วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กว่าจะมาเป็น"ติมอร์เลสเต"


จริงๆวันนี้ข่าวใหญ่ที่ใกล้บ้านเราที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องที่ประธานาธิบดีโฮเซ่  รามอส  ฮอสตาร์ของตีมอร์เลสเตโดนลอบสังหารโดยกลุ่มกบฎ  ซึ่งท้ายที่สุดทางการก็ควบคุมสถานการณ์ได้  ส่วนนายกรัฐมนตรีก็ถูนำตัวเข้าไปรักษาที่ประเทศออสเตรเลียในที่สุด  ซึ่งตอนนี้อาการยังหน้าเป็นห่วงมาก


Jose Ramos Horta
หากย้อนกลับไปสี่ถึงห้าปีที่แล้วประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่อยู่ในสายตาของชาวโลกเพราเป็นประเทศเกิดใหม่ล่าสุดของศตวรรษที่ 21  วันนี้เพื่อเป็นการเพิ่มเติมความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศติมอร์เลสเตได้ดีขึ้นผมจึงใคร่นำเสนอเรื่องราวของประเทศนี้โดยสังเขป

ประเทศติมอร์เลสเต  หรือติมอร์ตวันออกตั้งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  มีพื้นที่ติดกับประเทศอินโดนีเซียคือรัฐติมอร์ตะวันตก  มีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 15,410 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น  และที่สำคัญอยู่ใกล้กลับเมืองดาร์วินของออสเตรเลียเพียงประมาณ   640 กิโลเมตรเท่านั้น

คำว่าติมอร์เป็นภาษามลายูหรืออินโดนีเซียมีความหมายว่าตะวันออกซึ่งตามภาษามลายูจะออกเสียงว่าติโมร  ซึ่งต่อมาเพื้ยนเป็นติมอร์ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส  ซึ่งประเทศนี้อยู่ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย  ทางอินโดนีเซียเลยเรียกว่าติมอร์ติโมร(ติมอร์ตะวันออก)  และติมอร์บารัท(ติมอร์ตะวันตก)ซึ่งปัจจุบันยังเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซีย

เชื่อกันว่าผู้คนเดิมของติมอร์เป็นผู้อพยพย้ายถิ่นมาพร้อมๆกับกลุ่มพื้นเมืองอื่นๆของทางออสเตรเลียและนิวกีนี  ชาวติมอร์เลสเตส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายมาเลนีเซียน(กลุ่มเดียวกับคนมาเลย์) ว่ากันว่ากลุ่มนี้เข้ามาตั้งถิ่นฐานประมาณ  40,000 ปีมาแล้ว  ส่วนพวกที่สองคือกลุ่มชาติพันธุ์ออสโตรนีเซียน  พวกนี้เข้ามาประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งมีบทบามมากในการเกษตรกรรมของติมอร์  ส่วนพวกที่สามคือโปรโตมาเลย์ซึ่งอพยพมาจากทางใต้ของจีน และทางเหนือของอินโดจีน

ติมอร์ได้ผนวกเข้ากับเครือข่ายด้านการค้าของจีนและอินเดียในศตวรรษที่สิบสอง  นักสำรวจชาวยุโรปยุคแรกรายงานว่าในช่วงศตวรรษที่สิบหกมีกลุ่มชนเผ่าหลายกลุ่มที่มีผู้นำเผ่าหรือมีเจ้าชายปกครอง  ซึ่งหนึ่งในนั้นคือราชอาณาจักรเวหาเรตั้งอยู่ทางตอนกลางของติมอร์  มีเมืองหลวงคือ ลารันตั้งอยู่ทางตะวันตก


Xanana  Gusmao
ต่อมาเป็นยุคที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกส  โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่เข้ามายึดครองพื้นที่ในคาบสมุทรมาเลย์ซึ่งพวกเขาได้เริ่มเข้ามาในศตวรรษที่สิบหก  พวกเขาตั้งฐานไว้ที่เกาะโมลุกกะและที่ติมอร์ รวมทั้งเกาะรอบๆบริเวณนี้ด้วย 

