วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ช่อผกา...บุหงารายา


                 สายลมแห่งฤดูหนาวยังคงพัดแผ่วขณะที่ฉันเปิดประตูบ้านออกมารับอากาศ       ลมพัดโชยต้องผิวกายจนสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็น    อากาศแปรเปลี่ยนเย็นลงทั้งทั้งที่ก่อนหน้าเคยร้อนระอุราวกับช่วงฤดูร้อน   ช่อชบาริมรั้วทอดกิ่งไหวก้านโอนเอนอยู่ในสายลมยามเช้า     เสียงจิ๊บจิ๊บเจื้อยแจ้วของนกกินปลีอกเหลืองที่กำลังห้อยหัวผกลงดูดดื่มน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ดังขึ้น  ฉันทรุดตัวนั่งลงที่ลานระเบียงบ้านด้วยหวั่นเกรงว่าจะรบกวนเจ้านกตัวน้อยตัวนั้น 
                     เมื่อนกกินปลีตัวน้อยผละจากการดื่มด่ำเกสรดอกไม้  ฉันจึงลุกขึ้น   เดินไปยังต้นชบาที่ชูช่อไสวอยู่ริมรั้ว  “ ขอโทษนะ”  ฉันรำพึงเบาเบาก่อนที่จะตัดกิ่งชบาดอกจิ๋วจากต้น      ตามปกติแล้วฉันไม่ชื่นชอบการเด็ดดอกไม้  ดอกไม้ที่ฉันปลูกจึงมักบานจนโรยราอยู่คาต้น “   แต่สำหรับวันนี้เป็นวันพิเศษ ” ฉันแย้งในใจก่อนที่จะเดินเข้าบ้าน
              “พี่ต้อม... เค้าเอาดอกไม้มาฝากนะ”             ฉันกล่าวแผ่วเบาขณะที่วางดอกชบาลงหน้าภาพถ่ายขาว – ดำ   ปล่อยให้ความรู้สึกรักและถวิลหาแตะแต้มกลีบบางของชบาสีสด  ส่งผ่านไปยังบุรุษในภาพ  ดวงตาคมบนเครื่องหน้าเข้มในภาพถ่ายที่มองสบตาฉัน    ยังคงสดใส       เหมือนหนึ่งเจ้าตัวยังมีชีวิต  ความทรงจำที่พร่าพรายกลับกระจ่างชัดขึ้นในห้วงคำนึง

