วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ว่าด้วยเรื่อง...นักเขียนไส้ชุ่ม


ว่าด้วยเรื่อง "นักเขียน...ไส้ชุ่ม"

 

โดย: ทิวสน ชลนรา

 


.

.

เชื่อว่าหลายคนได้ยินคำเสียดเย้ยในประโยคที่ว่า "นักเขียนไส้แห้ง" ซึ่งก่อนนั้นก็เป็นดังว่า เพราะนักเขียนมักจะถูกโรงพิมพ์ หรือ สำนักพิมพ์เอาเปรียบ ประกอบกับเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมคติ ไม่เรียกร้อง เพราะมีความสุขที่ได้ผลิตงานเขียน และพอเพียงกับการเป็นอยู่อย่างสมถะ เขียนหนังสือด้วยอุดมการณ์ ไม่ได้คิดหวังอะไรมาก

ครั้งหนึ่งได้สนทนากับ คุณประเสริฐ จันดำ นักเขียนผู้ล่วงหลับ (คริสเตียนเรียกการจากโลกนี้ไปว่าเช่นนี้และคุณประเสริฐเป็นคริสเตียน) เล่าให้ฟังว่า นักเขียนยุคก่อนมีจำนวนมาก ที่เขียนหนังสือด้วยอุดมการณ์ อยากถ่ายทอดความคิดไปยังกลุ่มผู้อ่าน เพียงมีคนอ่าน คนติดตามมุมมองความคิด ที่สะท้อนผ่านความเรียง เรื่องสั้น นวนิยาย ก็พอใจแล้ว เรื่องค่าตอบแทนไม่ใช่เรื่องใหญ่ บางคนที่เห็นเล่นดนตรีเปิดหมวกหน้ามหาวิทยาลัยเปิดแถวหัวหมาก เมื่อได้เงินพอเพียงกับค่าอาหารก็หยุดเล่น...พอท้องอิ่ม ก็กลับไปเขียนหนังสือต่อ ไม่หวังอะไรไปมากกว่านี้ อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้นักเขียนถูกเอารัดเปรียบมาระยะเวลาหนึ่ง มีสภาพชีวิตแค่พออยู่ได้ ไปจนถึงอัตคัตขัดสน...

 


ต่อมาได้มีหลายๆ คนที่เป็นผู้อยู่ในแวดวงน้ำหมึก ทั้งนักเขียน และผู้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ได้ร่วมพิจารณาถึงความยุติธรรมในประเด็นนี้ โดยผู้ที่ริเริ่มคิดระบบค่าตอบแทนในการให้เช่าลิขสิทธิ์ของนักเขียน เป็นจำนวนเงิน 10% จากราคาปก คูณจำนวนการพิมพ์ นั้นคือ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และ คุณณรงค์ จันทร์เรือง นักเขียนแนวชีวิตและเขย่าขวัญ เมื่อเกือบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ครั้งที่คุณณรงค์ ได้ร่วมงานกับผู้จัดการ (ขณะนั้นมีเพียง นิตยสารผู้จัดการ และหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊ค สำนักพิมพ์ผู้จัดการ) และพบว่าหลายสำนักพิมพ์ได้ยึดหลักการจ่ายค่าตอบแทนเช่นนี้

ตัวอย่างเช่น หากหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คตั้งราคาปกไว้ที่ 100 บาท พิมพ์จำนวน 3,000 เล่ม เมื่อคูณกัน จะได้ 300,000 ฉะนั้น ค่าเช่าลิจสิทธิ์ที่สำนักพิมพ์ต้องจ่ายแก่ผู้เขียนคือ 30,000 บาท และเมื่อพิมพ์ซ้ำ ในช่วงที่มีสัญญาเช่า ก็ต้องจ่ายในหลักการเดียวกัน (ส่วนใหญ่ทำสัญญากันที่ 3 ปี) ทำให้นักเขียนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่ต่อมามีบางสำนักพิมพ์คิดให้ค่าตอบแทน 10% ของยอดขาย ซึ่งทยอยให้เป็นรายเดือนจนกว่าหนังสือจะจำหน่ายหมด

.

.

ส่วนค่าตอบแทนสำหรับการเขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร ก็ขึ้นกับหลายองค์ประกอบ เช่น ความมีชื่อเสียง หรือ เรื่องน่าสนใจ ข้อมูลแน่น อาจจะได้ค่าตอบแทนหน้า (A4) ละ 500-1,000 บาท ส่วนเรื่องสั้น ก็อยู่ที่ราวเรื่องละ 1,500-2,000 บาท (อ้างอิงจากที่เคยทำงานดูแลจ่ายค่าตอบแทนนักเขียนครับ) โดยส่วนใหญ่จะให้ค่าตอบแทนเมื่อหนังสือพิมพ์วางแผงแล้ว และหัก ภาษี 3% ณ ที่จ่าย

.

.

มาถึงสมัยนี้เราพบว่ามีคนจำนวนมากทำงานเขียนเป็นอาชีพหลัก และสามารถอยู่ได้ ...พอเพียงด้วยค่าตอบแทน บางรายมีรายได้มากกว่าคนทำงานกินเงินเดือนเสียอีก บางรายเขียนหนังสือเพียงปีละ 2-3 เล่ม ก็รอรับเงินค่าลิขสิทธิ์ก้อนโต บางรายที่วันนี้ชราภาพแล้ว แต่มีผลงานสร้างไว้จำนวนมาก และยังคงเป็นอมตะ ก็จะได้รับการติดต่อเช่าลิขสิทธิ์มาสม่ำเสมอ โดยใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ชนบท อยู่กับธรรมชาติ และผลิตงานเขียนเป็นครั้งคราว หรือบางรายที่เห็นออกงานสังคมบ่อยครั้ง เหมือนไม่มีงานหลักอะไร แต่รับเขียนคอลัมน์ให้นิตยสารเดือนละเกือบ 10 ฉบับ รับค่าตอบแทนจำนวนสูง จะมากเท่าไหร่ ก็ลองย้อนกลับไปดูข้างต้นนะครับ

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว สำหรับผู้ที่สนใจการทำงานเขียนและงานแปล ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่ได้ไหม เพราะปัจจุบันนักเขียนที่มีฝีมือผ่านการเคี่ยวกรำมามาก มีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความสุขกันถ้วนทั่ว....

เรียกว่าเป็น "นักเขียนไส้ชุ่ม" คงไม่ผิดครับ

 


 

หมายเหตุ ผู้ใช้คำว่า "นักเขียนไส้ชุ่ม" คนแรกคือ คุณกุดจี่-พรชัย แสนยะมูล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ไม้ยมก และขอขอบคุณ ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

 


 

 

โดย ทิวสน

 

กลับไปที่ www.oknation.net