วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จดหมาย(รัก)จากปักกิ่ง & (พยาน)รักจากอลาบามา


Letter from Peking ที่เขียนโดย Pearl S.Buck เป็นหนึ่งในหนังสือที่ฉันรักมากที่สุด จำได้ว่าอ่านครั้งแรกในห้องสมุดตอนเรียนมหาวิทยาลัยในปีหนึ่ง ตอนที่อ่านเป็นฉบับแปลภาษาไทย อ่านแล้วซาบซึ้งก็อยากได้ต้นฉบับมาอ่านบ้าง

เดินเข้าร้านหนังสือเก่าหลายแห่งทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ก็หาไม่เคยเจอ จนกระทั่ง เมื่อมีผู้ชายอเมริกันแวะเวียนเข้ามาในชีวิต สิ่งที่ได้ต้องการและขอให้เขาหาให้ก็คือ หนังสือเล่มนี้

เขาสมัครเป็นสมาชิกร้านหนังสือเก่า ซึ่งเป็นเชนหนังสือมือสองใหญ่สุดของอเมริกาในร้านหนังสือใกล้ที่ทำงานในอลาบามา เขาบอกกับฉันว่า ทางร้านแปะประกาศว่า Wanted to buy ให้ ซึ่งไม่รู้จะได้เมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยก็คือ ทุกครั้งที่เดินทางไปที่ไหนจะสอบถามหาหนังสือเล่มนี้จากร้านหนังสือในทุกๆเมือง ไม่เว้นแม้แต่ปักกิ่ง ฉันบอกเขาว่า ฉันก็ทำอย่างเดียวกันที่ปักกิ่ง แต่ก็กลับมามือเปล่า

ปลายฤดูฝนของปี 1998 คืนหนึ่งเขาโทรมาบอกว่า ตอนนี้มีหนังสือเล่มนี้แจ้งเข้ามาในระบบแล้ว แต่อยู่ไกลถึงไวโอมิง ต้องรออีกสามสี่วัน หนังสือจึงจะมาถึงร้านในเมืองที่เขาอยู่

จำได้ว่า ตอนนั้นดีใจมากที่รู้ข่าว และเฝ้าคอยการมาถึงของหนังสือเล่มนี้ออย่างใจจดจ่อ เขาบอกว่า ฉันจะเป็นเจ้าของคนที่สองต่อจากเจ้าของเดิม

เมื่อ UPS นำพัสดุมาส่งให้ ก็พินิจพิเคราะห์และดีใจจนบอกไม่ถูก ใช้เวลานานนับ 5 ปี ตั้งแต่ฉันบอกเขาวันแรก จนถึงวันที่ได้ครอบครองหนังสือเล่มนี้ รวมเวลาทั้งพยายามเสาะหาเอง ตั้งแต่ตอนเรียน จนกระทั่งได้เป็นเจ้าของก็นับรวมเกือบสิบปี ถ้ามี Amazon ให้สืบค้นข้อมูลอย่างทุกวันนี้ ฉันคงไม่ต้องรอนานขนาดนั้น

หนังสืออยู่ในสภาพดีมาก เป็นหนังสือปกแข็ง มีแจ๊กเก็ตห่อหุ้มปกทีทำด้วยผ้าสีแดงซึ่งตอนนี้ กลายเป็นสีส้มไปเสียแล้ว ตัวหนังสือสีทองเขียนไว้ตรงกลางเล่มว่า  Letter from Peking  ฉันสังเกตุว่า สมัยก่อนเครื่องจักรตัดกระดาษคงยังไม่คมเท่าไหร่ เพราะขอบกระดาษที่ตัดไม่สม่ำเสมอ เหมือนตัดด้วยเลื่อยทื่อๆยังไงก็ไม่รู้


หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ครั้งแรกในปี 1957 เมื่อเปิดไปหน้าที่สองจะมีชื่อเจ้าของเดิมเขียนไว้ด้วยหมึกสีน้ำเงินว่า Dorothy M. Gay  เหนือชื่อเธอเล็กน้อย มีสติกเกอร์ชื่อร้าน บรรทัดถัดมาเขียนว่า The First Edition และราคา $29.95

ปีนี้หนังสือที่ฉันเพิ่งอ่านสักครู่จะมีอายุ 51 ปี แม้จะเก่าเหลืองไปตามกาลเวลา แต่ตัวหนังสือยังคมชัด และที่สำคัญไม่ใช้กระดาษรีไซเคิลอย่างที่หนังสือนวนิยายและเรื่องสั้นต่างประเทศเดี๋ยวนี้ผลิตออกมาขาย บางเล่มซื้อมาสองสามปี อ่านยังไม่จบ ก็ต้องโยนทิ้งเพราะตัวมอดเล็กๆกัดกินหนังสืออยู่ข้างใน และทุกครั้งที่เปิด อาการคัดจมูก หายใจไม่ออกจะก็เริ่มขึ้น ฉันจำใจต้องทิ้งหนังสือไปหลายเล่มเมื่อวันสิ้นปี เพราะทนเก็บต่อไปไม่ไหว