            หลังจากที่พี่ต้อมจากไป  ครอบครัวของเราได้นำอัฐิของพี่ต้อมไปฝากไว้กับน่านน้ำทะเลอันดามัน  ในวันนั้นเรา อันประกอบไปด้วย            ฉันและพี่สะใภ้พร้อมด้วยหมู่มวลมิตรสหายของพี่ต้อมก็กลับมาที่บ้าน “ บุหลันรายา ” ใน อ.อ่าวลึก จ.กระบี่  ขณะที่เรากำลังนั่งพักที่ลานลั่นทม                โกเอียด (วารี วายุ ) กวีผู้เป็นเหมือนหนึ่งพี่ชายที่นับถือของครอบครัวเรา เหลือบไปเห็นป้ายชื่อบ้าน “ บุหลันรายา ” ที่แขวนอยู่ข้างผนังบ้าน จึงถามไถ่ขึ้นว่า “  ซื้อมาจากไหนล่ะ สวย แกะลายได้อ่อนช้อยเชียว ” “ ไม่ได้ซื้อจากที่ไหนหรอกค่ะ โกเอียด น้าต้อมทำเอง       ไปเดินหาซื้อกันนหลายร้าน ไม่ถูกใจ น้าต้อมเลยลงมือทำเองเสียเลย ”    พี่สะใภ้ฉันตอบด้วยความภูมิใจในฝีมือของชายอันเป็นที่รัก   “  อ้าวเหรอ  ต้อมนี่       เล่นเองทุกอย่างเลยนะ บ้านก็เขียนแบบเอง ป้ายก็ทำเอง ”          โกเอียดกล่าวด้วยความทึ่งก่อนเดินไปเพ่งพินิจป้ายชื่อบ้านอย่างชิดใกล้และถ่ายภาพเก็บไว้ด้วยความพึงพอใจ “ ดอกชบา บุหงารายา ”            โกเอียดรำพึงเบาเบาเมื่อเห็นลวดลายแกะดอกชบาที่ปรากฏบนป้ายไม้แผ่นนั้น    “อะไรคะ โกเอียด บุหลันรายาค่ะ ไม่ใช่บุหงารายา”  ฉันทักท้วง    ด้วยคิดว่า โกเอียดอ่านชื่อบนป้ายผิด “ เปล่า   ผมไม่ได้หมายถึงชื่อบ้าน ผมหมายถึงดอกชบาบนแผ่นป้ายต่างหากล่ะ      ดอกชบานี่ ภาษามาลายูเรียกว่า บุหงารายา เป็นดอกไม้ประจำชาติของมาเลเซีย       ต้อมชอบดอกชบาหรือ ” คำถามสุดท้ายนั้นโกเอียดหันมาถามพี่สะใภ้ของฉัน และได้รับคำตอบว่า “  ค่ะ    น้าต้อมชอบ           แต่ที่บ้านหลังนี้ยัง     ไม่ได้ปลูกเลยโกเอียด  ลงไว้แต่ลั่นทม     ว่าจะหามาปลูกอยู่เหมือนกัน ”
                  นั่นคือครั้งแรกที่ฉันรู้จักดอกชบาในนามอื่น      พร้อมทั้งรับรู้ว่านอกเหนือไปจากดอกลั่นทมและชงโคแล้วดอกชบายังเป็นดอกไม้โปรดอีกชนิดที่พี่ต้อมชื่นชอบ        มิน่าเล่า  พี่ชายของฉันจึงแกะสลักดอกชบาลงบนแผ่นไม้ที่ใช้ทำชื่อบ้านบุหลันรายา    บ้านหลังที่แม้นมิใช่เรือนเกิด....หากเป็นถิ่นที่รักและวาดหวังว่าจะได้ใช้ชีวิตในปั้นปลาย     แต่ในที่สุด  หวังนั้นก็เป็นเพียงแค่ความฝัน    ผีเสื้อปีกบาง......จึงขออาศัยน่านน้ำอันดามันเป็นเรือนพักชั่วนิจนิรันดร์
 

                             ค่าที่ชบาเป็นดอกไม้พื้นบ้านที่พบเห็นกันทั่วไป          เราจึงมองไม่เห็นคุณค่าของเธอ  ฉันเองก็มิต่างจากนั้น   แม้ว่าจะคุ้ยเคยกับดอกชบามาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัยแล้วก็ตาม        ในวันเก่าฉันและผองเพื่อนมักเก็บใบชบาที่มีคุณสมบัติเป็นเมือกเหลว มาคั้นกับน้ำ    ทิ้งไว้จนแห้งแล้วสมมุติกันว่าเป็น “วุ้น ” ในการเล่น“หม้อข้าวหม้อแกง”     ส่วนกลีบดอกสีสวยสดหลากหลายสีที่มีตั้งแต่แดงสด  ขาวสะอาดตา  สีไข่ไก่  ชมพูแก่ – อ่อน  ม่วง ไปจนถึงสีส้มนั้นเล่า  ก็ถูกนำมาหั่นฝอยต่างว่าเป็นเส้นหมี่     เส้นก๋วยเตี๋ยวตามแต่จะนึกฝัน   และในบางวันดอกชบาริมทางเหล่านี้ก็มีโอกาสได้ขึ้นหิ้งในฐานะ “ดอกไม้บูชาพระ”     ยามที่ฉันมัวแต่เล่นเพลิดเพลินจนคร้านจะเก็บดอกมะลิในสวนข้างบ้านมาเสียบกับทางมะพร้าวเพื่อนำไปให้ยายไหว้พระเฉกเช่นทุกทุกวัน


