วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุดท้ายคือเขา เริ่มต้นคือเธอ








สุดท้ายคือเขา เริ่มต้นคือเธอ
โดย : จิระ อุ่นเรืองศรี

หุบเขายามบ่ายต้นฤดูฝนแดดกำลังสวย ณ บ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ : เจ้าของกำลังตระเตรียมเพื่อต้อนรับการมาเยือนของใครบางคน โรงครัวที่เพิ่งสร้างเสร็จกังวานด้วยเสียงเคาะกระทะ แม่บ้านกำลังปรุงของกินไม่ทราบชนิดอย่างขะมักเขม้น ส่วนพ่อบ้านเร้นกายหายไปในสวนครู่ใหญ่แล้ว
เสียงเครื่องยนต์แล่นพ้นหัวโค้งก็ผ่อนความเร็ว เลี้ยวมาจอดตรงใต้ต้นทุเรียนโบราณ
ผู้มาเยือนเป็นชาย 2 คน(วัยไม่ห่างกันมากนัก)เดินเข้ามายังตัวบ้าน ขณะที่พ่อบ้านกลับถึงบ้านพอดีพร้อมด้วยตะเข่งใบโตเต็มไปด้วยผลไม้แบกอยู่บนบ่า
"กินเงาะกันก่อน"พ่อบ้านเอ่ยทักทาย
"วันนี้พูทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับเลี้ยง"แม่บ้านผละจากกระทะที่กำลังร้อนได้ที่มาต้อนรับผู้มาเยือนพร้อมร้อยยิ้ม
พ่อบ้าน เจ้าของนิยาม"เพื่อชีวิตคนสุดท้าย"เฝ้ามองความเป็นไปของกระแสธารวรรณกรรมอย่างเข้าใจ แม้กระแสความนิยมจะไปในทิศทางไหนเขาก็ยังยืนยันเขียนงานในแนวเพื่อชีวิต เพราะเขาเติบโตมาในยุคที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตยังมีอิทธิพล : "หากเราเปลี่ยนไปตามกระแส ผมรู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไปถ้ายุค ๆ หนึ่งเราทำให้มันสูญเปล่า"
แม่บ้าน อดีตเธอคือพนักงานแบงก์จากจังหวัดเชียงรายผู้เกิดในวงการวรรณกรรมอย่างมหัศจรรย์ ด้วยเวลาไม่นานนักเธอก็มีผลงานรวมเล่มที่เธอรักและภูมิใจเป็นของตัวเองถึง 2 เล่ม บัดนี้เธอเริ่มต้นชีวิตชาวสวนด้วยการลอกคราบความนุ่มละมุนและขาวนวลแบบสาวชาวเหนือจนหมดสิ้น เหลือเพียงผิวคล้ำกรำแดดเสริมความแกร่งกร้านแบบสาวชาวสวน ณ หุบเขาฝนโปรยไพร
สำหรับผู้มาเยือนนั้นจะไปใครไปไม่ได้ นอกจากทีมงาน"ขี้ไต้"นั้นเอง


  • คุณเคยนิยามตัวเองว่า"เพื่อชีวิตคนสุดท้าย"ใน พ.ศ.นี้ คุณยังยืนยันในนิยามดังกล่าวหรือไม่ ?
กนกพงศ์ : ผมพูดไม่หมด จริง ๆ แล้วผมพูดว่า "เพื่อชีวิตคนสุดท้ายที่ได้รางวัลซีไรท์" คือตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าวรรณกรรมมันจะเปลี่ยนไปตามสังคม วรรณกรรมเพื่อชีวิตมันจะค่อย ๆ เสื่อมคลายลง แต่ไม่ใช่มันตาย "เพื่อชีวิต"มันเคยเป็นกระแสหลักในวรรณกรรมอยู่ช่วงหนึ่ง พอผ่านช่วงนั้นมา บ้านเมืองมันคลี่คลาย วรรณกรรมแนวอื่นมันก็โตขึ้นมาเคียงแล้วในที่สุดก็ล้ำหน้าไป ผมเป็นช่วงท้าย ๆ ของวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่ยังมีอิทธิพล หลังจากนั้นมันจะกลายเป็นสาขาหนึ่งในวรรณกรรมซึ่งไม่ใช่กระแสหลัก
  • กระแสเพื่อชีวิตจะคลี่คลายไปทางไหน ?
กนกพงศ์ : ต้องเข้าใจก่อนว่าคำว่า"เพื่อชีวิต" เป็นศัพท์วรรณกรรมในยุคหนึ่งซึ่ง โดยหลักของมันคืองานเขียนที่สะท้อนสังคม เห็นความบกพร่องผิดพลาด เห็นปัญหาอะไรต่าง ๆ ต้องการยกสภาพสังคมให้ดีขึ้น จึงเกิดคำว่าเพื่อชีวิตขึ้นมา เพื่อชีวิตที่ดีกว่าคือคำเต็มของมัน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวรรณกรรมแนวสร้างสรรค์สังคม
  • เมื่อก่อนมีการแยกขั้วความขัดแย้งชัดเจน มันมีนายทุน มีเผด็จการทหาร ปัจจุบันใคร ๆ ก็กลายมาเป็นนายทุนกันหมด นายทหาร นายตำรวจก็กลายมาเป็นนายทุน ผู้ร้ายกลายเป็นผู้ดี เพื่อชีวิตในนาทีนี้ยังเป็นไปได้ไหม ?
