วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปี พ.ศ. 2555 ปรากฎการณ์ “Baby Boom”


 

(http://www.banmuang.co.th/bkk.asp?id=133453)

เผย !!! ประชากร “ยุค Baby Boom” ต้นเหตุผู้สูงอายุล้นเมือง กระทบตลาดแรงงานทำให้รัฐต้องแบกภาระในการจัดหาสวัสดิการสังคมในขณะที่แนวโน้มเงินออมของประเทศลดลง ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งและต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาด้านสุขภาพเพียงลำพัง ภาคีสุขภาพภาคกลาง 26 จังหวัด เปิดเวทีงานสร้างสุขระดมความคิดเพื่อกำหนดทิศทางสุขภาพผู้สูงออายุ เตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาวัยชราล้นเมือง

            “Baby Boom” เป็นปรากฎการณ์ด้านประชากรศาสตร์ที่ ซึ่งหมายถึงประชากรกลุ่มที่เกิดในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2. หรือประมาณปี พ.ศ.2489 – 2507 โดยที่ในยุคดังกล่าวหลายๆ ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเพิ่มจำนวนประชากร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาและฟื้นฟูประเทศหลังเหตุการณ์สงคราม ด้วยเหตุผลดังกล่าวการเพิ่มจำนวนประชากรในยุค Baby Boom จึงมีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของโลก และเมื่อใดก็ตามที่คนกลุ่มนี้เคลื่อนตัวไปที่ไหนก็จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศตามไปด้วย

            ปัจจุบันประชากรยุค Baby Boom จะมีอายุอยู่ระหว่าง 44 – 62 ปี เป็นวัยที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุและกำลังจะเกษียณอายุจากการทำงาน โดยข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า  “ประเทศใดที่มีอัตราส่วนของผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป อยู่ในระหว่าง 7-14 % ถือว่าประเทศนั้นเป็นประเทศผู้สูงอายุ แต่ถ้าหากมีอัตราส่วนเกิน 14 % หมายถึงประเทศนั้นเป็นประเทศผู้สูงอายุเต็มตัว ซึ่งผลพวงของปรากฎการณ์ประชากรศาสตร์ยุค Baby Boom ได้ส่งผลกระทบ ถึงการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยจากการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีจำนวนประชากรยุค Baby Boom สูงถึง 13.7 % และมีสัดส่วนการเพิ่มจำนวนของผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปสูงกว่า 7 % ประกอบกับแนวโน้มของการมีอายุไขเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้นของคนไทยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยพบว่าอายุขัยเฉลี่ยในเพศหญิงสูงขึ้นถึง 96.5 ปี และในเพศชายสูงขึ้นถึง 87 ปี ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอีก 4 ปี ข้างหน้าหรือประมาณปี พ.ศ.2555 เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาและประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุสูงถึง 30 ล้านคน และเมื่อเวลานั้นมาถึงโครงสร้างประขากรของประเทศไทยจะเคลื่อนเข้าสู่การเป็นประเทศผู้สูงอายุเต็มตัว ผลกระทบจากการเข้าสู่วัยชราของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้จะทำให้เกิดภาวะพึ่งพาของผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ เกิดภาวะทุพพลภาพทางสังคมรวมทั้งปัญหาสุขภาพ ที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโรยรวมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการคาดการณ์ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับกับปัญหา ภาคีสมัชชาสุขภาพภาคกลางจึงได้หยิบยกประเด็น “พลังเครือข่ายของผู้สูงอายุ สร้างสุขสูงวัยสง่างาม” ขึ้นมาพูดคุยกันในเวทีงานสร้างสุขภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.สุพรรณบุรีโดยมีภาคีสมัชชาสุขภาพภาคกลาง ภาคตะวันออกและตะวันตก หน่วยงานและตัวแทนจากภาครัฐรวมทั้ง สสส.เป็นเจ้าภาพร่วม ทั้งนี้เพื่อเป็นการระดมความคิดและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะนำมากำหนดเป็นแนวทางและแผนงานสำหรับรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใก้ลนี้

