วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ไชยา สะสมทรัพย์” รวยมาจากไหน?


“ส่วนที่ห่วงว่าอาจมีการล็อบบี้ให้ยกเลิกซีแอลนั้น ขอบอกว่า บริษัทยายังไม่รวยเท่าผม ไปดูบ้านผมซิ บริษัทยายังไมถึงขนหน้าแข้งของผมเลย”

คำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุขอย่าง “ไชยา สะสมทรัพย์” ที่มีกระแสข่าวว่าเตรียมออกมาทบทวนการทำ CL ยาของผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งเป็นผลงานในสมัย “นพ.มงคล ณ สงขลา” ในรัฐบาลสุรยุทธ จุลานนท์

คุณไชยาอ้างว่า การประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา แม้จะประหยัดงบประมาณ  แต่ก็ทำให้กระทรวงพาณิชย์ เสียหายเพราะถูกระงับการส่งออกเป็นหมื่นล้านแสนล้านบาท

“การที่จะช่วยผู้ป่วยเข้าถึงยาแล้วทำประเทศเสียหายทั้งประเทศ ผมยอมไม่ได้ ซึ่งผลกระทบไม่ได้กระทบกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง แต่ไปกระทบที่กระทรวงพาณิชย์ และไม่ต้องห่วงเรื่องการเข้าถึงยา เพราะรัฐบาลจะดำเนินการวิธีการอื่นแทน เพราะเมื่อดูจำนวนผู้ป่วยมะเร็ง ขณะนี้มีเพียง 12,000 รายเท่านั้น”

“สำหรับการทบทวนซีแอลนั้น ยืนยันว่าผมจะไม่เห็นฝรั่งตาน้ำข้าวดีกว่าคนไทย”

สำนวนนักการเมือง... อย่าไปเชื่อถือมาก ไม่เชื่อหรอกว่า ผู้ป่วยมะเร็งมีเพียง 12,000 ราย แถมด้วยคำว่า “ฝรั่งตาน้ำข้าวดีกว่าคนไทย” แล้วทำไมต้องห่วงเรื่องจะถูกระงับการส่งออก ซึ่งแบบนั้นเท่ากับว่าประเทศเหล่านั้นไม่เป็นธรรมทางการค้ากับเราหรอกหรือ

ผมไม่รู้ว่า “รัฐบาลสมัคร” วันนี้จะขี้เหร่มากกว่าคำพูดของ “ผู้จัดการรัฐบาล” อย่างคุณสมัคร เพราะขนาดเอา “หมอลดความอ้วน” กับ “นางพยาบาล” มาดูแลด้านการคลัง กระทรวงเกรดเอบวกแล้ว ยิ่งมาเจอคนๆ นี้ แล้วยิ่งน่าอนาถเข้าไปใหญ่ เพราะหากใครเป็นคนนครปฐมคงรู้กิตติศัพท์ถึงอิทธิพลแบบ “ยกตระกูล”

แม้ว่าการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของรัฐบาลสมัครจาก ปปช. เท่าที่สำรวจตรวจสอบจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่ได้ข่าวเก่าๆ เห็นว่าบ้านของ “เผดิมชัย สะสมทรัพย์” พี่ชายร่วมตระกูลถูกยกเค้า ในสมัยที่อยู่พรรคเอกภาพ แถมมีการแจกแจง “บัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน” ซึ่งมีเงินในระดับหลักสิบล้าน

แต่ก็ยังน้อยกว่า “บริษัทยา” หลายแห่งในโลกใบนี้...

ที่น่าสังเกตมากกว่านี้ก็คือ เมื่อเดือนกันยายน 2544 กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และ ป.ป.ง.รวมทั้งตำรวจภูธรภาค 7 นำกำลังทหาร-ตำรวจตามแผนเฉพาะกิจ “อินทนน 44” กว่า 700 นาย พร้อมเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ เข้าตรวจค้นอย่างละเอียดบริเวณ “บ่อฝังกลบขยะ” นับพันไร่ของ “อนุชา สะสมทรัพย์” น้องชายนายไชยา ทำการจับกุมแรงงานต่างด้าวและผู้ต้องหาคดียาเสพติดนับสิบราย

ขณะเดียวกัน ตำรวจได้บุกค้นบ้านนายก อบจ. รองนายก อบจ.นครปฐม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ สจ.ยึดทรัพย์สินทั้งเงินสด บัญชีธนาคาร และทรัพย์สินอื่นๆ ไว้ตรวจสอบ ซึ่งเป็นไปตามยุทธการกวาดล้างตรวจค้นแหล่งต้องสงสัยฟอกเงิน ทั้งนี้การตรวจค้นดังกล่าวไม่ใช้ตำรวจจาก จ.นครปฐม เพราะส่วนใหญ่มีความใกล้ชิดกับนักการเมืองเจ้าของพื้นที่ อาจจะทำให้ข่าวรั่วถึงหูเสียก่อน

แต่ผลการตรวจค้นกลับไม่พบอะไร มิหนำซ้ำตระกูล “สะสมทรัพย์” ออกมาโวยวาย แถมท้ายผู้กำกับการตำรวจภูธรภาค 7 อย่าง “พล.ต.ท.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ” ถูกทุบป้ายชื่อ และหลังจากที่ รมต.มหาดไทย “ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” ออกมาอภิปรายกลับไปว่า “ตำรวจทำตามหน้าที่” ก็ทำให้ทั้ง “เผดิมชัย-ไชยยศ” ไม่พอใจและออกมาเปิดศึกปะทะกัน จนหัวหน้าพรรคอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ต้องสงบศึกด้วยการเตรียมเอาเรื่องกับตำรวจ