กนกพงศ์ : มันก็ปรับไปตามสภาพสังคม เหมือนที่อาจารย์เจตนา(นาควัชระ)บอกว่าศัตรูที่ลื่นไหล คือเรามองเห็นไม่ชัดเหมือนเมื่อก่อน วรรณกรรมแนวนี้ก็เลยต้องลดบทบาทลง เพราะว่าสังคมไม่ได้ต่อสู้กับทุนหรือนายทุนเหมือนเดิมแล้ว แต่สู้อยู่กับอะไรต่าง ๆ นานา สู้อยู่กับยุคสมัย สู้อยู่กับสิ่งใหม่สิ่งเก่า นักเขียนเพื่อชีวิตแบบเดิมค่อย ๆ ถดถอยไป ค่อย ๆ หายไป แต่ว่านักเขียนที่มีจิตใจเพื่อสังคม ต้องการที่จะเห็นสิ่งที่ดีขึ้น เพื่อให้สังคมได้รับการแก้ไข มันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะนักเขียนมันมีวิญญาณตรงนี้อยู่ คนที่เห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ออกมาเขียนหนังสือ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่นิยามตัวเองว่าเป็นนักเขียนเพื่อชีวิตอีก อาจจะเป็นแนวใดแนวหนึ่งก็แล้วแต่ มันก็พัฒนาไปตามวิถีของมัน
  • คุณคิดว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ส่งผลอย่างไรบ้างกับวรรณกรรมไทยอย่างไรบ้าง ?
กนกพงศ์ : เหตุการณ์ 14 ตุลา มีส่วนช่วยพัฒนาวรรณกรรมไทย เพราะช่วงหลัง 14 ตุลาคม เป็นช่วงที่เขาเรียกกันว่า บรรยากาศประชาธิปไตยเบ่งบาน หลังจากล้มล้างเผด็จการได้ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็จะทะลักเข้ามา คนมีการขวนขวายหาสิ่งใหม่ ๆ หลังจากที่บ้านเมืองมันเปิด ความรู้ด้านวรรณกรรมก็เหมือนกัน มันมีการค้นหาสิ่ง ใหม่ๆ เปิดรับแนวคิด Existentialism (แนวอัตถิภาวะนิยม)เข้ามาเยอะมากขึ้น เกิดกลุ่มที่เรียกกันว่าพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่นำเอาอะไรใหม่ๆ เข้ามาสู่วรรณกรรมไทย
แต่เหตุการณ์ 6 ตุลา มันทำให้วรรณกรรมไทยหยุดชะงัก ในด้านรูปธรรมก็คือนักเขียนต้องหลบหนี บรรยากาศทางปัญญามันถูกกดดัน มันไม่มีการพิมพ์เผยแพร่ คือมีการชะงักทางด้านการเมือง แต่ทางด้านความคิดมันก็ยังเดินทางไป
  • คุณมีความสนใจเรื่องการเมืองและสังคมตั้งแต่เด็ก ๆ เลยใช่ไหม ?
กนกพงศ์ : ผมว่ามันก็เป็นด้วยยุคนั้น แม้ผมอายุน้อยก็จริง แต่มันอยู่ในบรรยากาศของยุคที่เรียกง่าย ๆ ว่ายุคเพื่อชีวิต เป็นยุคที่มีการต่อสู้ด้วยลัทธิทางการเมืองกัน ส่วนหนึ่งผมอยู่ในหมู่บ้านที่มีผลกระทบจริง มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง มีแรงกดดันมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้จริง อีกด้านหนึ่งผมอยู่ในแวดวงของคนอ่านหนังสือ อย่างเช่นว่าครอบครัวผมชอบอ่านหนังสือ
  • ในเรื่องสั้นบ้านเกิด สะท้อนให้เห็นถึงการฆ่ากัน มีการตาย ซึ่งดูเป็นเรื่องง่ายดาย คนเราตายกันง่าย ๆ ความจริงที่คุณสัมผัส มีการฆ่ากันง่าย ๆ อย่างในเรื่องสั้นหรือไม่ ?
กนกพงศ์ : มันฆ่ากันง่าย ๆ ตายกันง่าย ๆ จริง ในสภาพสงคราม มันไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เหตุการณ์อะไรก็เกิดขึ้นได้ ในส่วนที่ผมเห็นกับตาก็มีเยอะ อย่างกรณีฆ่าในงานศพข้างบ้านที่ทหารพรานรัวปืนยิงคนตายไป 8 คน บาดเจ็บ 12 ซึ่งผมอยู่ในเหตุการณ์เกิดข้าง ๆ บ้าน
  • เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์เหล่านั้นมันส่งผลถึงการทำงานปัจจุบันปันมากน้อยเพียงใด ?
