอ่อนหวานขององค์ราตูบีรูนั้น ซ่อนไว้ด้วยเล่ห์กลทางการเมืองที่ทั้งขุนนาง ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และผู้รุกรานมิอาจหยั่งถึง ด้วยพระปรีชาสามารถ พระราชกุศโลบายแห่งรักเพื่อแผ่นดินที่ราตูบีรูดำเนินสืบต่อมาจากพระพี่นางฮิเจา อาณาจักรโบราณนามปตานี จึงยังคงรุ่งโรจน์เรืองรองภายใต้รัชสมัยของพระองค์ พสกนิกรยังคงดำเนินชีวิตรื่นรมย์สืบเนื่อง มิได้มีศึกสงครามมากล้ำกรายให้ชีวิตที่สงบสุขในนครปตานีต้องเปลี่ยนแปรไป

ราตูบีรูสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช ๒๑๖๗

ราชินีอุงงู : กษัตริยาผู้ลบตำนานรัก สร้างตำนานรบเพื่อแผ่นดิน
พุทธศักราช ๒๑๖๗-๗๘๑๔

พุทธศักราช ๒๑๖๗ มเหสีม่ายอุงงูแห่งเจ้านครปะหัง ได้รับสถาปนาเป็นกษัตริยาองค์ที่ ๓ แห่งบัลลังก์นครปตานี พระนางคือตำนานบทแรกแห่งรักเพื่อแผ่นดิน เกิดเมื่อครั้งที่พระพี่นางฮิเจาทรงมีบัญชาให้เสกสมรสกับเจ้าผู้ครองนครปะหัง เพื่อรักษาอำนาจของนครปตานีเหนือคาบสมุทรมลายู. เกือบ ๓ ทศวรรษนับแต่นั้น พระมเหสีอุงงูมิได้มีโอกาสคืนกลับมาเยือนมาตุภูมิอีกเลยจวบจนปลายรัชสมัยของพระพี่นางฮิเจา

ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ว่าเจ้าหญิงอุงงู ขมขื่นหรือปรีดากับการต้องจากมาตุภูมิ สำหรับการเป็นตำนานรักบทแรกเพื่อแผ่นดินที่มีพระพี่นางฮิเจาเป็นผู้กำกับ

เมื่อราตูบีรูขึ้นครองบัลลังก์นครปตานี มเหสีอุงงูพาพระราชธิดากูนิงเสด็จกลับมาประทับที่ปตานี ทรงปฏิบัติภารกิจในฐานะเป็นเจ้าหญิงรัชทายาท เนื่องเพราะราตูบีรูมิได้เสกสมรส มเหสีอุงงูถวายความจงรักภักดีแก่พระพี่นางโดยมิได้ทรงแข็งขืนคัดค้าน เมื่อราตูบีรูพระราชทานเจ้าหญิงกูนิงให้เสกสมรสกับออกญาเดโช เพื่อสานสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยา

ในราชพิธีฉลองการเสกสมรสอลังการระหว่างเจ้าหญิงกูนิงกับออกญาเดโช ไม่มีผู้ใดคาดเดาพระหทัยของมเหสีม่ายแห่งรัฐปะหังได้ว่าเป็นเช่นไร พระมเหสีสงบนิ่งอยู่ในความเงียบ ยอมรับพระบัญชาขององค์กษัตริยาบีรู ขณะที่เจ้าหญิงกูนิงนั้นเยาว์วัยเกินกว่าที่จะคิดถึงกาลภาคหน้าแห่งชีวิตสมรส. พระนางอุงงูทรงนิ่งสงบอยู่ในหนทางแห่งการทูต เพื่อแผ่นดินตราบจนสิ้นรัชสมัยของราตูบีรู

หากพลันที่ขึ้นครองบัลลังก์ปตานี ขุนนางและพสกนิกรจึงประจักษ์แจ้งถึงความในพระหทัยของราชินีอุงงูว่า ทรงเกลียดชังสยามเพียงใด พระนางทรงตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงศรีอยุธยา ไม่ยอมรับคำนำหน้าพระนาม "พระนางเจ้าหญิง" ที่กษัตริย์สยามทรงเรียกขานเจ้านครหญิงของปตานีตั้งแต่รัชสมัยของพระพี่นางฮิเจา ทรงยุติการส่งบุหงามาศราชบรรณาการไปถวายกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทั้งยังส่งกองทัพไปตีเมืองพัทลุงและนครศรีธรรมราชที่อยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยาด้วย

