วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงวิจิตรวาทการ...เทวดาหรือซาตาน??


หลวงวิจิตรวาทการ...เทวดาหรือซาตาน??

 

เอ่ยชื่อหลวงวิจิตรวาทการ เยาวชนไทยส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก หรือไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ แต่คนไทยที่มีอายุเกิน 50 ปีอย่างน้อยก็คงได้ยินชื่อท่านอยู่บ้างหรอก หรือไม่ก็คงได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากท่านอยู่บ้างหรอก แม้จะไม่รู้จักท่านอย่างลีกซึ้งดีพอ  เช่น ตอนเด็กๆ อาจเคยได้ยินเพลงกรอกหูจากวิทยุทุกเช้า เช่นเพลง ตื่นเถิดชาวไทย และเพลงต้นตระกูลไทย

 

 

ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง

ชาติจะเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย

หากมัวหลับมัวหลง เราก็คงละลาย

เราต้องเร่งขวนขวาย ตื่นเถิดชาวไทยฯ

 

....ต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ

รักษาดินแดนไทย ไว้ให้ลูกหลาน

สู้จนสูญเสีย แม้ชีวิตของท่าน

เพื่อรักษาบ้าน เมืองไว้ให้เราฯ

 

หลวงวิจิตรฯ เป็นขุนพลทางวิชาการคู่ใจของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรมต. ที่ได้ตำแน่งมาจากการปฏิวัติด้วยตนเอง โดยล้มล้างรัฐบาลของนายปรีดี พนมยงค์  ดังนั้นท่านจึงถูกวิพากษ์อย่างหนักในเชิงลบจากนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้าที่นิยมท่านปรีดี โดยข้อหาว่าเป็นผู้นิยมลัทธิเผด็จการชาตินิยม (ของจอมพล ป. )

 

ตัวผู้เขียนเองนี้ก็แปลก คือ นิยมทั้งท่านปรีดี และท่านหลวงวิจิตรฯ  และคิดว่า ถ้าทั้งสองท่านได้ทำงานร่วมกันในสม้ยโน้น คงจะช่วยชาติไทยได้มากมหาศาล เผลอๆ ป่านนี้ไทยอาจเป็นมหาอำนาจเอเชีย ไปแล้วก็ได้

 

ทำไม..คนเก่งคนดี ของไทยเราทำงานร่วมกันเป็นทีมไม่ได้ ยกเว้น คนเลว มันทำงานเป็นทีมได้ดีเสมอ ร่วมมือกันโกงกินชาติได้ทุกยุคทุกสมัย

 

ท่านปรีดีได้เปรียบหลวงวิจิตรฯตรงที่ ท่านมีปัญญาชนจำนวนมากเข้าข้างท่าน ส่วนท่านหลวงฯนั้นปัญญาชนจำนวนมากไม่ชอบ เพราะหาว่าไปอยู่กับศัตรูของท่านปรีดี (คือจอมพล ป.) 

 

แต่ผู้เขียนใคร่ขอให้มองท่านอย่างเป็นธรรมบ้าง เพราะถ้าเอาปัจจัยนี้มาเป็นหลักในการตัดสินความดีเลวของบุคคล ดังนั้น อ.ป๋วย ก็ต้องเป็นคนเลวด้วยสิ เพราะไปรับใช้เป็นรมว.ในสมัยเผด็จการสฤษดิ์ อยู่ตั้งนาน (ซึ่งสฤษดิ์นั้นอาจ “เลว” ยิ่งกว่า ป. เสียอีก)

 

ผู้เขียนเอง แท้จริงแล้ว รู้จักท่านหลวงฯน้อยมาก หรือจะเรียกว่าไม่รู้จักเลยก็ว่าได้ ที่รู้จักท่านนั้นรู้จักผ่านหนังสือที่ท่านเขียนทั้งสิ้น คะเนว่าท่านเขียนหนังสือไว้ไม่ต่ำกว่า 100 เล่ม ส่วนผู้เขียนได้อ่านนั้นประมาณสัก 50 เล่มเห็นจะได้ โดยทั้งหมดที่อ่านนั้นอยู่ในช่วงอายุ 15-16 ปี เช่น เรื่อง พุทธานุภาพ กำลังใจ บังลังภ์เชียงรุ้ง แว่นฟ้าจำปาศักดิ์ กุหลาบเมาะลำเลิง ฟากฟ้าสาละวิน พานทองรองเลือด สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้า ห้วงรักเหวลึก (10 เล่มจบ)  พลีชีพเพื่อชู้ ผจญชีวิต (ชื่อเรื่องอาจผิด ...เท่าที่จำได้)

 

นอกจากนี้ยังมีบทละครอีกมากหลาย เช่น เลือดสุพรรณ และยังมีบทเพลงรำวงมาตรฐาน  เช่น รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก

 