กนกพงศ์ : มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในจิตสำนึก มันก็เป็นภาพฝังใจเหมือนสปิลเบอร์ฝังใจกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาวยิวซึ่งสะท้อนออกมาเป็น Schindler's List ซึ่งส่วนนี้มันก็มาเป็นพื้นฐานความคิด พื้นฐานทางจิตใจ จิตสำนึกให้เรามองหรือคิดอะไรต่าง ๆ ก็จะมาเชื่อมโยงสู่จุดนี้
อุรุดา : อย่างพี่ชีวีคุยให้ฟังเมื่อตอนมาเที่ยวบ้าน พี่ชีวีเขาเป็นคนกงหรา(อำเภอหนึ่งในจังหวัดพัทลุง) พี่ชีวีเล่าให้ฟังว่าเวลาเงาะตกชาวบ้านเขาก็ตกใจนะ ด้วยความฝังใจตอนเด็ก ๆ ว่า ถ้ามีเสียงดังแสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้น เงาะตกบนหลังคา ปัง! เขาบอกว่าเขาตกใจใหญ่เลย
  • สังคมกำลังคลี่คลายจากการที่วรรณกรรมเพื่อชีวิตเคยเป็นกระแสหลัก แต่ปัจจุบันกลับลดบทบาทลงไป คุณวางท่าที่ทางวรรณกรรมอย่างไร ?
กนกพงศ์ : ผมถือว่าผมอยู่ในสงคมชนบทซึ่งเป็นตัวแทนของสังคมไทยโดยส่วนใหญ่ ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ยังถือว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรมอยู่ คนในสังคมเกษตรยังเป็นกำลังหลัก เป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะฉะนั้นผมอยู่ในสังคมแบบนี้ โดยหน้าที่ของผมซึ่งเป็นนักเขียน ต้องสะท้อนเรื่องราวที่ผมได้พบเห็นในสงคมชนบท เพราะผมถือว่านี้คือเนื้อหาของประเทศ ผมก็ยังทำงานประเภทนี้ในแนวนี้อยู่ ส่วนวรรณกรรมมันจะไปแนวไหน มันเป็นเรื่องของวรรณกรรม ในแนวอื่นมีคนทำส่วนนั้นอยู่แล้ว ส่วนผมไม่มีความถนัดที่จะทำอะไรแบบนั้น ผมทำในแนวที่ผมถนัดดีกว่า
อีกส่วนหนึ่งที่ผมยังยืนยันเขียนงานในแนวนี้อยู่ เพราะผมถือว่าผมได้เติบโตมาในช่วงความคิด ในชุดความคิดชุดหนึ่งมันมีคุณค่าที่เราเห็นว่าดีงามในช่วงเวลานั้น พอมาถึงยุคนี้ เราเปลี่ยนไปตามกระแส ผมรู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไปถ้ายุค ๆ หนึ่งเราทำให้มันสูญเปล่า ผมจึงต้องสืบทอดสิ่งนี้ไป อย่างน้อยสักคนหนึ่ง หรือจำนวนหนึ่งไว้ เผื่อว่าจะมีคนที่เติบโตมาจากยุคนั้นอยู่ในซอกมุมไหนไม่รู้แต่เขาอาจจะโดดเดียว อาจจะเหงา เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เขาก็พอจะมีกำลังใจที่จะคิด จะทำอะไรตามความเชื่อดั้งเดิมของเขาอยู่ งานที่ผมเขียนก็อาจจะมีคุณค่าประมาณนี้ก็ได้ ก็คือจรรโลงใจใครสักคนหนึ่งที่เขายังจริงจังกับเส้นทางสายนี้อยู่
  • หลังจากเรื่องชุด "ยามเช้าของชีวิต" จะมีงานอะไรออกมาให้อ่านอีก ?
