วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำนาน วาเลนไทน์ valentine 14 กุมภาพันธ์ Valentines Day


เรื่อง  วันวาเลนไทน์    คือวันที่ระลึกถึง  นักบุญเซนต์
วาเลนไทน์  (Saint  Valentine)ผู้เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาดี  ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริงแต  ่เขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่  14  กุมภาพันธ์  ค.ศ.  270  หรือเมื่อประมาณ  1,728  ปีล่วงเลยมาแล้ว  ในจักรวรรดิ
โรมัน

ประวัติความเป็นมาของเรื่องนี้  เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่  3  มีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ  "วาเลนตินัส"  เขาเป็นคนที่มี

ความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์มาก  โดยทุก  ๆ  วันเขาจะแอบนำอาหารและของใช้ที่จำเป็น  ไปวางไว้ประตูหน้าบ้าน
ของคนยากจนโดยไม่ให้คนเหล่านั้นรู้  ซึ่งในสมัยนั้นนะคะ  ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับในจักรวรรดิโรมัน  และถือว่าใครที่
นับถือศาสนาคริสต์  จะมีความผิดร้ายแรงมาก  พวกคริสเตียนจึงถูกข่มเหงและทารุณกรรมอย่างหนักเพื่อบังคับให้เลิกเป็น
คริสเตียน  ใครที่ไม่ยอมเลิกนับถือคริสต์จะถูกทรมานและฆ่าทิ้ง  วาเลนตินัส  ก็รวมอยู่ในกลุ่มขบวนการถูกขู่เข็ญและทรมาน
บังคับให้เลิกนับถือศาสนาคริสต์  แต่เขาไม่ยอมจึงถูกจับเข้าคุก  ในข้อหาเป็นคริสเตียน

ในขณะที่เขาถูกจับขังคุกนั้น  ก็พบรักกับสาวตาบอดซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในนั้น  และด้วยความรักและคำอธิษฐาน

ของเขา  พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของคนรักของเขาซึ่งเธอตาบอด  หายเป็นปกติ  จากเหตุการณ์นี้เองจึงทำให้ผู้คุมและครอบ-
ครัวของเขาหันมานับถือศาสนาคริสต์  เมื่อความนี้นี้เองรู้ถึงจักพรรดิคลอดิอุสที่  2  ของโรม  พระองค์ทรงกริ้วมาก  สั่งให้ลงโทษ
วาเลนตินัส  อย่างหนักด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ

ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น  เขาได้เขียนจดหมายสั้น  ๆ  เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรัก  ของเขา
และลงท้ายในจดหมายว่า  "จากวาเลนไทน์ของเธอ"  รุ่งขึ้นของเช้าวันที่  14  กุมภาพันธ์  ค.ศ.  270  วาเลนตินัส
ก็ถูกนำไปตัดศีรษะและเอาศพไปฝังไว้ที่เฟลมิเนี่ยนเวย์ซึ่งภายหลังมีการสร้างโบสถ์หลังใหญ่คร่อมสุสานของเขาไว้
เพื่อเป็น  อนุสรณ์รำลึกถึงชีวิตและความรักอันยิ่งใหญ่ของเขา  คนทั่วไปประทับใจกับความรักของเขาจึงยึดถือเอาวันที่
14  กุมภาพันธ์  ของทุกปีเป็น  "วันวาเลนไทน์"  ภาษาอังกฤษเรียกว่า  Saint  Valentine's  Day  หรือ  Valentine's
Day  หรือวันแห่งความรัก  ซึ่งต่อมาได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรปและอเมริกา  และเข้ามาในทวีปเอเชียด้วย

ด้วยความที่กุหลาบมีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว  จึงทำให้ความสวยงามของดอกและกลิ่นอันชวนพิสมัยของ

ราชินีแห่งดอกไม้นี้เป็นที่เลื่องลือมาช้านาน  และล้วนกล่าวถึงความงามเป็นสื่อที่แสดงถึงความสุข  ความมีไมตรีจิต  ความ
น่ารักความสวยงาม  การบูชา  และการเกี้ยวพาราสี  ดังนั้น  กุหลาบจึงเป็นเสมือนตัวแทนแห่งความรัก  และความอมตะ
จนมีตำนานกล่าวขานกันต่าง  ๆ  นานา  ตั้งแต่สมัยกรีก  ตำนานเล่าว่า  "คลอรีส"  เทพธิดาแห่งดอกไม้  ได้บันดาลให้ร่างของ
นางไม้กลายเป็นกุหลาบ  และยกให้เป็นราชินีของดอกไม้  จากนั้นต่อมาก็มีการมอบดอกกุหลาบแก่  "อีรอส"  ลูกชาย  ซึ่งเป็น
เทพแห่งความรัก

ส่วนในศาสนาคริสต์เชื่อกันว่า  ในสมัยที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนอยู่นั้น  พระโลหิตได้ไหลหยดลงบนต้นหญ้ามอสส์

และได้บังเกิดเป็นต้นกุหลาบที่มีดอกสีแดงสด  จึงมีการเรียกขานกุหลาบชนิดนี้ว่า  "กุหลาบมอสส์"  นอกจากนี้ยังมีการสู้รบ
กันระหว่าง  2  ตระกูลใหญ่  คือราชวงศ์ยอร์ค  ซึ่งใช้สัญลักษณ์เป็นดอกกุหลาบขาว  และราชวงศ์แลงแคสเตอร์  ใช้ดอก
กุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์  และได้เรียกสงครามครั้งนี้ว่า  "สงครามกุหลาบ"  ซึ่งเกิดขึ้นในปี  พ.ศ.  1948-2028  และในสมัย
ต่อมาพวกกุหลาบแดงได้มาแต่งงานกับพวกกุหลาบขาว  ซึ่งในปัจจุบันกุหลาบได้ถือเป็นดอกไม้ประจำชาติของชาวอังกฤษ
ไป  นี่แหละค่ะถ้าทุกคนมีความรักให้แก่กันแล้วโลกจะสงบสุขแน่นอนค่ะ  :  )