งานเขียนส่วนใหญ่ของท่านเป็นนวนิยาย ที่มักผูกเรื่องให้อิงประวัติศาสตร์และชักนำให้เกิดความรักชาติ เผ่าพันธุ์ไต ซึ่งก็คงสนองความฝันของจอมพล ป. ได้เป็นอย่างดีในการทวงคืนดินแดนไตจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษฝรั่งเศส เช่น รัฐฉาน ยูนนาน ลาว ให้กลับมาเป็นของไทยดังเดิมแต่สม้ยก่อนยุคอาณานิคม แต่หนังสืออีกส่วนหนึ่งก็เป็นพุทธศาสตร์ และ จิตวิทยาการทำงาน แม้ในนวนิยาย ท่านก็แทรกจิตวิทยาสอนคนไว้มากหลาย แบบคนอ่านถูกหลอกให้ซึมซับไปโดยปริยาย

 

ประเด็นสำคัญในงานด้านนวนิยายของท่านที่น่าสังเกตมากคือ ท่านเป็นนักสิทธิสตรีคนแรกในประเทศไทยก็ว่าได้ โดยที่นิยายของท่านั้นมักยกให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ เป็นผู้นำในการกู้วิกฤติสังคม และมักเป็นว่าผู้หญิงตัวเอกนี้จะมี “ผัว” หลายคน ทั้งที่กระแสสังคมขณะนั้นคือหญิงต้อง “รักเดียวใจเดียว” เท่านั้น อย่างเช่น ห้วงรักเหวลึก นั้น นางเอกมีผัวสัก 5 คนได้กระมัง แต่แต่ละครั้งก็มีเหตุผลดีๆมาอ้างได้เสมอ ทำให้ผู้อ่านยอมจำนนว่า เป็นการสมควร ไม่ผิดประเพณีแต่ประการใด การอ่านหนังสือของท่านทำให้เราได้ฝึกการใช้ตรรกไปโดยปริยาย (เพราะใจเราค้านแต่แรก แต่พออ่านๆสักพักก็ยอมจำนวนด้วยเหตุผล)

 

แต่ส่วนคนจะจ้องจับผิด ก็คงจับผิดท่านได้ระนาว กราวไปหมดนั่นแหละ

 

ดูเหมือนว่าท่านไม่ได้มีการศึกษาอย่างเป็นระบบอะไรเลย บวชเรียนในบวรศาสนามาโดยตลอดตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม  ที่มีความรู้จนได้เป็นถึงเสนาบดีคู่ใจนายกรมต. นั้นเพราะความพากเพียรพยายามเฉาะตนโดยแท้  จนมีความรู้แตกฉาน พูดเขียนได้หลายภาษา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ไทย บาลี สันสกฤต ดูเหมือนว่าท่านได้ถูกแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งทูตในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น (ประเทศสำคัญในช่วงยุคอาณานิคมทั้งนั้น) และยังเป็นรมว. กระทรวงธรรมการ (ศึกษา ) และการคลัง อีกด้วย

 

ดังที่แจ้งไว้แล้ว..ผมเองไม่ได้ศึกษาท่านละเอียด ไม่รู้จริงๆ ว่าท่านได้คิด พูด และทำอะไร(ที่เลวๆ)ไว้บ้าง แต่ประทับใจมากกับงานเขียนของท่าน คนๆหนึ่งมาเขียนหนังสือทิ้งไว้เป็น 100 เล่ม ถามว่ามีกี่คนในประเทศไทย แม้ในโลก ที่ทำเช่นนี้ได้ คนแบบนี้คงเป็นคนเลวได้ยาก โดยเฉพาะเขียนด้านพุทธศาสตร์ไว้ก็มาก  น่าเสียดายที่ท่านยังไม่ได้รับการจารึกเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดย ยูเนสโก แห่งองค์การสหประชาชาติ เหมือนท่านอื่นๆ รวมทั้งท่านปรีดี

 

แต่ทำไมปัญญาชนจำนวนมากจึงวิจารณ์ท่านเสียๆหายๆ ถ้าวิจารณ์ท่านเพียงเพราะว่าท่านร่วมงานกับเผด็จการที่โค่นล้มนายปรีดี ซึ่งเป็นคนที่ท่านเหล่านั้นชื่นชม ก็ถือว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อท่านหลวงฯเลย ลองคิดในมุมกลับบ้างสิว่า ถ้าไม่มีท่านหลวงคอยทัดทานไว้ ป่านนั้นรัฐบาลป.พิบูล อาจกระทำการอะไรที่เลวร้ายไปกว่านี้มากก็เป็นได้

 

อย่างน้อยที่สุดท่านหลวงฯก็เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทั้งชาติได้ ในเรื่องของ ความอุสาหะพยายาม แม้ไม่มีการศึกษากะใครเขา ก็อุสาหะจนมีความรู้ เป็นที่ยอมรับถึงขนาดได้เป็นทูต และ เป็น รัฐมนตรีได้ และยังได้ฝากผลงานด้านวรรณกรรม บทละครา หนังสือด้านวิชาการ ไว้เป็นมรดกให้อนุชนได้ศึกษาหาความรู้และบันเทิงได้ถึงเพียงนี้

 