กนกพงศ์ : โดยปกติผมก็เขียนงานของผมไปเรื่อย ๆ ตามแต่ละช่วงว่าผมสนใจหรืออยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไร แต่จะเน้นหนักไปที่งานวรรณกรรม คือเรื่องสั้น และนิยาย แต่ว่าชุดยามเช้าฯ เป็นชุดบันทึกหุบเขา เป็นงานเชิงบันทึกเรื่องราวที่ผมพบเห็นในสถานที่หนึ่งก็คือแถว ๆ เขาหลวง มันก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ผมได้ค้นพบว่าถ้าเราจะเขียนวรรณกรรมอย่างเดียว ในขณะที่ยังมีอีกหลายความคิด มีอีกหลายเรื่องที่เรื่องสั้นหรือนิยายไม่สะท้อนออกมาได้ มันก็ต้องมีงานอีกประเภทหนึ่งที่เปิดช่องให้เรา ก็เลยออกมาเป็นบันทึก ผมกะว่ามันคงออกมาอีกหลายเล่ม อีกหลายขบวน แล้วแต่ว่าช่วงไหนความคิดมันเป็นขึ้นมา ส่วนนิยายผมยังไม่ได้เริ่ม มีแต่พล็อตหลาย ๆ เรื่อง รอให้ชีวิตมันลงตัว นิยายมันใช้ระยังเวลายาวนาน ใช้แรงเยอะต้องจัดการชีวิตตัวเองเยอะ ชีวิตมันต้องนิ่งพอ ต้องไม่วุ่นวายมาก เรื่องสั้นสำหรับเรามันพอไหว เอาเวลาสักครึ่งเดือนก็เสร็จ แต่ถ้าเป็นนิยายเราต้องนั้นอยู่กับที่ 4 -- 5 เดือนเป็นอย่างต่ำ
  • เพื่อน ๆ พี่ กลุ่มนาครลงพื้นที่หาข้อมูลเป็นว่าเล่นเพื่อทำงานวิจัย สำหรับงานวรรณกรรม การลงพื้นที่หาข้อมูลมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ?
กนกพงศ์ : จริง ๆ ผมก็ลงอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่เป็นรูปแบบชัดเจนเหมือนงานวิจัย งานวินัยเขาตั้งหัวข้อมาแล้วก็ลงไปหาข้อมูล ว่ารายละเอียดหรือเรื่องราวมันอยู่ตรงไหนก็ลงพื้นที่ไปตรงนั้น แต่ว่าในส่วนของผมในฐานะนักเขียนใช้วิธีลงภาคสนามเหมือนกัน เพียงแต่เรายังไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ก็คือการเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ การไปเที่ยวของนักเขียนก็ไม่เหมือนการไปเที่ยวของคนทั่วไป คือไปเที่ยวตามสถานที่สวย ๆ แล้วกินโน้นกินนี้กัน ร้านอาหารนั้นร้านอาหารนี้ การไปเที่ยวของนักเขียนก็คือไปเรื่อย ๆ ไปพบกับคนทุกระดับ พบกับภาพแปลก ๆ มันก็เป็นการลงภาคสนามอย่างหนึ่ง เราก็เขียนหัวข้อจากสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เจออาจเป็นฉากสักฉากหนึ่งนำมาสร้างเรื่อง สร้างจากจุดเล็ก ๆ ที่ประทับใจเอามาต่อเติม แต่ว่ามันก็มีการลงพื้นที่อีกแบบหนึ่งคล้ายลักษณะของการวิจัยก็คือ เวลาเราจะเขียนเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง แต่เรายังขาดรายละเอียดในเรื่องนั้น เราก็ลงไปหาข้อมูลตรงตัวในพื้นที่นั้น ๆ
  • ในยามเช้า มีการพูดถึงจินตนาการถูกจำกัดด้วยทุน จินตนาการถูกจัดตั้งโดยการยัดเยียด ของผู้ใหญ่ คุณหวังให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางใด ?
กนกพงศ์ : ในฐานะนักเขียน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ด้วยแนวคิดที่ผมรับการส่งมาจากยุคเพื่อชีวิต หรือในวัยหนุ่มที่เราร้อนแรง การเขียนหนังสือกับบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคมมันจะไปด้วยกัน เราก็หวังว่างานเขียนของเรามันจะไปเปลี่ยนแปลงสังคม แต่พอมาถึงจุดนี้ผมพบว่านักเขียนอาจจะทำอะไรได้ไม่มากนักนอกจากว่าพบเห็นอะไร คิดกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าอย่างไร แล้วก็เขียนออกไป มันจะไปเกิดผลอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องของหนังสือ มันอาจจะไปเจอกับใครซักคนหนึ่ง เป็นคนเล็ก ๆ ที่เขาคิด เขารู้สึกเรื่องนี้อยู่ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติในแง่ปัจเจก ถ้าเป็นคนใหญ่คนโตที่มีอำนาจในบ้านเมืองก็อาจจะนำไปปฏิบัติในสิ่งที่ใหญ่กว่า มีผลมากกว่า มันก็แล้วแต่อานิสงฆ์ของหนังสือ
สังคมมันมาถึงยุคน่าเศร้าตรงที่ว่าเราอยู่ยุคที่เราคิดอะไรกันเองไม่เป็น เราต้องรอการบอกเล่ามาจากคนอื่นซึ่งเป็นเงื่อนไขของระบบทุนที่มาบอกเรา ให้เราใช้โน้นใช้นี้ ให้เราซื้อนั้นซื้อนี้ ให้เรามีวิถีชีวิตแบบนั้นแบบนี้เพื่อที่เขาจะได้ขายสินค้าเป็นหลัก
  • คุณใช้ชีวิตการเป็นนักเขียนซึ่งวิถีชีวิตสวนทางกับระบบทุนนิยม สบายหรือลำบากแค่ไหนสำหรับการดำเนินชีวิต ?
