วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บันทึกจากซานฟราน-เบย์แอเรีย


http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/227/22227/images/sfpic.jpg

สวัสดีค่ะ

      ขอบคุณสำหรับการต้อนรับที่น่าอบอุ่นจากสมาชิกบล็อกหลายๆท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน ทำให้มีกำลังใจที่จะนำเสนองานเขียนต่อไป แม้ว่าผู้เขียนอาจจะไม่มีโอกาสและเวลาที่จะบันทึกบ่อยนัก แต่ก็จะพยายามใช้เวลาว่าง (จากการเลี้ยงหลาน) มาเล่าเรื่องที่น่าสนใจให้ฟังให้มากที่สุดค่ะ

     ขอออกตัวว่าไม่มีความชำนาญในเรื่องการใส่ภาพหรือโหลดเพลงให้ฟัง แต่เรื่องเล่าเรื่องเขียน สู้เสมอค่ะ  คราวที่แล้วจบบันทึกตรงที่ได้ชักชวนผู้อ่านให้ตามไปเที่ยวซานฟรานผ่านตัวหนังสือด้วยกันว่าทำไมใครต่อใครที่ได้ไปสัมผัสเมืองในหมอกแห่งนี้จึงมักจะร้องเพลง I left my heart in San Francisco กันนัก  

    ประโยคหนึ่งในเพลงมีว่า My love waits there in San Francisco พูดดั่งใจผู้เขียนเลย เพราะว่าตัวเอง "ทิ้งหัวใจไว้ที่ซานฟราน" กับเขาด้วย กลับไปอยู่เมืองไทยได้ไม่นานก็ต้องกลับไปอีก  ขณะนี้ก็ยังอยู่ที่เบย์แอเรีย "หัวใจ" ของผู้เขียนก็คือ "หลานสาวสองคน"

     ค่ะ หลานผู้เป็นดั่งดวงใจ  เขารอฉันอยู่ที่นั่น...เสมอ..

     เข้าเรื่องดีกว่านะคะ

      เมืองซานฟรานซิสโกที่รู้จักกันในนามว่า City by the bay เขามีชื่อเรียกปริมณฑลของเขาเป็นทางการว่า City of San Francisco มีประชากรที่สำรวจไปเมื่อปีที่แล้วเจ็ดหมื่นกว่าคน หากรวมเมืองเล็กเมืองต่างๆในเบย์แอเรียเข้าไปด้วยก็จะมีจำนวนเจ็ดล้านกว่าคน  มีคนไทยอาศัยอยู่หลายพันคน (ไม่นับนักเรียนและนักศึกษา) มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและสำคัญเช่น Golden Gate Bridge, Golden Gate Park, Street cable car, Fisherman's Wharf, Nob Hill, Lombard street, Union Sqare สำหรับคนชอบชอปปิ้ง และ Alcatraz เป็นต้น นั้น คงจะไม่นำมาเสนอในบันทึกนี้ เพราะสำหรับผู้ที่ท่องเน็ตกันเสมอๆเช่นผู้อ่านแทบทุกคนสามารถเข้าไปหาอ่านได้ง่ายดายมาก

     มีผู้สนใจอยากอ่านเรื่องชุมชนไทยในซานฟรานและเบย์แอเรีย เรื่องนี้ตั้งใจเขียนให้ฟังแน่นอนค่ะ เล่าได้ละเอียดเลยล่ะค่ะ เคยอินโทรไว้ว่าใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นสามสิบปี ไปคาลิฟอเนียร์ตั้งแต่ปีค.ศ. ๑๙๖๘ (พ.ศ. ๒๕๑๑) ซึ่งตอนนั้นมีคนไทยอยู่ไม่กี่ร้อยคน ส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา มีครอบครัวไทยที่ไปตั้งถิ่นฐานถาวรอยู่ไม่กี่ครอบครัว ช่วงนั้นอเมริกายังทำสงครามอยู่ที่เวียดนาม ดังนั้นบรรยากาศในเบย์แอเรียโดยเฉพาะในเมืองเบอร์กเล่ย์ที่เป็นที่ตั้งของยู.ซี.เบอร์กเล่ย์จึงค่อนข้างตึงเครียดเพราะมีนักศึกษาออกมาเดินขบวนประท้วงการทำสงครามกันตลอดเวลา