เรามาดูกันในประเทศไทยบ้างค่ะมีเรื่องราวเล่าขานถึงความงดงามของดอกกุหลาบไว้โดยปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์

ของพระมหาธีราชเจ้า  รัชกาลที่  6  ในเรื่อง  "มัทนะพาธา"  หรือ  "ตำนานดอกกุหลาบ"  ซึ่งได้ปรากฏชัดว่าดอกกุหลาบได้กลาย
เป็นดอกไม้ที่นิยมไปทั่วโลก

เรามาย้อนอดีต...กุหลาบ...ราชินีแห่งบุปผชาติกันดูไหม

ด้วยความโดดเด่นของรูปโฉมอันพิลาส  กอปรกับกลิ่นหอมที่มีเสน่ห์เย้ายวนชวนให้น่าหลงไหล  กุหลาบจึงเป็นดอกไม้

ที่นิยมมาตั้งแต่อดีตกาล  โดยสันนิษฐานว่า  กุหลาบถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัย  Taceous  หรือเมื่อประมาณ  40  ล้านปีมาแล้ว
โดยดูได้จากซากฟอสซิลที่ขุดพบโดยนักวิทยาศาสตร์  แต่หลักฐานที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดแน่นอนจะอยู่ในราว  5,000  ปี
ที่ผ่านมาค่ะ  ตั้งแต่สมัย  สุเมเรียน  (Sumerians)โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษได้ขุดค้นพบน้ำที่มีกลิ่นกุหลาบในหลุม  ศพของกษัตริย์ในสมัยนั้น  นอกจากนี้ยังค้นพบเครื่องประดับของชาวสุเมเรียน  ซึ่งมีรูปทรงเป็นดอกกุหลาบทำด้วยทองคำ
แต่ในบางแหล่งได้กล่าวไว้ว่า  กุหลาบมีกำเนิด  ณ  เทือกเขาคอเคซัส  ประเทศเปอร์เซีย  หรืออิหร่านในปัจจุบันและมีชื่อ
เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า  "คุล"  Gol  หรือ  Gul  ซึ่งแปลว่า  ดอกไม้  และคำว่า  "คุลาพ"  หมายถึง  กุหลาบอย่างที่คนไทยเราเรียกกัน
สำหรับประเทศไทยไม่ทราบแน่ชัดว่า  มีกุหลาบมาตั้งแต่สมัยใด  หากแต่มีการบันทึกของราชทูตฝรั่งเศส  ในสมัยสมเด็จ
พระนารายณ์มหาราช  ว่าได้เห็นดอกกุหลาบอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  และอีกหลายแห่งที่ปรากฎหลักฐานว่า  มีกุหลาบเข้ามาเมือง-
ไทยแล้วก็คือ  กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก  ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ที่ได้กล่าวถึงความงามของ
ดอกกุหลาบไว้ด้วย
รูปร่างและสีสันของดอกกุหลาบ...แปลความหมายได้
ดอกกุหลาบนั้นทั้งลักษณะและสีสันของมันสามารถสื่อความหมายถึงคนที่เรามอบให้  ได้ว่าอย่างไร  ที่เราทุกคนเรียก
มันว่า  "ภาษาดอกไม้"  อย่างไรไงคะ  เรามาดูกันเลยนะคะว่าดอกกุหลาบแต่ละแบบ  แต่ละสีสื่อความหมายไว้ว่าอย่างไรกันบ้าง
กุหลาบแดง  หมายถึง  ความรักและความปรารถนา  เป็นดอกไม้ของคิวปิดและอีรอส  (คุณกามเทพไง)  เป็นสิ่งนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับ
กุหลาบขาว  หมายถึง  ความมีเสน่ห์  ความบริสุทธิ์  ความเงียบสงบ  และนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับเช่นเดียวกับดอก
กุหลาบแดง
กุหลาบสีชมพู  หมายถึง  ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุด
กุหลาบสีเหลืองหรือสีส้ม  หมายถึง  ความรักร้อนแรงและยาวนาน  ไม่จืดจาง  หวานชื่น  และมีความสุข
กุหลาบตูม  หมายถึง  ความรักและความเยาว์วัย
กุหลาบบาน  หมายถึง  ความรักที่กำลังเบ่งบาน  ความอ่อนหวาน  สดชื่น
  อ้อ  ประเพณีของหนุ่ม-สาวชาวอาทิตย์อุทัย  หรือชาวญี่ปุ่นนั่นเองจะแตกต่างกับ  ชาติอื่น  ๆ  คือในวันที่  14  กุมภาพันธ์  หรือ  วันวาเลนไทน์  สาว  ๆ  จะเป็นคนให้  ช็อกโกเลต  (Chocolate)  รูปหัวใจขนาดเล็ก-ใหญ่
แล้วแต่ความชอบน้อย-มาก  ตัวเองทำเองแก่หนุ่ม  ๆ  ที่เธอชอบ  เรียกว่าวันนั้นหนุ่ม  ๆ  ยิ้มกันแก้มปริกันเป็นแถวเลย  หลังจากวันนั้นอีกหนึ่งเดือนคือวันที่  14  มีนาคมหนุ่ม  ๆ  ก็จะมอบดอกกุหลาบ  เพื่อเป็นการขอบคุณสาวผู้ให้


ข้อมูลจากนิตยสาร  ผาสุก  ,  108  ซองคำถามของนสพ.สารคดี  และ  จุลสาร  3495  News

โดย amejorken

 

กลับไปที่ www.oknation.net