กนกพงศ์ : ก็ไม่ลำบาก ผมต้องขอบคุณการเขียนหนังสือด้วยซ้ำ เพราะว่าการเขียนหนังสือได้ชักนำให้ผมมาเจอช่องว่างในยุคสมัยมากมายเลย คือคนในสังคมปกติคิดว่าเราไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ถ้าหากว่าไม่ขึ้นตามเขา ไม่ขึ้นตามทุน ผมว่าโลกนี้มันกว้าง มันมีช่องมากมายเลยที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับทุนมากมายนัก เพียงแต่ว่าเรา 1.มองเห็นมันหรือเปล่า 2.มองเห็นแล้วกล้าที่จะแหวกออกมาหรือเปล่า ตรงจุดที่ผมขอบคุณการเขียนหนังสือ ก็คือการเขียนนาน ๆ มันทำให้เราพิจารณาเรื่องราว พิจารณาชีวิตในงานเขียน วันหนึ่งมันก็ชักนำผมมาสู้สิ่งเหล่านี้
อุรุดา : พูมีความรู้สึกว่าเวลาที่เราพึ่งระบบอะไรมาก ๆ เราจะรำคาญไง พูจะรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ไม่มีความสุข พูจะอึดอัดเหมือนอยู่ในที่แคบ ๆ พอเราอยู่ในวงนอก เราจะพึ่งมันน้อยลง พอเราพึ่งมันน้อยลง ชีวิตพูจะมีความสุขมากกว่า แต่เราหันไปพึ่งเพื่อนบ้าน พึ่งเพื่อน พึ่งแม่ คือเราต้องพึ่งคนไง มันไม่ใหญ่มาก มันสบายใจ เขารักเราเขาถึงช่วยเรา แต่ในระบบมันไม่ใช่
  • เกิดจากวิญญาณความเป็นนักเขียนด้วยใช่ไหม พอมาเจอบรรยากาศที่เอื้ออำนวยอย่างนี้ก็เลยหลงใหลวิถีชีวิตแบบนี้ไปเลย ?
อุรุดา : เหมือนพูหาทางอยู่ว่าอยู่อย่างไรถึงจะสบายไง พูรู้สึกว่าพูอยู่เมืองใหญ่พูไม่สบาย
กนกพงศ์ : ความจริงมันมีสถานที่มันมีหนทาง มันมีสิ่งที่จะทำให้คนเราอยู่สบาย แต่ว่ายุคสมัยที่มันบอกเรามาทำให้เราต้องทำแบบโน้นแบบนี้ ทำให้เรากลัวว่าถ้าไม่ทำแบบนั้นแบบนี้ มันจะลำบาก มันจะอยู่ไม่ได้
อุรุดา : แต่แปลกนะ เวลาที่คนมาที่บ้านนี้ก็จะมีคนพูว่าอยู่สบายจังเลย อยากอยู่อย่างนี้ พูว่าทุกคนต้องอยากอยู่อย่างนี้ แต่ว่าเงื่อนไขชีวิตมันแตกต่างกัน สำหรับพูการจะตัดสินใจอยู่ที่ไหนเป็นเรื่องง่าย เพราะพูไม่ต้องรับผิดชอบใครนอกจากชีวิตของพูเอง แม่ก็ดูแลพูได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งพูก็ไม่รู้สึกอะไรแม่ก็ต้องดูแลเราอยู่แล้ว เดี๋ยวห่างเหิน(หัวเราะ)
  • คุณอุรุดามีงานเขียนออกมากี่เล่ม ?
อุรุดา : 2 เล่ม มิตรภาพยังอยู่กับเรา กับ ลูกสาวของดอกไม้ รวมๆ แล้วก็เป็นเรื่องโรแมนติกธรรมดาทั่วไป ตอนนั้นพูยังทำงานธนาคารอยู่เลย ครึ่งหนึ่งของเรื่องสั้นชุดแรกที่ออกมา เป็นเรื่องสั้นที่เขียนใหม่ ๆ เผอิญกุดจี่(พรชัย แสนยะมูล)มันชอบไงเลยเอาไปรวม เราเขียนหนังสือเราก็อยากมีงานรวมเล่มใช่ไหม รวม ๆ พูสนใจเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
  • คิดว่ามีงานรวมเล่มเร็วไปไหม เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่อยู่ในวงการ ?