แผ่นดินปตานีในรัชสมัยของราชินีอุงงูระอุไปด้วยไฟสงครามผสานไฟแค้นในพระหทัย ราชินีอุงงูทรงเตรียมพระนครเพื่อการพร้อมรบอยู่เสมอ ทรงมีบัญชาให้สร้างกำแพงเมือง ๑๐ ชั้น ล้อมพระนครเพื่อป้องกันการโจมตีของกรุงศรีอยุธยา ป้อมปราการริมฝั่งน้ำปาปีรี ณ เวลานั้นถูกประดับด้วยปืนใหญ่ที่พร้อมจะสาดกระสุนใส่ข้าศึกตลอดเวลา

ช่วงปลายรัชสมัย องค์กษัตริยาทรงท้าทายพระราชอำนาจของเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ด้วยการประทานเจ้าหญิงกูนิงผู้เป็นภรรยาของออกญาเดโชให้เสกสมรสกับเจ้านครยะโฮร์

การเปิดศึกรบจากตำนานรักนี้ ทำให้แผ่นดินปตานีลุกเป็นไฟ กษัตริย์กรุงศรีอยุธยามีพระราชบัญชาให้ออกญาเดโชนำกองทัพประกอบด้วยไพร่พลกว่าครึ่งแสนมาตีเมืองปตานี ราชินีอุงงูทรงออกบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง มีสุลต่านยะโฮร์ ราชบุตรเขยพระองค์ใหม่นำทหารจากนครยะโฮร์ร่วมรบ ด้วยความแข็งแกร่งของกำแพงบีรู หัวใจสู้ของข้าแผ่นดิน และปืนใหญ่ศรีนครา ศรีปตานี และมหาเลลา ผสมกับการขาดประสบการณ์การรบทางทะเลของกองทัพกรุงศรีอยุธยา ทำให้ออกญาเดโชต้องถอยทัพกลับไปด้วยหัวใจแหลกสลาย

๑๘ เดือนหลังการศึก ราชินีอุงงูสิ้นพระชนม์ ทิ้งบัลลังก์ปตานีไว้ให้พระธิดากูนิงครอบครอง

ราชินีกูนิง : รักที่เลือกไม่ได้ และบทสุดท้ายของตำนานรักเพื่อแผ่นดิน
พุทธศักราช ๒๑๗๘

หลังพระราชพิธีฝังพระศพราชินีอุงงู สุลต่านยะโฮร์ทรงลามเหสีกูนิงกลับไปบริหารราชการแผ่นดินในรัฐยะโฮร์ของพระองค์ โดยขอให้พระมารดาและพระอนุชาประทับอยู่ต่อที่นครปตานี พร้อมทั้งทหารของนครยะโฮร์จำนวนหนึ่ง เพื่อถวายคำปรึกษาและอารักขามเหสีกูนิง ซึ่งได้รับการสยุมพรเป็นเจ้านครปตานีองค์ใหม่

เมื่อขึ้นครองบัลลังก์ สิ่งแรกที่ราชินีกูนิงทรงทำคือบริจาคราชทรัพย์ส่วนพระองค์เข้าพระคลังหลวง ซึ่งเล่ากันว่าทรัพย์สมบัติของพระนางนั้นมากมายมหาศาล ต้องใช้เวลาขนถึง ๓ วัน ๓ คืน. ตำนานนครรัฐปตานียังเล่าว่าราชินีกูนิงทรงเป็นเจ้านครที่มั่งคั่งที่สุด ทั้งจากราชทรัพย์ที่ตกทอดมาจากอดีตเจ้าผู้ครองนครหลายพระองค์ และจากกิจการค้าส่วนพระองค์. ในรัชสมัยของพระนาง, องค์กูนิงมิได้ทรงใช้งบประมาณจากพระคลังเลย ทรงมีรายได้จากการค้าขายพืชผลจากสวนเกษตรส่วนพระองค์ โดยมี "นักโฮดา ซันดัง"เป็นผู้จัดการผลประโยชน์ให้ ประชาชนเรียกนักโฮดา ซันดัง ผู้นี้ว่า "พ่อค้าของพระราชินี"

