วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชัดๆ ทุจริตสุวรรณภูมิ เรื่องไหนจะฝังทักษิณได้?


                             

 อภิมหาคอร์รัปชัน! อันน่าสลดหดหู่ใจคนไทยที่สุดในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นปัญหาการทุจริตใน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ 'ทอท.' ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในเรื่องการให้บริการและความปลอดภัยทางการบิน จนอาจจะมีการย้ายกลับมาใช้ท่าอากาศยานกรุงเทพ (ดอนเมือง) เพื่อซ่อมแซมสนามบินราคาแสนล้านแห่งนี้ ก็เป็นได้
 และต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงบอร์ด ทอท. ที่มี 'บิ๊กเปย' พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ) เข้ามาเป็นประธานกรรมการ อท. นั่นเป็นสัญญาณการรุกของศูนย์อำนาจใหม่ เพื่อเข้ามาจัดการปัญหาทุจริตที่กลุ่มอำนาจเก่าทิ้งไว้
 พล.อ.สพรั่ง มิได้มาคนเดียว หากแต่ดึงเพื่อนร่วมรุ่น (ตท.7) พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาเป็นประธาน กมธ.วิสามัญ ติดตามแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึง พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มาเป็นประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาสัญญาดำเนินการของ 'คิง เพาเวอร์' ที่ส่อเค้าว่าจะมีการทุจริตในการใช้พื้นที่สนามบินอีกด้วย
 หากไล่เรียงการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล ก็พบว่าปัญหา 'รอยร้าวแท็กซี่เวย์' และ 'รันเวย์ชำรุด' ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนถึงการทุจริตในการก่อสร้าง รวมไปถึงปัญหาการบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบปรับอากาศ (แอร์ไม่เย็น), จำนวนห้องน้ำไม่เพียงพอ, น้ำท่วมพื้นที่โดยรอบและบริเวณใกล้เคียง, สิ่งอำนวยความสะดวกของคนพิการ, สายพานรับ-ส่งกระเป๋าขัดข้อง เป็นต้น
 จากปฏิบัติการชำระล้างความสกปรกในสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ โชติศักดิ์ อาสภวิริยะ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ประกาศลาออกไปพร้อมกับการย้าย สมชัย สวัสดิผล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ออกจากตำแหน่งเดิม
 ขณะเดียวกัน การตรวจสอบทุจริตการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิกว่า 13 เรื่อง คือ 1.เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด 'CTX 9000' 2.แอร์พอร์ตลิงค์ 3.ระบบท่อร้อยสายไฟฟ้า 4.ระบบไฟฟ้าและระบบปรับอากาศ 5.คลองระบายน้ำ 6.โครงการผลิตน้ำร้อนไอเย็น 7.รถลีมูซีน 8.ระบบสารสนเทศของท่าอากาศยาน 9.ลานจดรถ (คาร์ปาร์ค) 10.ครัวการบิน 11.คาร์โก้ 12.จ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย และ 13.การใช้พื้นที่ของคิง เพาเวอร์ นั้น มีเพียง 2 เรื่องที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ดำเนินการตรวจสอบ และตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตแล้วคือ กรณี CTX 9000 และระบบท่อร้อยสายไฟฟ้า
 โดยการตรวจสอบที่เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด คือ กรณีการทุจริตโครงการจัดซื้อ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX 9000 และ สายพานลำเลียงกระเป๋า
 ล่าสุด สัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงว่า ที่ประชุมมีมติยกคำร้องคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน คดีจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่มีผู้ร้องค้านจำนวน 3 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชัยเกษม นิติศิริ รองอัยการสูงสุดและอดีตบอร์ด ทอท. และธีรวัฒน์ ฉัตราภิมุข โดยทั้งหมดร้องคัดค้าน 1.คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ด้วยเหตุว่ารู้เห็นเหตุการณ์เรื่องที่กล่าวหามาก่อน มีส่วนได้เสียกับเรื่องที่กล่าวหา และมีความโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหาจากกรณีการสรรหาผู้ว่าการ สตง. ที่ผ่านมา