อุรุดา : เร็ว แต่ว่าไม่เร็วไป หมายความว่า เวลาพูเขียนเรื่องในตอนนั้น และได้รวมเล่มเลย ถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับงานในช่วงนั้น ถ้าพูไม่ได้รวมในตอนนั้น แล้วทอดเวลามาถึงตอนนี้แล้วคิดจะรวม พูคงไม่รวมแล้ว มันไม่ดีพอสำหรับวันนี้ มันเป็นเหมือนบันทึกความคิด ซึ่งพูรู้ว่ามันมีอายุสั้น และพูก็ไม่ได้หวังว่างานมันจะมีอายุยาว
กนกพงศ์ : มาอยู่ในสถานที่แบบนี้ ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ? (คราวนี้กนกพงศ์ เปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สัมภาษณ์บ้างด้วยความอยากรู้)
อุรุดา : เปลี่ยนไปมากเลย (หัวเราะ)
กนกพงศ์ : จากเชียงรายมาอยู่ใต้ จากชนชั้นกลางเป็นพนักงานแบงก์มาอยู่ในหมู่บ้านอะไรแบบนี้ มันน่าจะมีผลต่องาน
อุรุดา : มีผลต่องานมากเลย ตอนนี้จะเห็นว่าพูเขียนเรื่องแทบไม่ได้เลย เพราะว่าพูเห็นอะไรพูก็ตื่นเต้นไปหมด ข้างในพูเปลี่ยน พูรู้สึกว่าทัศนะต่อโลกของพูเปลี่ยน พูไม่สามารถเชื่อมโยงมันกับเรื่องราวในอดีตได้ พูคิดว่าพูต้องหาน้ำเสียงในการเล่าใหม่
แม้ชีวิตพูจะเปลี่ยนไปเยอะมาก แต่พูไม่มีปัญหาในเรื่องของการปรับตัว เพราะพูเป็นคนปรับตัวเก่ง คนที่ทำงานแบงก์ได้พูเชื่อว่าต้องเป็นคนปรับตัวเก่งมาก ๆ พูก็ปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป จากนับแบงก์มาเป็นนับลูกเงาะ(หัวเราะ)
  • คุณอุรุดาคิดอย่างไรบ้างกับการเป็นแฟนของ"เพื่อชีวิตคนสุดท้าย" รู้สึกประทับใจตรงไหนในตัวคุณกนกพงศ์ ?
กนกพงศ์ : มาจากนิตยสารคู่สร้างคู่สม (พี่หนกแซว: ทุกคนหัวเราะลั่น)
อุรุดา : พูชอบที่พี่เขาขึ้นต้นไม่เก่ง ไม่เกี่ยวกับงาน หรือคำนิยาม" เพื่อชีวิตคนสุดท้าย"เลย แผ่นดินอื่นได้อ่าน 2 เรื่อง ชอบเรื่องน้ำตกเรื่องเดียว คือพูอ่านงานอีกแบบหนึ่ง แต่พูก็ชื่นชมพี่เขาในฐานะนักเขียนอาชีพ
  • คุณอุรุดากับพี่กนกพงศ์ มีความแตกต่างกันเยอะไหม ไม่ว่าจะเป็นนิสัย ทัศนคติ อยู่ด้วยกันขัดแย้งกันบ้างไหม ?
อุรุดา : ไม่รู้เหมือนกันว่าต่างกันไหม พูไม่ค่อยคิดว่าต่างกันเยอะไหม พูเพียงคิดว่ามันสบายใจไหมในการที่จะคบหากัน มันลงตัวไหม หรือว่ามันไม่ขัดแยงกัน มันไม่จำเป็นต้องเหมือน แต่ว่าสิ่งที่เราคิดมันไม่ขัดแย้งกัน สำหรับพู พูเป็นผู้หญิงที่มีความคิดแบบยุคเก่า มันมาจากพื้นฐานของครอบครัวพู วิธีปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นของแม่ หรือของน้อง ก็คือความเป็นผู้หญิงไทยที่รู้สึกว่าสิ่งที่สำคัญของตัวเองคือบทบาทของแม่และเมีย พูจะไม่รู้สึกว่าผู้ชายเผด็จการ หรือว่าโลกนี้คือโลกของผู้ชาย คือโลกจะเป็นของใครก็ได้ถ้าอยู่กันแล้วมีความสุข ผู้หญิงอาจจะอยู่ในโลกของผู้ชายแล้วมีความสุขก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร
ส่วนเรื่องความขัดแย้ง พูกำลังคิดว่าอะไรมันเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้คนอยู่ด้วยกันโดยไม่ขัดแย้งกัน พูให้คุณค่าในสิ่งเดียวกันคืองานเขียน คือมันมองออกมาจากตัวเรา ถ้าเราหมกมุ่นกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา ความขัดแย้งมันก็จะเกิดง่าย แต่เรามองที่เป้าหมาย มองถึงคุณค่าที่อยู่นอกเหนือตัวเรา ก็คืองานเขียน เราให้คุณค่าในสิ่งเดียวกัน
ณ นาทีนี้มีปมปัญหาอะไรบ้างที่คุณเห็นว่ามันสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องรีบแก้ไข ต้องสะท้อนออกมาในงานเขียนเร็ว ๆ นี้
กนกพงศ์ : ก็คือการรุกของทุนที่เข้ามาสู่ชนบท ซึ่งคนในชนบทเขาเอาไม่ทันตั้งตัวไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร จริง ๆ แล้วมันคือปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่เขาพูดกันอยู่นั้นเอง เพียงแต่ว่ามันรุกเข้ามาด้วยการโฆษณา ประชาสัมพันธ์บ้าง การสร้างค่านิยมอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาบ้าง เพื่อทำให้คนในชนบทอ่อนด้อยง่อยเปลี้ย
  • การรุกคืบของทุนนิยมเป็นไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง คุณจะปรับเปลี่ยนกลวิธี หรือแนวทางการทำงานอย่างไร ?
