วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชง ภูพระบาท มรดกโลกปี 51 เทียบ สโตนเฮด


ชง ภูพระบาท มรดกโลกปี 51 เทียบ สโตนเฮด


ภูพระบาท

          นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ว่า กรมศิลปากรอยู่ในขั้นตอนของการเสนอข้อมูล รายละเอียดในการเสนอให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เป็น "มรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ" ที่ผ่านมาได้เสนอชื่อผ่านคณะกรรมการมรดกโลก องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม หรือยูเนสโกประจำประเทศไทย เพื่อส่งไปให้คณะกรรมการมรดกโลกชุดใหญ่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสแล้ว

          ต่อมาคณะกรรมการดังกล่าวได้ส่งแบบฟอร์มให้เสนอรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมแล้วก่อนนำเสนอที่ประชุมใหญ่พิจารณาแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติทั่วโลกประจำ ปี 2551 เดือนมิถุนายน ที่ประเทศแคนาดา

          นายเกรียงไกร กล่วถึงปัจจัยที่สมควรเสนอภูพระบาทเป็นมรดกโลกว่า มีแหล่งธรรมชาติ แหล่งวัฒนธรรมโบราณ แหล่งพุทธศาสนสถาน ปรากฏอยู่ในรูปเพิงโขดหินต่างๆ มารวมกันอยู่ในแหล่งพื้นที่เดียวกัน ถ้าจะเทียบก็เหมือน "สโตนเฮนจ์" แท่งหินตั้งเรียงรายในประเทศอังกฤษ แต่ภูพระบาทของไทยมีภาพเขียนสีโบราณ นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่ประมาณ 3,000- 2,500 ปีมาแล้ว ยังไม่รู้จักตัวหนังสือได้เขียนเป็นภาพฝ่ามือ ภาพคน ภาพสัตว์ บางภาพยังสะท้อนให้เห็นการดำรงชีวิตของคนและสัตว์ในสมัยนั้นได้อีกด้วย

          จากนั้นเป็นยุคที่ 2 ศาสนาเข้ามาได้แปลงโขดหินมาเป็นพุทธรูปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และนำหินมาใช้เป็นใบเสมาเพื่อแสดงขอบเขตศาสนสถาน

          อธิบดีกรมศิลปากรกล่าวอีกว่า ในปัจจุบันกรมศิลปากรอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติภูพระบาทไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติ เนื่องจากเป็นแหล่งภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์อายุประมาณ 3,000-2.500 ปี แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งที่สมบูรณ์ของไทยและเอเชีย มีภาพเขียนกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า 45 แห่งภายในพื้นที่ประมาณ 3,430 ไร่ และมีโบราณสถานอีก 23 แห่งซึ่งเป็นศาสนสถานพุทธศาสนาเพิงหินโขดหินที่คนโบราณดัดแปลงโดยการสกัดกะเทาะเป็นห้องๆ ทำใบเสมาล้อมรอบและแวดล้อมธรรมชาติป่าโปร่ง ประเภทป่าไม้เต็งรัง ไม้ดอกที่เป็นสมุนไพร และกล้วยไม้ป่า

ภูพระบาท

ความเป็นมาของอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท

          อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ตั้งอยู่ที่บ้านติ้ว หมู่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี โดยอยู่ในความดูแลของกรมศิลปกร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2524 และเปิดเป็นทางการเมื่อ 26 มิถุนายน 2535 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 3,430 ไร่ เดิมชื่อ "ภูกูเวียง" อยู่ในแนวเทือกเขาภูพาน เป็นทิวเขาที่ไม่สูงนัก

          โดยเฉลี่ย 300-500 เมตร ทอดยาวจากจังหวัดอุบลราชธานี มายังมุกดาหาร กาฬสินธิ์ สกลนคร และอุดรธานี ซึ่งในปัจจุบันรวมถึงจังหวัดหนองบัวลำภูด้วย สภาพของป่าเป็นป่าป่าเบญจพรรณ ไม้ส่วนมากเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น มะค่า เต็ง รัง ขิงชันแดง ประดู่ เป็นต้น  เป็นแหล่งพบหลักฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีมนุษย์อยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และติดต่อเรื่อยมาถึงสมัยล้านช้าง และอยุธยา

          ภูพระบาท เป็นเขาแห่งหนึ่งที่มีหินรูปร่างประหลาดแปลกตา เช่นเดียวกับในอุทยานอีกหลายแห่ง โดยเฉพาะในภาคอีสาน เช่นที่อำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ หรือ ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น ซึ่งล้วนเกิดจากขบวนการทางธรรมชาติ แต่มนุษย์หลายสมัยได้เข้ามาให้ความหมายกับภูเขาแห่งนี้ พร้อมทั้งทิ้งร่องรอยวัฒนธรรมไว้ให้ชมจนถึงปัจจุบัน 