     ตอนที่ผู้เขียนไปถึงนั้น เพลง San Francisco ฮิตมากทั้งในซานฟรานและประเทศไทย เพลงวรรคที่ว่า if you are going to San Francisco, be sure to wear some flowers in your hair โด่งดังมาก สาวๆฮิปปี้หรือบุปผาชนทัดดอกไม้บนผมกันเป็นแฟชั่น ผู้เขียนก็เกาะกระแสไปกับเขาด้วย ก้าวลงจากเครื่องบินที่สนามบินซานฟรานซิสโกอินเตอร์แนชันแนลด้วยดอกไม้เก๋ย์ไก๋อยู่บนผม เพียงแต่เป็นดอกไม้ปลอมที่ติดอยู่บนกิ๊บ แหม..ขืนทัดดอกไม้จริงลงมา "คุณพี่หน้าดุ" หรือเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรประจำสนามบินท่านคงเชิญไปกักตัวไว้แน่

     เรื่องราวการไปอเมริกา ไปทำไม ไปอย่างไร เผชิญวิกฤติชีวิตอย่างไรบ้างจึงสามารถอยู่อย่างถูกต้องตามกฏหมายได้นานขนาดนี้ (เอ..แต่ว่าอ่านแล้วโปรดอย่าเอาอย่างนะคะ ไม่รับรองความสำเร็จค่ะ)  เรื่องเหล่านี้ โปรดติดตามอ่านในหัวข้อ My thirty years in California ที่กำลังเร่งเขียนดีกว่านะคะ เป็นเรื่องจริงที่กล้าหาญทำ(แล้วยังจะกล้าหาญมาเขียนให้อ่านอีก) เพราะว่าตอนเข้าอเมริกาเมื่อตอนนั้นมีเงินติดกระเป๋าอยู่ไม่เกินห้าร้อยเหรียญอเมริกันเอง (ประมาณหนึ่งหมื่นกว่าบาท)

       สำหรับผู้เขียนนั้นเสน่ห์ของมหานาครซานฟรานซิสโกมิได้อยู่ที่ตึกรามบ้านช่องหรือสถานที่ดังกล่าว ทว่าอยู่ที่ตัวผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น เป็นผู้คนที่มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติศาสนาแต่อยู่รวมกันได้โดยไม่มีใครมาตอกย้ำให้เป็นเรื่องแปลก ไม่ว่าคุณจะผิวขาวผิวดำผิวเหลือง ไม่ว่าคุณจะเป็นคนฝรั่ง คนไทย คนผิวดำ คนไทย คนจีน คนฟิลิปปินส์ คนญี่ปุ่น เม๊กซิกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นเศรษฐีอาศัยอยู่ในถิ่นหรูๆอย่างนอบฮิล หรือเป็นคนเร่ร่อนไม่มีที่อยู่ จะเป็นเกย์เป็นเลสเบียน เขาก็อยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข มีเสรีภาพที่จะใช้วิถีชีวิตตามที่เขาพึงพอใจ ตราบใดที่ไม่ไปขัดต่อเสรีภาพและความปลอดภัยของคนอื่น ก็ไม่มีใครมายุ่งกับชีวิตของคุณ แถมอีกนิดว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครซานฟรานซิสโกเป็นผู้หญิงค่ะ และเป็นผู้หญิงอเมริกันเชื้อสายจีนคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ เธอมีชื่อว่าชื่อว่า เฮดเธอร์ ฟอง ค่ะ..ไม่แปลก...

      ข้อสำคัญ คนซานฟรานและคนในเบย์แอเรียชอบรับประทานอาหารไทยมากๆ และเชื่อไหมคะว่าทุกวันอาทิตย์ที่วัดมงคลรัตนารามเมืองเบอร์กเล่ย์ มีฝรั่งนับร้อยเข้าแถวยาวเพื่อไปซื้ออาหารไทยรับประทานกันตอนกลางวัน เป็นมานับสิบปีแล้วค่ะ

      คิดว่าบันทึกฉบับต่อไปคงจะได้ฤกษ์นำเรื่อง My thirty years in California มาเริ่มลงได้..

สวัสดีก่อนนะคะ

๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

โดย ลิลิตดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net