กนกพงศ์ : ผมว่ามันค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า คือเราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ข้อจำกัดของศิลปะในสังคมยุคนี้มันมีอยู่จริง มันโดนอะไรต่าง ๆ นานากลบเสียงของศิลปะอยู่จริงซึ่งเราจะไปหวังผลให้มันเปลี่ยนแปลงหรือโน้วน้าวสังคมในทันทีทันใด ผมว่าน่าจะเป็นไปไม่ได้ ศิลปะมันก็มีความมหัศจรรย์อยู่บางอย่างว่าบางทีมันอาจจะคลิกเดียวคนทั้งสังคมรู้สึกขึ้นมาด้วย มันสามารถที่จะก่ออะไรขึ้นมาได้เป็นผลยิ่งใหญ่ แต่ว่าอย่างนั้นมันก็เหมือนกับการซื้อหวย ซึ่งเราไม่รู้ว่าจังหวะคลิกมันอยู่ตรงไหน แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว เราต้องหวังการค่อยเป็นค่อยไป ก็คือว่าการสื่อความคิดไปถึงปัจเจก จากคนสองคนไปขึ้นไปเรื่อย ๆ อาศัยสะสมปริมาณให้ได้ซักกลุ่มหนึ่ง ซึ่งคนกลุ่มนี้แหละที่จะไปเปลี่ยนแปลงสังคมได้เพราะว่าโลกเท่าที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็เกิดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่เกิดจากคนกลุ่มใหญ่ คนกลุ่มเล็ก ๆ เคลื่อนไหวจุดประกายขึ้น ผมทำงานศิลปะมา 20 กว่าปี ความเป็นคนทำงานศิลปะมันชัดเจนขึ้นว่าเรามองอะไรผ่านสุนทรียะ สุนทรียะมันไม่ทำกับข้างนอก มันทำกับข้างในคน เราก็เลยอยากเห็นว่าสุนทรียะหรือศิลปะที่เราสร้างออกเป็นมันจะทำอะไรกับข้างในคนบ้าง มันก่อผลขึ้นมาผมเชื่อในแนวทางของศิลปะมากกว่า
  • เขียนหนังสือมา 20 กว่าปี เคยรู้สึกตันบ้างไหม ?
กนกพงศ์ : ผมไม่รู้สึกว่าตัน เพราะผมมีเรื่องจะเขียนเยอะ เพียงแต่ว่าชีวิตมันวุ่นวายอยู่กับกิจกรรมต่าง ๆ ผมโชคร้ายอยู่อย่างหนึ่ง คือเป็นนักเขียนที่มีสถานภาพที่มีกิจกรรมเยอะ ทีนี้เราก็ไม่ยอมนิ่งเสียที ก็เลยไม่มีเวลาเขียน
  • คุณคิดว่าจำเป็นไหมที่นักเขียนไทยจะต้องตามอ่านงานของนักเขียนต่างประเทศรุ่นใหม่ ๆ เพื่อศึกษางานเขียนให้เท่าทัน ?