“... กลั่นแกล้งตระกูลสะสมทรัพย์ โชว์ผลงานให้นายเห็นในช่วงฤดูโยกย้าย หวังให้ตัวเองได้รับตำแหน่ง แต่กลับทำให้วงศ์ตระกูลของผมได้รับความเสียหายป่นปี้ โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ธีรวุฒิ ผู้บัญชาการภาค 7 เป็นคนหูเบาได้รับข้อมูลมาผิดๆ จากคู่แข่งทางการเมืองของตนที่เป็น ส.ส.สอบตก ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด แถมยังยกกำลังมากมายราวกับอาชญากร ค้นบ้านที่เป็นหัวคะแนนและคนสนิทของตนแทบทั้งสิ้น ...”

คำพูดที่ระบายออกมาอย่างไม่พอใจของ “ไชยา สะสมทรัพย์” ซึ่งในขณะนั้นเป็น ส.ส.เขต 4 จ.นครปฐม พรรคไทยรักไทย กล่าวหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว

ในขณะนั้น ตำรวจภูธรภาค 7 ถือได้ว่ามีผลงานในการกวาดล้าง “ผู้มีอิทธิพล-ซุ้มมือปืน-ยาเสพติด” ในเขตนครปฐม โดยเฉพาะการจับกุมหลานของนายไชยาที่ชื่อ “คณิน (แหลม) ลักษณ์ในธรรม” ในคดีข่มขืนร่วมกันพรากผู้เยาว์ และร่วมกันฆ่า ทั้งนี้ยังพบว่านายคณินยังมีส่วนพัวพันหรือรู้เห็นคดีต่างๆ อีกหลายคดี แต่ผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความ และยังพบว่าผู้ต้องหาร่วมคดียังอาศัยบารมีของผู้กว้างขวางในพื้นที่

แต่แล้วตระกูล “สะสมทรัพย์” ตกเป็นข่าวอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภาค 7 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวม 7 นาย เข้าจับกุมตัว “อนุชา สะสมทรัพย์” น้องชายนายไชยา ที่ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ถนนเพชรเกษม ต.ท่าตำหนัก อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เพราะเข้าใจว่าเป็นคนร้ายลักลอบขนยาเสพติด

แม้จากการตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่นายอนุชาได้เข้าแจ้งความว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ “ทำเกินกว่าเหตุ” เพราะมีการชักปืนมาจ่อที่ศีรษะ ทั้งที่ตนไม่มีปืน และยังถูกเจ้าหน้าที่ใช้ปืนมาจ่อหัว อีกด้วย นอกจากนี้จากกรณีการ “ค้นบ่อขยะ” ของนายอนุชาที่มีอยู่เดิม ทำให้ตระกูล “สะสมทรัพย์” ที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.เกิดความไม่พอใจมากขึ้นไปอีก

บารมีของตระกูลสะสมทรัพย์ ทั้ง “ไชยยศ-เผดิมชัย-ไชยา” ผ่านสนามเลือกตั้งมาแล้วโดยได้รับเลือกตั้งในตำแหน่งสำคัญๆ โดยมีน้องชายอย่าง “อนุชา” เจ้าของกลุ่ม 79 คุมธุรกิจที่มีอยู่หลายแห่งในนครปฐม ถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะธุรกิจ “ปั้มน้ำมัน” และ “ค้าหินค้าทราย” จนกระทั่งขยับขยายธุรกิจตั้งแต่ “โชว์รูมรถยนต์” และ “รับกำจัดขยะ” จนกระทั่งมีทุนจดทะเบียนรวมกันนับพันล้านบาท

เมื่อมาดูข้อมูลใน มติชน 11 กันยายน 2544 พบว่าตระกูลนี้เปิดกิจการมาแล้ว 16 บริษัท รวมทั้งบริษัทที่คนในตระกูลถือหุ้นและเป็นกรรมการมีมากกว่า 25 บริษัท แต่บางบริษัท “ไม่ระบุว่าทำกิจการอะไร” จนปิดตัวเองในเวลาต่อมา บางบริษัทมีทรัพย์สินสุทธิแบบ “ก้าวกระโดด” มากถึง 20 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ในปีที่ผ่านมา “ไม่มีรายได้” และมีดอกเบี้ยค้างจ่าย 4,000 บาทเท่านั้น

บางบริษัทจดทะเบียนและทำกิจการเหมือนกัน และที่น่าสนใจก็คือ บางบริษัทพบเรื่องอื้อฉาว โดยเฉพาะ “บริษัทลำเลียงชัย” เมื่อครั้งยื่นซองประกวดราคาจ้างเหมาขนขยะของ อบจ.นนทบุรี จนถึงขั้นมีอดีตตำรวจซึ่งเป็นคนรับใช้เข้าไป “ชกต่อย” คนของบริษัทคู่แข่งมาแล้ว

จากคำพูดที่ว่า “บริษัทยายังไมถึงขนหน้าแข้ง” เมื่อมองย้อนในอดีต อาจจะทำให้เราเห็นว่า ตระกูลดังของนครปฐมที่ชื่อว่า “สะสมทรัพย์” นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน นอกจากเกียรติประวัติที่เป็นถึง “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม” มาถึงสองคราวในคนละคน

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net