ต่อมาในช่วงที่แฮบสเบริกปกครองโปรตุเกสฐานต่างๆได้ถูกทำลายลงไปและยังตกอยู่ภายใต้การปกครองของดัชในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเจ็ดอีกด้วย  ต่อมาพื้นที่ดังกล่าวก็กลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสอีกในปี  1702    ต่อมาเนเธอร์แลนด์ได้ปกครองดินแดนครึ่งหนึ่งของเกาะทางตะวันตก  โดยได้การปกครองอย่างเป็นทางการเมื่อได้ลงนามในสนธิสัญยาลิสบอนเมื่อปี  1859  และการแบ่งเขตแดนของสองติมอร์อย่างเป็นทางการนั้นอยู่ในสนธิสัญญากรุงเฮก เมื่อปี    1916  ซึ่งเส้นแบ่งเขตแดนดังกล่าวก็ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ในปี 1941 ติมอร์ในส่วนของโปรตุเกสได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมชั่วครวของดัชและออสเตรเลีย  โดยที่ทั้งสองประเทศพยายามที่จะป้องกันการรุกเข้ามาในเกาะแห่งนี้ของกองทัพญี่ปุ่น  ผู้ปกครองของโปรตุเกสได้ประท้วงการยึดครองดังกล่าว  และกองทัพดัชได้กลับสู่ที่ตั้งในส่วนของติมอร์ตะวันตกในที่สุด  กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาและขับกองทัพเล็กๆของออสเตรเลียออกไปจากเมืองดีลีอย่างง่ายดาย  ซึ่งต่อมาพื้นที่ที่เป็นเนินเขาได้กลายเป็นสนามรบแบบกองโจรในที่สุดและที่แห่งนี้รู้จักกันในนามของ "สงครามแห่งตีมอร์"  การศึกในครั้งนี้ที่มีความร่วมมือของสัมพันธ์มิตรและหน่วยกล้าตายชาวติมอร์ทำให้ชาวติมอร์เสียชีวิตไปประมาณ 40,000-70,000 คน ซึ่งต่อมาหลังจากสงครามยุติโปรตุเกสก็เข้ามายึดครองที่แห่งนี้อีกครั้ง


Mari  Alkatiri
โปรตุเกสปกครองติมอร์ตะวันออกอย่างหลวมๆ  กระบวนการปลดปล่อยให้ติมอร์ได้รับอิสระเกิดขึ้นในปี 1974 ซึ่งในช่วงนั้นเกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ(เกิดการปฏิวัติคาร์เนชั่น)  จนในที่สุดโปรตุเกสก็สละติมอร์  และติมอร์ก็ได้ประกาศเอกราชในวันที่ 28   พฤศจิกายน 1975  หลังจากนั้นเพียงเก้าวันอินโดนีเซียก็ยกกองกำลังเข้ามายึดครองติมอร์ซึ่งแทบไม่มีการตอบโตใดๆได้ทัน  ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ติมอร์ตะวันออกจะทันได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการต่อนานาชาติ

ในช่วงเวลานั้นได้เริ่มมีการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา  กองทัพอินโดนีเซียก็สนับสนุนพรรคของนายอโพเดติผู้นำพรรคที่สนับสนุนแนวคิดสนับสนุนอินโดนีเซีย  ซึ่งทำให้เกิดสงครามกลางเมืองในที่สุด  อินโดนีเซียได้กล่าวหาว่าพรรค FRETILIN  มีแนวคิดไปทางคอมมิวนิสต์ซึ่ีงพรรคดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทางวาจาจากจีน  ในช่วงนั้นตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯกำลังป้องกันมิให้เกิดปรากฎการณ์โดมิโนที่จะเกิดขึ้นในบริเวณนี้  ซึ่งก่อนหน้านั้นสหรัฐล้มเหลวกับปฏิบัติการณ์ในเวียดนาม  ซึ่งทำให้ตะวันตกสนับสนุนอินโดนีเซียในการกระทำที่อ้างว่าเพื่อป้องกันการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์  ซึ่งแม้แต่ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเองก็ยังมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการหยุดการลุกลำ้ติมอร์ตะวันออกและต้องถอนกำลังออกทันที  แต่สหรัฐฯได้ทำขัดขวางการใช้มาตรการทางเศรษฐกิจใดๆที่จะตามมาต่อมติดังกล่าว

และต่อมาพื้นที่แห่งนี้ก็ถูกประกาศให้เป็นจังหวัดที่ 27 ของอินโดนีเซียในเดือนกรกฎาคม ปี 1976  และสถานะตัวแทนในสหประชาชาติของประเทศนี้ก็ยังมีสถานะเป็นเขตที่มิได้ปกครองตนเองภายใต้การปกครองของโปรตุเกส  การปกครองของอินโดนีเซียต่อติมอร์ตะวันออกเต็มไปด้วยเรื่องราวของการนองเลือดและความรุนแรง  จำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงการปกครองของอินโดนีเซียเชื่อว่ามีประมาณ  60,000 ถึง 200,000 คน กลุ่มกองกำลังที่เริ่มต่อสู้กับอินโดนีเซียตั้งแต่โดนปกครองจนได้รับเอกราชคือกลุ่ม  ฟาลินติล ซึ่งกลุ่มดังกล่าวบางคนได้รับการฝึกจากกองทัพโปรตุเกส  และเรื่องที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ได้รับการจับตามองของทั่วโลกก็คือการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุที่ดิลี  เหตดังกล่าวทำให้เริ่มมีประเทศต่างๆเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับติมอร์

