วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพลงเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ไทยรบพม่านั้นไม่มี


การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ที่มักมีการตั้งคำถามกันว่า  สมัยนั้น สมัยนี้ประเทศไทยเรามีอาณาเขตถึงไหนบ้าง?  คำถามอย่างนี้อาจมีผลดีในแง่การสร้างความภูมิใจเชิงชาตินิยม  การสอนแบบนี้มักมีทั้งที่ทำให้เยาวชนไทยรู้สึกฮึกเหิมภาคภูมิใจ  มีทั้งชิงชังชนชาติศัตรูที่เคยเอาชนะเราได้ในประวัติศาสตร์  และย่อมมีบ้างที่มีทัศนะในทางลบในยามที่บ้านเมืองตกต่ำในอดีต 

การเหยียดหยันเยาะเย้ยชาติที่ด้อยกว่า  การเคียดแค้นชิงชังชาติที่เคยชนะเรา  มีส่วนอย่างมากต่อการคิด  การทำ  การวางตัวตนของเราในปัจจุบัน  ไม่รู้จบสิ้น...

น้อยนักที่ครูจะสอนนักเรียนว่า  รัฐชาติ  ที่มีประเทศนั้นประเทศนี้ หรือชาตินั้นชาตินี้  มีมาไม่นานมานี่เอง  การปลดปล่อยประชาชาติเล็ก ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  การล่มสลายของรัฐศักดินาเจ้านครหลายแห่ง  การตกลงเป็นสนธิสัญญายอมรับอำนาจในดินแดนของมหาอำนาจนักล่าเมืองขึ้นด้วยกันเอง  หรือกับชนชาติพื้นเมืองเดิม  จนกลายเป็นรัฐ  หรือประเทศต่าง ๆ ในปัจจุบัน  ราวไม่เกิน100 ปี มานี้

ผมได้อ่านบทความกึ่งรายงานเรื่อง  กรุงศรีอยุธยา "มรดกโลก" ในเพลงเล่าประวัติศาสตร์  ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม 2550 คอลัมน์ สุวรรณภูมิ  สังคมวัฒนธรรม หน้า 34 ซึ่งได้ยกเนื้อหาเพลงต่าง ๆ มาแสดงไว้  โดยกล่าวนำว่า

"วงดุริยางค์สากลซิมโฟนีออเครสตรา  ของกรมศิลปากร  กำลังสร้างเพลงดนตรีเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทยในสุวรรณภูมิ  มีเนื้อหาแตกต่างจากที่  หลวงวิจิตรวาทกร เคยใช้ได้ผลมาแล้ว  จะคัดเนื้อร้องเล่าเรื่องบางเพลงที่เกี่ยวข้องกับอยุธยามาให้อ่านก่อนดังนี้"

ในบทรายงานได้ลงเนื้อหาเพลงดังกล่าวจำนวน  8  เพลง  คือเพลงกรุงศรีอยุธยา  เพลงชิงช้า  เพลงไทยรบพม่า  เพลงชักว่าว  เพลงธรรมิกราช  เพลงจันทน์เกษม  เพลงคนไทย  และเพลงไล่น้ำ

มีอยู่เพลงหนึ่งคือเพลงไทยรบพม่า  ผมเห็นว่ามีเนื้อหาชัดเจนที่ทำให้เรามองเห็นเส้นแบ่ง หรือจุดที่ใกล้กันของ "รัฐชาติ" กับ "รัฐของเจ้าผู้ครองนคร" ได้ดี  คือเพลง "ไทยรบพม่า" ทำนอง กราวนอก ส่วนผู้ประพันธ์คำร้องมิได้บอกไว้ มีบทร้องว่า

1) ประวัติศาสตร์แห่งชาติราชวงศ์    กับสงครามไทยรบพม่า   ล้วนรักชาติขาดดิ้นสิ้นชีวา    ชาติไทยชาติพม่าฆ่ากัน

2) อนิจจังครั้งนั้นโบราณราช    รัฐชาติยังไม่เกิดเฉิดฉันท์    ชาติพม่ายังไม่มีมาตีรัน    ชาติไทยทั้งนั้นก็ไม่มี

3) ที่มีทุกย่านคือบ้านเมือง    รุ่งเรืองร่วงโรยตามถิ่นที่    เมืองใครเมืองมันตรงนั้นนี้    ต่างมีราชาชูเคารพ

4) หากราชาเมืองนี้กับเมืองนั้น    ขัดกันก็สงครามตามขนบ    เพียงหงสากับอยุธยารบ    ไทยรบพม่านั้นไม่มี.

น่าสังเกตุว่าในท่อนที่ 3 "เมืองใครเมืองมันตรงนั้นนี้    ต่างมีราชาชูเคารพ" สามารถทำความเข้าใจร่วมได้ว่า  ความเป็น "ปึกแผ่น" ของบ้านเมืองในประวัติศาสตร์ของเรามีลักษณะเป็น "สห" ของกันและกัน โดยมีสิ่งผูกพันธ์ต่อเมืองหลวงในลักษณะ  ส่วย  บรรณาการประจำปี การยกกำลังช่วยรบยามสงคราม    ส่วนเวลาปกติ ต่างเมืองต่างปกครอง

เพลงนี้มีเนื้อหาที่ชวนขบคิด  ชวนสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้  อาจมีทั้งคนที่ชอบเนื้อหาแนวนี้  และไม่ชอบก็ได้  ผมว่าชวนคิดชวนคุยมากครับ...

เผยแพร่ครั้งแรก  gotoknow.org/blog/nfekrucha/153943 16 ธ.ค. 2550

โดย คนดึกใน

 

กลับไปที่ www.oknation.net