วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บริษัทยาข้ามชาติ...รวยมากแล้วทำบุญสุนทานบ้างนะ


CL ย่อมาจากคำว่า compulsory license  คงแปลได้ทำนองว่า ใบอนุญาตแบบบังคับ(โดยรัฐบาล) คือ บริษัทผู้ผลิตเขามีสิทธิบัตรยาคุ้มครองอยู่ แต่รัฐบาลเราใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรบังคับเอาได้ ซึ่งข้อตกลงการค้าโลกอนุญาตให้ทำได้ ในกรณีที่เข้าข่ายว่าจำเป็น  ต้องขอปรบมือดังๆ ให้รัฐบาลขิงแก่ (หมอมงคล) ที่ได้ทำงานหนัก ฝ่าฟันอุปสรรคนานับประการ จนได้ CL มาสามตัวยาแน่ะ วงการนักต่อสู้เพื่อคนยากไร้ทั่วโลกต่างก็ปรบมือให้กับความกล้าและความก้าวหน้าเรื่องกฎหมายของประเทศไทย นัยว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศกำลังพัฒนาทำเรื่องนี้ได้สำเร็จ ส่วนประเทศพัฒนาแล้วเขากลับทำแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

 

แต่มาตอนนี้รัฐบาลชุดใหม่กลับจะสมัครใจขอคืนสิทธิที่ได้มาแสนยากนี้เอาดื้อๆ ไปแก้ตัวแทนบริษัทยาต่างประเทศเขาหมดว่า ถ้าจีนอินเดียทำแบบเรามั่งเขาก็แย่สิ จากข้อมูลที่ไปค้นพบมายอดขายในประเทศไทยน้อยมาก เช่น ยาตัวหนึ่งยอดขายเขาปีละ 6 พันล้านเหรียญ us (ประมาณ สองแสนล้านบาท วาว...ยาตัวเดียวนะ) ส่วนการขายในประเทศไทยประมาณ 200 ล้านบาทเท่านั้นเอง โดยยอดขาย 90% อยู่ในประเทศพัฒนาแล้วไม่กี่ประเทศ (ก็ยามันแพงมาก คิดราคาตามรายได้ของคนในประเทศร่ำรวย) ดังนั้นยอดขายของเราเพียง 0.1% ของยอดขายรวม แล้วมันจะไปกระทบอะไรเขานักหนา ยาตัวอื่นเขาก็ยังขายได้อีกหลากหลายตัว

 

ตอนหลังก็มาอ้างว่าเมกาจะตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้า ถ้าไม่เลิก cl

 

อ้าว...รัฐบาลชุดก่อน เผด็จการ ขิงแก่ เกียร์ว่าง ที่เมกาหมายหัวอยู่หนัก เขายังทำมาได้ ไม่เห็นโดนตัดสิทธิ์อะไร แล้วของคุณคุยหนักหนาว่าอี๋อ๋อกับเมกาขนาดบุชโทรมาแสดงความยินดี ก็ไปเจรจากับเขาซิ่ครับ เพื่อช่วยเหลือประชาชนของประเทศคุณ ไม่ใช่ไปพิทักษ์ผลประโยชน์บริษัทต่างชาติจนหัวฟูแบบนี้ ท่านเล่นทำงานง่ายๆ แบบนี้ กล้าชนกับคนที่เลือกท่านขึ้นมา เช่นแดกดันให้ไปกินดอกไม้จันท์ แต่กลับไม่กล้าชนกับพ่อค้าต่างชาติ

 

มาลองคิดตัวเงินแบบคร่าวๆ กันเล่นๆนะครับ ยอดขายตัวละ  200 ล้าน 3 ตัวก็คงตกราวปีละ 600 ล้าน ที่จะต้องเสียรายได้ไป แม้จะคิดเป็นร้อยละเพียง 0.1 ของรายได้ แต่นั่นแหละคนเรายิ่งรวยก็ยิ่งขี้ตืด ดังนั้นถ้าเจียดมาลงขันกันสัก 100 ล้าน โดยบอกว่าจะให้เงินตอบแทนแก่ใครก็ได้ที่ช่วยยกเลิก CL ได้  ก็เท่ากับว่าเขาเสียเงิน 100 ล้าน แต่จะมีรายได้เพิ่มปีละ 600 ล้าน ไปอีกนับสิบปี จนกว่าสิทธิบัตรจะหมดอายุ  เชื่อว่าคงต้องมีการคิดทำนองนี้บ้างแหละ โดยเฉพาะเขารู้ว่าผู้มีอำนาจในเมืองไทยเราก็ซื้อได้ในสนนราคาที่คิดเป็นมูลค่ายาไม่กี่เม็ดเท่านั้นเอง

 

ความจริงถ้าบริษัทพวกนี้จะโลภให้น้อยลง ตั้งราคายาจำเป็นพวกนี้โดยอิงตามกำลังซื้อของประชาชนในประเทศนั้นๆ (ที่เขาเรียกกันว่า ppp = purchasing power parity) ก็จะไม่เกิดกรณี CL ขึ้นหรอก กำไรคุณก็อาจจะหดไปจากยอดขายทั่วโลกประมาณ 1% กระมัง รวยมากแล้ว ทำบุญสุนทาน คืนกำไรให้ชาวโลกบ้างก็จะดี

 

 

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net