หลังจากนั้นสหประชาชาติได้มีการเข้ามามีส่วนผลักดันแกมบังคับให้อินโดนีเซียมีการเจรจาอย่างเป็นทางการกับผู้นำติมอร์ตะวันออก  และท้ายที่สุดหลังจากการลงจากตำแหน่งอันยาวนานของผู้นำอินโดนีเซียอย่างซูฮาร์โตผู้ซึ่งเป็นคนสั่งการให้ยึดครองตีมอร์  อินโดนีเซียที่นำโดยศาสตาจารย์ด้านเครื่องบินอย่างฮาบีบีเข้ามารับช่วงต่อได้ตัดสินใจตกลงให้มีการลงประชามติในการเลือกว่าจะอยู่กับอินโดนีเซียต่อไปหรือไม่

และในวันที่  30 สิงหาคม ปี 1999  เป็นวันที่จัดให้มีการลงประชามติ  และผลที่ได้รับก็คือ  78.5% เลือกที่จะเป็นเอกราชมากกว่าจะยอมเป็นพื้นที่ปกครองพิเศษภายใต้การปกครองของอินโดนีเซีย  แต่หลังจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นต่อไปในติมอร์ของกลุ่มที่มีแนวคิดต่างกัน  ซึ่งต่อมากองกำลังเพื่อสันติภาพที่นำโดยออสเตรเลียก็เข้ามาจัดการให้สถานการสงบ  หลังจากเหตุการดีขึ้นกองกำลังดังกล่าวก็ถูกแทนที่โดยกองกำลังตำรวจนานาชาติของสหประชาชาติซึ่งนำโดยเซอร์จิโอ  เวียรา  เดอ  เมลโล  ในช่วงเปลี่ยนถ่ายจากธันวาคม 1999 ถึง พฤษภาคม 2002

และในปี  2002 ได้มีการทำประชุมเชิงปฏิบัติการในเรื่องการกำหนดสถาบันต่างในตีมอร์  โดยตัวแทนชาวตีมอร์ที่นำโดย โจเซ  รามอส  ฮัตตา  และ มารี  อัลกาตารี   ผลลัพท์ที่ได้คือแบบแผนในการบริหารร่วมกัน  ซึ่งรวมถึงเหล่าผู้นำสภาแห่งชาติเพื่อสร้างชาติติมอร์ ซึ่งนำโดยนายซานานา  กูสเมา  และต่อมาได้มีการประชุมกันอีกหลายครั้ง  และในวันที่ี   27 ตุลาคมปี 2002 ติมอร์ตะวันออกได้เข้าร่วมเป็นสามชิกใหม่ของสหประชาชาติ

หลังจากนั้นในเดือนเมษายนปี  2006 มีการจราจลเกิดขึ้นในเมืองหลวงดิลี และการแตกแยกกันระหว่างตำรวจกับฝ่ายทหาร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปถึง 40 คนด้วยกัน  และนอกจากนี้ยังมีประชาชนกว่า  40,000 คนต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย  การต่อสู้ระหว่างฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลและกองกำลังฤาลินทิลได้เกืดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2006  และนายกรัฐมนตรีของติมอร์ได้ขอความช่วยเหลือจากออสเตรเลีย  มาเลเซีย  นิวซีแลนด์  และโปรตุเกสในการสงกองกำลังมาเพื่อยุติความรุนแรงดังกล่าว

และในวันที่  26 มิถุนายนปี 2006 นากรัฐมนตรี  มารี อัลกาตีรีได้ลาออกจากตำแหน่งตามคำขอของประธานาธิบดีซานานา  กุสเมาซึ่งได้ประกาศว่าหากมารีไม่ลาออกเขาจะลาออกเอง  หลังจากนั้นนายโจเซ่  รามอส  ฮอร์ตาได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแทนในวันที่ 8 มิถุนายน 2006  แต่ก็ยังมีเหตุการความรุนแรงเกิดขึ้นอีก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงเมษายน  2007   หลังจากเหตุการณ์นั้นไม่นานโจเซ  รามอส  ได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีต่ออีกสมัยหลังจากการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งในวันที่  20 พฤษภาคม  2007  ในส่วนของซานานากุสเมาได้ปฏิเสธการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัยและต่อมาเขาก็เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ  8 สิงหาคม 2007 และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ได้มีความพยายามจะทำการปฏิวัติและลอบสังหารประธานาธิบดีโดยนายทหารชื่อ  อัลเฟรโด  เรนาโด  ซึ่งเขาเองก็เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย  ส่วนประธานาธิบดีขณะนี้ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่เมืองดาร์วินของออสเตรเลีย ซึ่งอาการยังน่าเป็นห่วง จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศเล็กๆที่เกิดใหม่นี้กำลังเป็นที่จับตามองจากทั่วโลกในขณะนี้ 


สนต้นที่เก้า

ข้อมูลติมอร์แปลและเรียบเรียงจากวิกิ
ที่มาของภาพประกอบ(ตามลำดับ)
http://www.cbc.ca/gfx/images/news/photos/2006/07/08/ramos-horta-cp-10286239.jpg
http://www.worldpress.org/images/100102gusmao.jpg
http://www.worldpress.org/images/20060625-mari-alkatiri.jpg

โดย สนต้นที่เก้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net