             คุณผ่องศรี ธาราภูมิ ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้สูงอายุจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวว่า “จากการศึกษาถึงปัญหาของผู้สูงอายุภาคกลางพบว่ามีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ต้องอาศัยอยู่คนเดียวไม่มีรายได้ และยังไม่ได้รับสวัสดิการจากทางรัฐบาล รวมถึงปัญหาช่องว่างระหว่างวัยและความห่างของวัย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2. จากการที่รัฐบาลได้ส่งเสริมให้เพิ่มจำนวนประชากรจนทำให้เกิดปรากฎการณ์ประชากรศาสตร์ “Baby Boom” ขึ้น และหลังจากนั้นรัฐบาลกลับรณรงค์ให้มีการคุมกำเนิดทำให้การเกิดใหม่ของประชากรในช่วงยุค Baby Boom มีจำนวนลดน้อยลงมากจนกายเป็นต้นเหตุทำให้เกิดความห่างของวัย และเกิดปัญหาการสืบสานงานต่อจากคนรุ่นก่อน และนอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เนื่องจากคนที่เกิดในยุค Baby Boom มีจำนวนมากเมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จะทำให้มีจำนวนแรงงานเพิ่มมากขึ้นด้วย และยังเป็นแรงงานสำคัญของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อประชากรกลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุย่อมส่งผลกระทบต่อจำนวนแรงงานที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจ ทั้งนี้นอกจากผลกระทบด้านจำนวนแรงงานแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ การไม่สามารถหาแรงงานในระดับผู้บริหารเพื่อมาทดแทนแรงงานที่เกษียณอายุไปแล้ว และคนกลุ่มนี้บางส่วนเมื่อเกษียณอายุการทำงานแล้วจำเป็นต้องพึ่งเงินจุนเจือและสวัสดิการจากรัฐบาล ส่งผลให้รัฐบาลมีภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากประชากรผู้สูงอายุจะเริ่มนำเงินออมตลอดช่วงวัยทำงานออกมาใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตและเพื่อความสุขบั้นปลายในชีวิต ประกอบกับประชากรรุ่นหลังมีแนวโน้มออมเงินน้อยกว่า ส่งผลให้เงินออมของประเทศมีแนวโน้มลดลงด้วย ส่วนปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงอายุซึ่งเกิดจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพด้านร่างกายทำให้เกิดโรคประจำตัว ซึ่งส่วนมากเป็นโรคปวดเมื่อยตามร่างกาย ข้อเสื่อม นอนไม่หลับ เวียนศรีษะ โรคสายตา และโรคช่องปาก รวมทั้งโรคเรื้อรังที่ทำให้เกิดความพิการได้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง “การที่ประชากรผู้สูงอายุมีจำนวนมากขึ้นนี้ทำให้เป็นภาระของท้องถิ่น จังหวัดและประเทศในการพัฒนาไปทางด้านต่างๆ ได้” คุณผ่องศรีกล่าว

             ทางด้านคุณพ่ออัมพร ติตา ประธานเครือข่ายผู้สูงอายุบางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี อายุ 80 ปี ร่วมเสนอแนวทางออกของปัญหานี้โดยเสนอให้มี “การจัดตั้งเครือข่ายผู้สูงอายุขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุด้วยกันได้อย่างทั่วถึง  ซึ่งเครือข่ายผู้สูงอายุเปรียบเหมือนตัวเชื่อมประสานของผู้สูงอายุทุกคนจากหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐที่ให้การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ตนเอง ปัญหาของผู้สูงอายุจะมีคล้ายๆ กันเกือบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ไม่มีอาชีพ ขาดรายได้ มีโรคประจำตัว” โดยคุณพ่ออัมพรได้เล่าว่า “การช่วยเหลือสมาชิกผู้สูงอายุนั้น ทางเครือข่ายผู้สูงอายุที่บางปลาม้าได้จัดทำโครงการต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น การประกอบอาชีพเสริมของผู้สูงอายุ การจัดตั้งออมทรัพย์ผู้สูงอายุ การลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนศึกษาดูงาน เป็นต้น ซึ่งโครงการเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพิ่มขึ้น ได้มีเงินออมใช้ในยามฉุกเฉิน และได้ความรู้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากเครือข่ายผู้สูงอายุจากจังหวัดต่างๆ และการที่ผู้สูงอายุได้มาอยู่ร่วมกันได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ก่อให้เกิดสังคมและขยายเป็นเครือข่ายที่มีพลังเข้มแข็ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองทำให้ ผู้สูงอายุภูมิใจในตนเอง”