                    นั่นคือความทรงจำเกี่ยวกับดอกชบาที่ฉันเคยรู้จักในวัยเยาว์   ครั้นเมื่อได้มีโอกาสไปเยือนยังดินแดนภารตะ  จึงได้รู้ว่าดอกชบา ไม้ดอกที่คนไทยมองข้าม  เห็นเป็นเพียงไม้ประดับธรรมดาที่ปลูกไว้แต่งแต้มสีสันริมรั้วนั้น   กลับเป็นดอกไม้สำคัญสำหรับชาวฮินดู     เป็นดอกไม้ที่ชาวภารตะใช้เป็นดอกไม้สำหรับบูชาพระคเณศ หรือพระพิฆเณศววร      เทพเคารพผู้มีร่างกายเป็นคนศีรษะเป็นช้าง  เทพผู้ซึ่งขจัดอุปสรรคทั้งมวลและเทพเจ้าแห่งสติปัญญา  ชบาจึงเป็นต้นไม้ที่พบเห็นกันได้ทั่วไปในประเทศอินเดีย   ตามบ้านเรือนและตามโบสถ์พราหมณ์ทั่วทุกแห่งหน


                  นอกเหนือไปจากการเป็นดอกไม้บูชาเทพแล้ว      ชาวอินเดียยังนำส่วนต่างต่างของชบามาใช้ในการรักษาโรค ดังปรากฏในคัมภีร์อายุรเวท          ที่กล่าวถึงสรรพคุณของดอกชบาว่า ช่วยฟอกโลหิต บำรุงจิตใจให้แช่มชื่น บำรุงผิวพรรณและช่วยให้ผมดกดำ บำรุงผม   นอกจากนี้ยังช่วยรักษา และบรรเทาโรคเกี่ยวกับไต และระบบสืบพันธุ์ในผู้หญิง  ด้วยสรรพคุณทางยาและความสำคัญในฐานะที่เป็น “ดอกไม้บูชาเทพ”         ชาวภารตะจึงนิยมปลูกชบาไว้ข้างบ้านเพื่อประโยชน์ใช้สอยมากกว่าที่จะปลูกไว้ประดับบ้านเฉกเช่นที่ชาวไทยนิยมกัน

             ช่อชบาบนแผ่นไม้ที่พี่ต้อมบรรจงแกะสลักอย่างงดงามเป็นชื่อบ้านบุหลันรายานั้น    มิเพียงเป็นผลงานที่ยังหลงเหลืออยู่  ให้ฉันรำลึกถึงพี่ชายอันเป็นที่รัก  หากดอกไม้ที่แสนจะเรียบง่ายธรรมดาทั้งรูปลักษณ์และชื่อเสียงเรียงนาม “ ชบา ”               กลับเผยให้ฉันเห็นความงามที่แท้จริงและสัจธรรมที่ฉันมองข้ามไปเสียเนิ่นนาน
               ชบา  อาจไม่ใช่ดอกไม้ที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในกลิ่นหอมที่เย้ายวน  ไม่ใช่ดอกไม้ที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา   จนผู้คนอยากมีไว้ในครอบครอง        หากการออกดอกที่สม่ำเสมอของดอกชบาต่างหากเล่า คือคุณสมบัติพิเศษของดอกไม้ชนิดนี้         เพราะไม่ว่าฤดูไหน       ชบาก็ยังทำหน้าที่ของเธออย่างสัตย์ซื่อ ไม่มีแง่ไม่มีงอนในการออกดอก  ต่างกับดอกไม้บางดอกที่ชวนให้หลงรัก    จนเรารู้สึกว่า         ยากเกินกว่าที่จะถอนใจจากความงามนั้น        เหมือนการหลงใหลในรูปสัมผัส รส   กลิ่นและเสียง   อันก่อให้เราปั่นป่วนจนไร้ความเป็นตัวของตนเอง  
                       จะมีก็แต่ความสงบและเรียบง่ายเพียงเท่านั้นที่เอาชนะความสับสนวุ่นวายในจิตใจได้ นั่นคือคำตอบที่ฉันเพิ่งค้นพบหลังจากที่พยายามหาคำตอบมาเนิ่นนาน       ขอบคุณเธอ....  แม่ดอกชบา  บุหงารายา    ดอกไม้ที่แสนจะเรียบง่ายและธรรมดา

แด่...พี่ต้อม

พี่ชายอันเป็นที่รัก

ผู้เป็นเหมือนหนึ่ง

"บุหงารายา...ดอกชบา"

ดอกไม้ที่แสนเรียบง่ายและธรรมดา

เนื่องในวันคล้ายวันเกิด

19 กุมภาพันธ์ 2551

บทเพลงประกอบ

 " บุหงายาวี "

จากPrivate  Alblum

โดย กิตติพงศ์   ขันธกาญจน์

โดย สเลเต

 

กลับไปที่ www.oknation.net