กนกพงศ์ : ผมคิดว่าไม่จำเป็น ถ้าศึกษาก็ดีมันเป็นการเปิดโลกทัศน์ แต่พูดถึงว่าจำเป็นที่เราต้องไปรู้ทุกเรื่องทุกราว หรือต้องไปทันอะไรทุกอย่าง มันไม่จำเป็น เพราะว่า นักเขียนมันเขียนขึ้นมาจากความเชื่อมั่นของตัวเอง ความคิดของตัวเอง ซึ่งเร็ว ๆ นี้ผมอ่านสัมภาษณ์ของมาโนช พุฒตาล ผมชอบแกอยู่อย่างหนึ่ง ตรงที่แกบอกว่าแกไม่เชื่อใคร เพราะว่าไอ้ที่มันบอก ๆ กันมาจากตะวันตกทำให้แกผิดหวัง แกบอกว่ามนุษย์มันก็เท่ากัน มันต้องมีความเชื่อในตัวเอง เชื่อในสิ่งที่เห็น เชื่อในสิ่งที่ประสบ เชื่อตัวเองทำให้เกิดความคิดใหม่อะไรซักอย่างหนึ่ง
พี่เคยบอกว่าตอนนี้นักเขียนไทยต้องเหนื่อยหน่อย เพราะนักอ่านไปงานงานของนักเขียนต่างประเทศกันหมด พี่คิดว่าจะเหนื่อยกันอีกนานไหม
อุรุดา : ที่เห็นว่างานของนักเขียนต่างประเทศได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนั้นเป็นการวัดจากนักอ่านที่กรุงเทพ นักอ่านที่นี้พูก็เห็นเขาอ่านงานของนักเขียนไทยเยอะแยะไปหมด
กนกพงศ์ : คือต้องแยกให้ออกอย่างหนึ่งว่านักเขียนมันก็มีอยู่หลายประเภท ที่เราพูด ๆ กันอยู่ว่านักเขียนอาชีพที่เขาต้องมีคำตอบเรื่องเศรษฐกิจว่ามันต้องเลี้ยงตัวเองได้ซึ่งถ้าหากเป็นแบบนั้น แน่นอนต้องไปวิ่งแข่งกับตลาดหนังสือ ตลาดหนังสือทุกวันนี้มันเป็นธุรกิจใหญ่ขึ้นมา มันมีการขยายกลุ่มคนอ่าน รักษากลุ่มคนอ่าน ต้องไปตีโจทย์ตลาดว่าตลาดคนอ่านมันอยู่อย่างไร อยู่ตรงไหน ควรจะโฆษณาอย่างไร ซึ่งแบบนั้นเขาต้องเหนื่อย เพราะมันเป็นการประกอบอาชีพอย่างหนึ่ง แต่ว่าผมโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะผลหลุดพ้นจากเงื่อนไขตรงนั้น คือผมเป็นนักเขียนอีกแบบหนึ่งที่เขียนเพราะมีเรื่องที่อยากสื่อสารออกไป อยากบอกให้คนอื่นได้รับรู้ ผมเขียนก็ต่อเมื่อมันมีเรื่องอัดอั้นในใจแล้วก็เขียนออกไป ผมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเกี่ยวกับตลาด หรือนักอ่านเขาชอบเรื่องประเภทไหน ชอบญี่ปุ่น ชอบยุโรป หรือชอบอเมริกา

  • ตอนนี้คุณจับตานักเขียนไทยคนไหนเป็นพิเศษ ?
กนกพงศ์ : มันก็ไม่มีใครเป็นพิเศษเพราะว่าเวลาอ่านผมจะอ่านไปเรื่อย ๆ อาจจะติดใจบ้างบางเล่มที่ผมชอบซึ่งนักเขียนแต่ละคนก็ไม่ได้มีงานดีทุกเล่ม อาจมีบางเรื่องที่ดี การเป็นนักเขียนต้องดูกันไปยาว ๆ ที่ ผมอ่านล่าสุดมีอยู่คนหนึ่งที่ผมอยากชื่นชมเพียงแต่ว่าตกรอบแรกซีไรท์ นอม วิเศษสิงห์เขียนเรื่อง"แม่"ผมชอบเรื่องนั้น
อุรุดา : อภิชาติ เพชรลีลา(เจ้าของผลงาน หนึ่งปีของชีวิต (เรื่องเล่าจากบันทึกนักฝึกหัดเขียน),กล่องไปรณีย์สีแดง ,อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง ,นกดวงจันทร์)
กนกพงศ์ : ผมอยากเห็นมานานแล้วนิยายที่เขียนถึงกรุงเทพ ฯ จริง ๆ ผมว่ากรุงเทพฯนี้อาภัพตรงที่กรุงเทพฯไม่มีนักเขียนที่เป็นคนกรุงเทพฯเลย เราก็เลยไม่รู้ว่ากรุงเทพฯที่เป็นจริงมันเป็นอย่างไร ที่เราได้อ่าน ๆ กันมันเป็นกรุงเทพฯที่เปลือก ผมว่ากรุงเทพฯจริง ๆ มันก็ต้องเป็นคนเหมือนเรา มีตรอกซอกซอยมีอะไรต่างๆ นานา มีคนจนมากมาย เรื่อง"แม่"สะท้อนภาพกรุงเทพฯจริง ๆ เป็นเรื่องราวในซอย ๆ หนึ่ง ทำให้เราเห็นชีวิตในซอย ๆ นั้น ถือว่าน่าพอใจที่ผมได้อ่านนิยายของคนกรุงเทพฯจริง ๆ จากเรื่องนี้ ชิ้นต่อไปของเขาจะน่าพอใจหรือไม่มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อุรุดา : พูชอบเขียนพูไม่ชอบคิด พูรู้สึกว่าตัวเองคิดไม่เก่งมันทำให้พูไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของความคิดในงานเขียน พูจะให้ความสำคัญกับอารมณ์ที่มีต่อปรากฏการณ์ที่พูประสบ ตอนนี้ พูกำลังอ่านขจรฤทธิ์ รักษา เมียของคนอังกฤษ พูเป็นคนอ่านหนังสือสะเปะสะปะมากเลย พูสนใจงานของนักเขียนรุ่นเก่า ๆ








โดย หอคอยขอบฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net