ยุคของราชินีกูนิงเป็นยุคที่การค้าของปตานีรุ่งโรจน์ที่สุด แต่เมื่อสุลต่านยะโฮร์ต้องกลับไปบริหารบ้านเมืองของพระองค์ พระอนุชาของสุลต่านได้ข่มเหงพระนาง หลังจากนั้นกลับเปลี่ยนผันปันใจไปมีสัมพันธ์สวาทกับนางดัง สีรัต นักร้องในคณะอุปรากรของวังหลวง ดัง สีรัต เป็นหญิงที่มีเสียงไพเราะมาก เจ้าชายยะโฮร์ทรงหลงใหลนางมาก ประทานทุกอย่างที่ดัง สีรัต ปรารถนาและวางแผนที่จะแยกไปตั้งเมืองใหม่และสถาปนานางเป็นพระชายา

พระมารดาของสุลต่านและพระอนุชาที่ยังประทับอยู่ที่ปตานีพร้อมพระนมของเจ้าชายเชื่อว่า นางดัง สีรัต ใช้มนต์ดำทำเสน่ห์ให้พระอนุชาลุ่มหลง บรรดาเสนาบดีและข้าราชบริพารในราชสำนักปตานีต่างไม่พอใจกับพฤติกรรมของเจ้าชายเมืองยะโฮร์ และเมื่อข่าวที่เจ้าชายจะสถาปนา ดัง สีรัต เป็นพระชายาแพร่สะพัดทั่วนครปตานี เหล่าเสนาบดีจึงเข้าเฝ้าเพื่อขอให้ราชินีกูนิงมีพระราชวินิจฉัย แต่พระราชินีกลับมอบหมายให้เป็นภารกิจของเสนาบดีที่จะตัดสินว่าจะจัดการอย่างไร เพียงแต่ขอให้ไว้ชีวิตของเจ้าชายไว้

เจ้าชายแห่งยะโฮร์มิทรงล่วงรู้ถึงแผนการใดของคณะเสนาบดีแห่งองค์ราชินีปตานี ด้วยอยู่ในภวังค์ลุ่มหลงนางดัง สีรัต เจ้าชายทรงเรียกคณะมนตรีแห่งนครรัฐเข้าเฝ้าและมีรับสั่งให้ตามเสด็จพระองค์ไป ณ ตัมบังงัน เพื่อร่วมพิธีสถาปนานางดัง สีรัต เจ้าชายเสด็จล่วงหน้าพร้อมนางดัง สีรัต และมหาดเล็กชาวอาเจะห์ของพระองค์ พร้อมไพร่พลทหารจากนครยะโฮร์ ประทับรอคณะเสนาบดีแห่งราชสำนักปตานีที่ไม่ปรากฏกายจวบจนราตรีผ่านพ้น

เจ้าชายทรงรับทราบข่าวร้ายเมื่อฟ้าสางว่า คล้อยหลังขบวนเสด็จของพระองค์ ราชสำนักปตานีสั่งปิดประตูเมืองและติดตั้งปืนใหญ่รอบป้อมเมือง พระองค์รับสั่งให้มหาดเล็กไปสืบข่าวและดูให้เห็นกับตา เมื่อทราบว่าข่าวร้ายเป็นจริง เจ้าชายทรงพานางดัง สีรัต โดยเสด็จมุ่งหน้าสู่ปาซีร์ เบนดาราจา (Pasir Bendaraja) ระหว่างทางขบวนเสด็จของพระองค์ถูกชาวปตานีตามไล่ล่า มหาดเล็กชาวอาเจะห์ของพระองค์ถูกฆ่า ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเจ้าชายทรงตัดสินพระทัยสังหารนางดัง สีรัต ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองที่หมู่บ้านตีนเขาตาบิห์ (Bukit Tabih) ศพของนางดัง สีรัต ถูกฝังไว้ ณ ตีนเขาตาบิห์แห่งนี้

เรื่องราวของเจ้าชายเมืองยะโฮร์และนางดัง สีรัต ถูกเล่าสืบต่อ ณ หมู่บ้านที่กลายเป็นสุสานของนางดัง สีรัต เป็นบทเพลงท้องถิ่นขับขาน ความว่า

กาลครั้งหนึ่งนานมา นกเขาตัวหนึ่งโรยแรงสิ้นลม ...เจ้านกเขาตกตายอยู่ใต้พุ่มไม้
กาลครั้งหนึ่งนานมา เจ้าชายแห่งนครยะโฮร์เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้ ...พระองค์เสด็จมาที่นี่และสังหารดัง สีรัต
จากนครปตานีสู่ตันหยง ...เจ้าชายถูกไล่ล่าแตกพ่ายไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้...