หลายท่านหาว่าท่านหลวงฯเป็นพวกคลั่งชาติ แต่ผมกลับคิดว่าท่านเป็นพวก “รักชาติ” มากกว่า และผมเชื่อว่าความรักชาตินั้นเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งดี ถ้าเราไม่รักชาติเราเสียก่อนแล้ว การที่จะมาบอกว่าเรามีจิตใจสากลที่รักมวลมนุษยชาติทุกชาติโดยเท่าเทียมกันนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ และย่อมเป็นการโกหกโดยแท้

 

พอเขียนเสร็จ..ก็เลยนึกได้ว่า เอ้า เรากำลังอยู่ในโลกอินเตอร์เนต ก็เลยลองไปค้นดู ก็พบเรื่องของท่านพอสมควร ส่วนใหญ่ก็ซ้ำๆ กัน แสดงว่าคนไทยเราไม่ค่อยได้ศึกษาค้นคว้าอะไรในเชิงลึก (ตามเคย ) แต่ก็ยังค้นไม่พบว่า ท่านได้ทำความไม่ดีอะไรไว้บ้าง ดังนั้น ขอยกประโยชน์ให้ท่าน และสรุปว่า ท่านคือเทวดา ไว้ไปพลางก่อน

 

ข้างล่างนี้คือบางส่วนที่ค้นพบในเว็บ ...เลยตัดปะมาให้อ่านกันเล่นๆ

 

การศึกษา

        จบการศึกษาจากโรงเรียนจังหวัดอุทัยธานี จบเปรียญ ๕ ประโยค สำนักวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เรียนกฎหมายไทย สอบได้ภาค 1 แล้วออกไปรับราชการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ในสถานทูตไทย พ.ศ.2463 เรียนกฎหมายและรัฐศาสตร์ ที่ฝรั่งเศส พ.ศ.2469

การดำรงตำแหน่ง

        ในปี พ.ศ.2461 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดมหาธาตุ เมื่อลาสิกขาบทแล้ว ได้เข้าทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ และได้เรียนวิชากฎหมายไทย ที่โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2463 ได้ย้ายไปทำงานประจำอยู่ที่สถานทูตไทย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้ศึกษาวิชาการและภาษาต่างๆ จนสามารถที่จะ... “...เมื่ออายุได้ 25 - 26 ปี ข้าพเจ้ารู้ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสอย่างใช้การได้ รู้ภาษาไทยพอที่จะแต่งหนังสือออกเผยแพร่ รู้ภาษาบาลีจากชั้นปฐมวัย ข้าพเจ้าอ่านภาษาเยอรมัน อิตาเลียน สเปน โปรตุเกสได้ หลังจากอายุ 40 ปี ข้าพจ้าตัดสินใจเข้าโรงเรียนใหม่ โดยเริ่มเรียนภาษาเยอรมันเมื่ออายุ 47 ปี เริ่มเรียนภาษากรีกและภาษาลาตินอย่างจริงจัง ขณะถูกจับคุมขังโดยกองทัพอเมริกันก็เริ่มศึกษาหลักไวยากรณ์...” ต่อมาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาการทูต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ วิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาอักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

นามปากกา
องคต เวทิก แสงธรรม

สรุปผลงาน
นวนิยาย : ห้วงรักเหวลึก พานทองรองเลือด ดอกฟ้าจำปาศักดิ์ ฟากฟ้าสาละวิน
สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้า ยอดเศวตฉัตร ผจญชีวิต ครุฑดำ เสน่ห์นาง กรุงแตก ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน เจ้าแม่จามรี เจ้าแม่สาริกา บ่มรัก ฯลฯ
บทละคร : เลือดสุพรรณ ราชมนู ศึกถลาง พระเจ้ากรุงธนบุรี มหาเทวี น่านเจ้า
พ่อขุนผาเมือง ดาบแสนเมือง เจ้าหญิงกรรณิการ์ ลานเลือด-ลานรัก ฯลฯ
บทเพลง : เพลงผู้แทน เลือดสุพรรณ รักเมืองไทย รักชาติ แหลมทอง ศึกถลาง
เดิน ต้นตระกูลไทย ตำรวจไทย กองทัพบกไทย นาวีไทย ฯลฯ
บทความและสารคดี : ความขบขัน ความหมายการศึกษา วิถีนักเขียน กำเนิดธนบัตร ฯลฯ
วิชาการ : ประวัติศาสตร์สากล (12 เล่ม) ประชุมพงศาวดารฉบับความสำคัญ
(8 เล่ม) ศาสนาสากล (5 เล่ม) วิชชาแปดประการ มหาบุรุษ มันสมอง ความฝัน พุทธานุภาพ กุศลโลบาย กำลังใจ กำลังความคิด ฯลฯ


"ขอให้ผู้อ่านของข้าพเจ้าจงเป็นนักทำงาน ขอให้เราสร้างชีวิต สร้างอนาคตของเราด้วยการทำงานและขอให้การทำงานจงเป็นความผาสุกความสนุก และเป็นเกียรติ ขอให้หนังสือที่อยู่ในมือท่านนี้ จงเป็นเครื่องอุปกรณ์ให้ท่านประสบผลสำเร็จในการงานของท่าน" จาก "วิธีการทำงานและสร้างอนาคต"

 

 

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net