 2.พ.ต.อ.ชัยทัศน์ รัตนพันธุ์ เนื่องจากเป็นอนุกรรมการตรวจสอบการยุบพรรคไทยรักไทยของ กกต. มาก่อน 3.อำนวย ธันธรา ประธานอนุกรรมการไต่สวน เนื่องจากรู้เห็นเหตุการณ์และมีส่วนได้เสีย และ 4.ไพฑูรย์ ทิพยทัศน์ ผอ.สำนักตรวจสอบที่ 1 สตง. เนื่องจากรู้เห็นเหตุการณ์มาก่อนเพราะเคยตรวจสอบเรื่องนี้ในช่วงที่คดีอยู่ที่ สตง.
 เหตุผลที่ คตส.ยกคำร้อง เนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณ และไพฑูรย์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ จึงไม่ถือว่ามีส่วนได้เสียและไม่มีข้อห้ามว่าผู้ที่เป็นอนุกรรมการตรวจสอบจะเป็นอนุกรรมการไต่สวนไม่ได้ ส่วน พ.ต.อ.ชัยทัศน์ ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการยุบพรรคไทยรักไทย เป็นเพียงการทำหน้าที่อนุกรรมการตรวจสอบ ซึ่งเป็นการทำความเห็นเบื้องต้นเท่านั้น  และกรณี อำนวย ธันธรา นั้น คตส.เห็นว่าไม่เคยรู้เห็นเหตุการณ์ และไม่มีส่วนได้เสียแต่อย่างใด
 พลันที่ คตส. มีมติเห็นชอบตามที่ประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีซีทีเอ็กซ์ เสนอให้แจ้งข้อกล่าวหาบุคคลและนิติบุคคลเพิ่มอีกจำนวน 8 ราย จากเดิมที่แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว 23 ราย
 โดยทั้ง 8 ราย จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะถือว่าเป็นเจ้าพนักงานในองค์กรรัฐ แต่กลับปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และปฏิบัติหน้าที่ทุจริตอันมีความผิดตาม พ.ร.บ.พนักงานในองค์กรรัฐและหน่วยงานรัฐ มาตรา 3 มาตรา 11 และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91
 ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบ พร้อมให้ความร่วมมือกับ คตส. และทำงานอย่างเป็นระบบ ถ้า คตส.ต้องการความช่วยเหลือก็ขอให้ทำก่อนอยู่แล้ว  อีกทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ สั่งการให้คณะกรรมการกฤษฎีการ่างกฎหมายเพิ่มอำนาจให้ คตส.อีกด้วย จึงขอให้ทุกฝ่ายเร่งทำงาน และไม่นานการตรวจสอบทุจริตจะแล้วเสร็จตามเป้าหมาย 
 อีกทั้งรัฐบาล ได้มีมติฟื้นสนามบินดอนเมือง (6 กุมภาพันธ์ 2550) กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อแบ่งเบาภาระสนามบินสุวรรณภูมิ  ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาให้ปรับปรุงสนามบินดอนเมือง เพื่อใช้เป็นสนามบินนานาชาติ ควบคู่ไปกับสนามบินสุวรรณภูมิ
 พร้อมกับให้เร่งสรุปถึงข้อบกพร่องของสนามบินสุวรรณภูมิที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งที่เราต้องเตรียมการในอนาคตอีกด้วย แต่จะชะลอการดำเนินการส่วนต่อเติมขยายสนามบินสุวรรณภูมิไว้ก่อน ซึ่งนับว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และน่าจะเป็นทางออกที่ดีกับทุกฝ่าย!
 เหนืออื่นใด การเข้ามาตรวจสอบปัญหาการทุจริตในสุวรรณภูมิ ก็แยกไม่ออกจากเรื่องการเมือง ซึ่งทาง คมช.และรัฐบาลขิงแก่ ก็ต้องระมัดระวังการเพิ่มปัญหาใหม่ ซึ่งมีการตีปลาหน้าไซเอาไว้แล้วว่า สนามบินสุวรรณภูมิ กำลังจะเป็นขุมทองของนักการเมืองในสายอำนาจใหม่
 หากข้อสังเกตนี้เป็นจริง..ก็จะเป็นซ้ำเติมปัญหาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้เสียหายหนักยิ่งกว่าแท็กซี่เวย์หรือรันเวย์ทรุด อีกหลายร้อยเท่า

โดย Nity

 

กลับไปที่ www.oknation.net