          ซึ่งมนุษย์เป็นผู้สร้างความหมายใหม่ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยว ศึกษาหินรูปร่างประหลาดเหล่านี้ให้ย้อนกลับไปสัก 100 ล้านปี  ตั้งแต่เชื่อกันว่า ดินแดนแถบภูพระบาทนี้ยังมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ เมื่อความร้อนในแผ่นดินสูงขึ้น น้ำแข็งเริ่มละลายไหลลง ทำให้ครูดกับแผ่นดินแผ่นหิน ทำให้รูปร่างหินเหล่านั้นแปรสภาพเปลี่ยนรูปร่างไป กลายเป็นรูปร่างประหลาดๆ ให้ผูกเป็นนิยายให้คล้องจองกันได้ และในเวลานั้นยังไม่มีมนุษย์เกิดขึ้น

ภูพระบาท

          แม้จะล่วงเข้ามาในยุคล้านปีที่ผ่านมา ก็เชื่อว่ายังไม่มีมนุษย์ที่ภูพระบาท ซึ่งตอนนั้นชื่อก็คงยังไม่มีเพราะไม่มีมนุษย์มาตั้งให้ เมื่อมีมนุษย์เกิดขึ้นในโลกกระจายอยู่ทั่วไป เชื่อกันว่าดินแดนอีสานเป็นส่วนหนึ่งที่มีมนุษย์ยุคแรกๆ ที่เรียกว่า ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่ามีมนุษย์เข้ามาอยู่อาศัยในราว 2,000-3,000 ปีมาแล้ว เนื่องจากพบภาพเขียนสีบนผนังหินมากมายหลายแห่ง เป็นภาพเขียนสีแบบเดียวกับที่พบในแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ทั่วไป เช่นที่ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น

          เข้าใจกันว่ามนุษย์ยุคประวัติศาตร์ที่อาศัยอยู่รอบๆ ภูพระบาทนี้คงมีความเชื่อว่า ภูพระบาทเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาจจะเป็นด้วยรูปลักษณะที่พิกลๆ ประหลาดของเสาหิน หรือเพิงหินบนเขา ซึ่งมองดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าไปตั้ง ไปซ้อนกันโดยธรรมชาติได้อย่างไร มนุษย์นั้นจึงอาจจะเชื่อว่านี่คือ ''หลักของโลกและประตูสู่บาดาล'' ก็เป็นได้

          มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์คงต้องใช้ภูพระบาทที่มีลานหินกว้าง มีเพิงหินเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งเมื่อประมาณ 1,000 ปีที่ผ่านมา พุทธศาสนาได้แพร่หลายเข้ามายังเอเซียอาคเนย์ พร้อมกับรูปแบบศิลปแบบใหม่ที่เรียกว่า แบบ "ทวาราวดี"  เชื่อว่าทำให้ชุมชนแห่งนี้รับเอามาผสมผสานกับความเชื่อถือดั้งเดิมเกิดเป็น พุทธแบบทวาราวดี ซึ่งจะเห็นได้จากเสนาหินรอบเพิงหินหลายแห่ง และรูปลักษณะพระพุทธรูปบางองค์เป็นแบบทวาราวดี และเมื่อวัฒนธรรมของขอมแพร่เข้ามา ก็ส่งอิทธิพลความเชื่อแบบฮินดู หรือพรามหณ์ มาสู่ชุมชนภูพระบาท ดังจะเห็นได้จากการดัดแปลงพระพุทธรูปให้กลายเป็นเทวรูปที่ถ้ำพระ 

          มีการแกะสลักผ้านุ่งของเทวรูปให้เป็นแบบของขอม และนักโบราณคดีเชื่อว่าศิลปที่พบที่ภูพระบาทนี้ ได้รับอิทธิพลมาจากล้านช้างและกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณพุทธศตวรรษที่ 22-23 และสิ้นสุดการเปลี่ยนแปลงในยุคของอยุธยาตอนปลาย ต่อจากนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก จึงถือว่าเป็นอุทยานประวัติศาตร์ แต่ยังไม่ถึงขนาดเป็นมรดกโลกเหมือนอย่างในบ้านเชียง อำเภอหนองหาน



ข้อมูลและภาพประกอบจาก

โดย TPS@AMiBA

 

กลับไปที่ www.oknation.net