เมื่อฝังศพนางดัง สีรัต แล้ว เจ้าชายยะโฮร์ประทับช้างทรงบ่ายหน้าสู่เมืองสาย เมื่อราชินีกูนิงทรงทราบข่าว จึงมีพระบัญชาไปยังเจ้าเมืองสายให้จัดเตรียมเรือไว้ให้เจ้าชาย เจ้าชายและไพร่พลที่เหลือของพระองค์ลี้ภัยกลับถึงนครยะโฮร์อย่างปลอดภัยได้ด้วยเรือ ๒ ลำและเสบียงอาหารที่เจ้าเมืองสายจัดเตรียมไว้ให้ตามพระบัญชาของราชินีแห่งนครรัฐปตานี

บุหงามาศ-บรรณาการสานสัมพันธ์กับสยาม
ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปตานีในรัชสมัยพระมารดาอุงงูนั้นแสนขม บ้านเมืองไพร่พลต้องกรำศึกตั้งรับการรุกรานของสยามอยู่เสมอ แต่เมื่อองค์กูนิงขึ้นครองราชย์และกษัตริย์สยามทรงเปลี่ยนนโยบายแสดงพระราชประสงค์ที่จะรื้อฟื้นไมตรีกับปตานี โดยมีสุลต่านเมืองเคดะห์เป็นผู้เชื่อมสัมพันธ์ ราชินีพระองค์ใหม่จึงทรงโอนอ่อนเมื่อพระเจ้าปราสาททองทรงส่งคณะทูตจากสยามมาเข้าเฝ้า ราชินีกูนิงได้ทรงส่งคณะผู้แทนไปเยือนราชสำนักสยามเพื่อทูลถวายบุหงามาศเป็นบรรณาการสานสัมพันธ์สองนคราเช่นกัน และในปีพุทธศักราช ๒๑๘๔ พระนางเจ้าหญิงกูนิงได้เสด็จเยือนอยุธยา เพื่อตอกย้ำสัมพันธไมตรีที่ยุติสงครามระหว่างสยามกับปตานีตราบจนสิ้นรัชสมัยของพระนาง

ศึกสายเลือดเมืองกลันตัน กับบัลลังก์นครรัฐปตานี
ในฐานะเจ้าผู้ครองนครรัฐปตานี อันเป็นศูนย์กลางของสหพันธรัฐปตานี ราชากูนิงถูกเรียกร้องให้เข้าไปจัดการปัญหาความขัดแย้งในราชสำนักกลันตันซึ่งเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐปตานีที่จัดตั้งขึ้นในรัชสมัยของราชาบีรู, กษัตริยาองค์ที่ ๒ แห่งนครปตานี กับสุลต่านอับดุลกาเดร์ แห่งกลันตัน

แม้ว่าเงื่อนไขในการรวมตัวเป็นสหพันธรัฐปตานีนั้น ระบุว่าเมืองกลันตันยังคงอำนาจปกครองเหนือดินแดนตนเอง และจะไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการหรือภาษีจากกลันตันให้กับนครปตานี แต่เมื่อมีความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจปกครองเกิดขึ้นภายในราชสำนัก เจ้าผู้ครองนครรัฐปตานีใหญ่ (สหพันธรัฐ) ถูกเรียกร้องให้เข้าไปจัดการปัญหา

เรื่องราวความขัดแย้งภายในของเมืองกลันตัน เป็นความขัดแย้งระหว่างเชื้อสายของอดีตสุลต่านอับดุลกาเดร์ โดยเมื่อสุลต่านสิ้นพระชนม์ เกิดการแย่งชิงบัลลังก์กันระหว่างพระโอรสและพระอนุชาของสุลต่าน

ราชาอับดุลลอฮุ พระอนุชาของสุลต่าน ประกาศปลดปล่อยเมืองกลันตันออกจากนครปตานี ยึดอำนาจปกครองในเขตพื้นที่เมืองลอร์ และเมืองเยอลาซิน (Jelasin) ตรงไปยังตอนเหนือ. ฝ่ายราชาซักตีที่ ๑ พระโอรสของสุลต่าน ทรงยึดอำนาจปกครองบริเวณเมืองปังกาลันดาตู และพื้นที่ตอนใต้รวมทั้งหมดของพื้นที่กลันตันตะวันตก