             คุณพ่อมนัส อยู่สุข ประธานชมรมกีฬาผู้สูงอายุ จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า “ในอดีตผู้สูงอายุเป็นที่เคารพนับถือและเป็นเสาหลักของชุมชน ได้รับการยกย่องให้เป็น “ปูชนียบุคคล”แต่ในปัจจุบันผู้สูงอายุถูกลดบทบาททางสังคมลง อาจจะมาจากกระแสการแข่งขันจึงทำให้ผู้สูงอายุด้อยศักยภาพในสายตาของสังคม คำว่า “ปูชนียบุคคล” จึงถูกเปลี่ยนเป็น “ปู ชะนี ยักษ์ บุคคล” หรือ “ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี” จากอดีตผู้สูงอายุเคยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลาน แต่ปัจจุบันกลับถูกมองว่าเป็นภาระให้ลูกหลานและสังคม ดังนั้นการสร้างวัยสูงค่าในวัยผู้สูงอายุนั้นต้องเริ่มจากการกระทำตัวเองก่อน ความรู้ความสามารถที่เคยมีอย่าให้แก่ตามวัย นำมาสร้างให้มันเกิดคุณค่า ซึ่งการตั้งชมรมผู้สูงอายุ เครือข่ายผู้สูงอายุนั้นแสดงให้เห็นว่า ผู้สูงอายุเองก็ไม่ได้รอความช่วยเหลือจากสังคม หรือรัฐบาลอย่างเดียว เครือข่ายฯ จะช่วยสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงอายุเพราะการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือกัน อยากให้ลูกหลานนับถือ อยากเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลาน ต้องทำตัวให้มีคุณค่า ไม่อยู่นิ่งดูดายกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อย่ารอให้ลูกหลานต้องเป็นฝ่ายมาหา เราพูดคุยกับลูกหลานวางแผนงาน คุยเรื่องต่างๆ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อกัน และการสร้างเครือข่ายผู้สูงอายุให้เข้มแข็งขึ้นนั้นก็นับว่าเป็นการเตรียมการณ์ให้ลูกหลานในอนาคตได้สร้างสุขด้วย เช่นกัน”

             “เมื่อปี พ.ศ.2555 มาถึงซึ่งเป็นยุคที่มีคนชราล้นเมือง” การวางแผนรองรับคนกลุ่มนี้จึงต้องเริ่มที่จะทำเพื่อหาหนทางร่วมกันไม่ใช่เฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้นที่จะเป็นคนวางโครงการต่างๆ ไว้ให้ลูกหลานที่จะเติบโตขึ้นเป็นคนแก่คนเฒ่าในรุ่นต่อๆ ไป เพราะการสร้างเครือข่ายผู้สูงอายุนั้น ไม่ได้ทำได้แค่คนเดียวแต่ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากคนหลายๆ คน จากหลายๆ หน่วยงานร่วมกัน ดังเช่น ในวงเสวนาผู้สูงอายุที่สมัชชาสุขภาพภาคกลาง 26 จังหวัดร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ช่วยกันผลักดันสร้างพลังเครือข่ายผู้สูงอายุให้เข้มแข็งทั่วประเทศ ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้มีสวัสดิการ มีรายได้และมีอาชีพเสริม รวมทั้งได้นำประสบการณ์อันดีงามนำมาถ่ายทอดให้อนุชนคนรุ่นหลังรับรู้ ทำให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและภาคภูมิใจอย่าง “สูงวัยสง่างาม”

เสียงจากเวทีเสวนาฯ จึงกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมที่พร้อมจะส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อได้ให้ภาครัฐได้เตรียมแผน เตรียมนโยบายเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น

โดย ศุภฑิต_สนธินุช

 

กลับไปที่ www.oknation.net