ฉันอ่านเรื่องนี้หลายรอบ อ่านทีไรน้ำตาไหลทุกที ความรู้สึกเดิมๆไม่เคยเปลี่ยน มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสภาวะอารมณ์ ณ ขณะนั้น

ปกหน้าดีไซน์เป็นจดหมายเขียนด้วยลายมือว่า

My dear Wife:
First before I say what must be said, let me tell you that I love only you. Whatever I do now, remember that it is you I love................

แค่นี้ก็สะกดคนอ่านให้อยากรู้ความเป็นไปของเนื้อหาข้างในเยอะแล้ว


ฉันชอบถ้อยคำเปิดเรื่อง......................
The year is 1950, the month is September and the day the twenty-fifth. The place?  It is the valley in the mountain of Vermont, where I was born and where I lived my childhood through.....

ฉันมักจะยึดโยงความรู้สึกกับเวลา วัน เดือน ปี ฤดูกาล ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทุกสิ่งรอบๆตัวดูมีเรื่องราวไปเสียหมด

ฉันให้เพื่อนๆยืมหนังสือเล่มนี้ไปอ่านหลายคน ผ่านมือเพื่อนฝรั่งผู้หญิงสิบกว่าคน และเพื่อนคนไทยในจำนวนที่เกือบเท่าๆกัน ผู้หญิงที่อ่านทุกคนบอกว่า Buck เขียนได้กินใจมากๆ

หนังสือเล่มนี้ มีอิทธิพลกับฉันต่อการสร้างมุมมองความรักที่เปิดกว้าง ฉันยอมที่จะให้คนอื่นครอบครองผู้ชายที่ฉันรัก หากสภาวะเหตุการณ์ไม่เอื้ออำนวยทำให้ต้องพลัดพรากและไม่ได้อยู่ด้วยกัน ฉันยินดีที่จะให้คนอื่นดูแลเขาเพราะฉัน"ไม่สามารถ" หรือด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่

ฉันเชื่อในเรื่อง Unconditional Love หรือความรักที่ไม่มีเงื่อนไข เพราะความรักที่ดี น่าจะต้องการเห็นคนที่เรารักมีความสุข มากกว่าที่จะดึงเขาไว้กับเรา โดยที่เราเป็นสุขอยู่เพียงฝ่ายเดียว และฉันเชื่ออีกว่า คนสองคนที่เคยมีความรู้สึกดีๆต่อกัน จะยังคงรู้สึกดีๆต่อกันอยู่ หากไม่มีเรื่องร้ายแรงให้บาดหมาง ไม่ว่าเวลาจะผ่านเลยไปนานสักแค่ไหนก็ตาม

เมื่อคืน ฉันส่งอีเมล์ถึงคนที่เคยหาซื้อหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณอีกครั้งที่ยังมอบหนังสือดีๆทิ้งไว้ให้ และหวังว่า เขาคงจะสบายดี หลังจากที่ไม่เจอหน้าหรือทราบข่าวคราวใดๆเลยมาเป็นเวลานานกว่าสี่ปี

ป่านนี้ เขาคงเข้าใจแล้วว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงาน มีรายได้เป็นของตนเอง และปฏิเสธการไปมีสถานะแม่บ้านเฉยๆนั้น เป็นเรื่องลำบากใจที่จะยอมรับ

ฉันคงอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่กับบ้านจนจบ พร้อมๆกับฟัง Violin Concerto  No. 1. ของ Max Bruch แทนการออกไปฉลองวันแห่งความรักกับใครๆ

ป.ล.
แต่.......... ถ้าย้อนเวลาไปได้อีกครั้ง หากกลับมาถามใหม่ ฉันอาจจะเปลี่ยนใจไปเป็นแม่บ้านเฉยๆก็ได้ เขียนบล็อกอย่างเดียว ไม่ต้องวุ่นวายใจเรื่องงานและค่าใช้จ่ายจุกจิกให้ปวดหัว

เพราะตอนนี้ รถไฟเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีไปนานโข และนายสถานีก็เก็บของกลับบ้านไปนานแล้วเช่นกัน

Pearl S. Buck

More details and plot summary: http://en.wikipedia.org/wiki/Letter_from_Peking

โดย Francesca

 

กลับไปที่ www.oknation.net