ในช่วงต้นของรัชสมัยของพระนาง ปี พ.ศ. ๒๑๘๑ ราชินีกูนิงทรงได้ให้การรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ราชาซักตีที่ ๑ ว่าเป็นดาตูแห่งกลันตันที่ถูกต้อง แต่พระนางไม่ทรงจัดการใดๆ กับราชาอับดุลลอฮุที่แยกปกครองกลันตัน จนกระทั่งราชาอับดุลลอฮุสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. ๒๑๘๙ โดยมีราชาอับดุลราฮิมสืบต่ออำนาจ

การวางเฉยของราชินีกูนิงสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายราชาซักตีที่ ๑ และชาวเมืองกลันตันที่อยู่ข้างพระองค์ ราชาซักตีจึงทรงรวบรวมไพร่พลเข้าโจมตีสุลต่านอับดุลราฮิมก่อน เพื่อรวบรวมกลันตันให้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อสังหารสุลต่านอับดุลราฮิมแล้ว ราชาซักตีจึงทรงเดินทัพเข้าโจมตีอำนาจส่วนกลางที่นครปตานี ราชินีกูนิงทรงพ่ายแพ้ในการศึกครั้งนี้ ต้องเสด็จลี้ภัยมุ่งหน้าไปยังรัฐยะโฮร์ของอดีตพระสวามี

หากพระวรกายของพระนางมิอาจตรากตรำกับการเดินทางในสภาพขัดสน และต้องฝ่าคลื่นลมกลางทะเล พระนางทรงประชวรและต้องหยุดประทับพักที่เมืองปังกาลันดาตู ที่กลายเป็นที่ประทับของพระนางชั่วนิรันดร์ พระศพของพระนางถูกฝังไว้ ณ หมู่บ้านปันจอร์

ในที่สุด ตำนานของราชวงศ์ศรีมหาวังสาที่สร้างเมืองปตานี และตำนานรักและรบเพื่อแผ่นดินของสี่นางกษัตริย์แห่งอดีตนครรัฐปตานีที่เคยทรงอำนาจเหนือคาบสมุทรมลายู จึงได้จบลงที่หมู่บ้านชนบทริมฝั่งน้ำกลันตันแห่งนี้

ประวัติศาสตร์เมืองปัตตานียังคงมีเรื่องราวบอกเล่าอีกมากมายหลากหลาย มุสลิมมลายูปตานีในวันนั้นและในวันนี้แม้ประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองกลายเป็นเพียงตำนาน ปัตตานีในวันนี้ถูกผนวกผืนแผ่นดินเข้ากับราชอาณาจักรสยาม  แต่หลายคนที่ศรัทธาต่อองค์อัลเลาะห์และศาสนาอย่างแรงกล้า ก็อยากให้ผืนแผ่นดินมลายูปตานีฟื้นคืนสู่ความพิศุทธิ์อีกครั้ง ใครคนหนึ่งบอกว่า ผู้ที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนบนอุดมการณ์ทางศาสนานั้น การฆ่าพระ เณร ผู้หญิง เด็ก ผู้บริสุทธิ์ ถือเป็นบาป  การทำญิฮาดก็ต้องเพื่อศาสนาไม่ใช่เพื่อเป้าหมายทางการเมือง  และญิฮาดก็ไม่ได้หมายถึงสงครามนองเลือดเท่านั้น

ทำไมไม่ใช้วิธีการทางการเมือง เรียกร้องเป้าหมายทางการเมือง  ทำไมอ้างศาสนาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง  ไม่ว่าผืนแผ่นดินส่วนใดในโลกนี้  เราย่อมรู้กันอยู่ดีไม่ใช่หรือว่า โลกปัจจุบันยากที่จะพิศุทธิ์เสียแล้ว  ต่อให้เลือดทาทั่วทั้งแผ่นดินแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า

-------------------------

*อ้างอิง: สี่กษัตริยาปตานี : บัลลังก์เลือด และตำนานรักเพื่อแผ่นดิน  สุภัตรา ภูมิประภาส : นักวิชาการอิสระ

โดย littlestar

 

กลับไปที่ www.oknation.net