วันที่ อังคาร มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วันที่ผมตัดสินใจ “ขายเพื่อน”


ถึงจนทนกัดก้อน               กินเกลือ

อย่าเที่ยวแล่เนื้อเถือ          พวกพ้อง

อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ      สงวนศักดิ์

โซก็เสาะใส่ท้อง             จับเนื้อ กินเอง

                                                 โคลงโลกนิติ

 
สำหรับเด็กผู้ชาย ที่เติบโตท่ามกลางหมู่มิตร เพื่อนผองและน้องพี่ บางครั้ง ... เมื่อลองนั่งนับวันเวลาที่ใช้ชีวิตกับมิตรสหาย  หลังจากเริ่มออกมาผจญชีวิตนอกบ้านตั้งแต่วัยเยาว์ วันเวลาที่อยู่กับมิตรสหาย อาจจะมากกว่าวันเวลาที่อยู่ติดบ้านกับพ่อแม่ก็เป็นได้

 
‘มิตรภาพ’ จึงเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ในสายตาของผม เพราะเป็นสิ่งที่ผูกพันพวกเราไว้อย่างเหนียวแน่น แม้จะมากมายบททดสอบที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพื่อพิสูจน์ถึงความแน่นเหนียว แข็งแกร่ง ของสายใยที่มองไม่เห็น

 
จากเด็กตัวกะเปี๊ยก กับเหรียญเงิน 25 สต. 50 สต. หรือ 1 บาท ที่รวบรวมกัน คนละเหรียญ สองเหรียญ เพื่อซื้อขนมมานั่งกินเล่น คนละชิ้น สองชิ้นในเวลาว่าง หรือ ซื้อบะหมี่จั๊บกัง 1 ชาม มาแบ่งกันกิน หรือ ซื้อหนังสือการ์ตูนเรื่องโปรดของกลุ่มไว้วนเวียนอ่านกัน

 
จากเด็กชาย นุ่งกางเกงขาสั้น ที่ยินยอมพร้อมใจถูกหวดก้นยกกลุ่ม เพื่อแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน มากกว่าจะบอกว่าเป็นฝีตีนใคร ที่ดันส่งน้องบอลแวบไปจุมพิตสาวกระจกหน้าต่างที่แสนบอบบาง ซึ่งคุณเธอก็ขวยเขินจนแตกสลายไป แทนที่จะส่งน้องบอลไปนอนเล่นที่ตาข่าย

 
จากเด็กรุ่นกระทง ที่สมรู้ร่วมคบคิดร่วมเป็น บางตีน และบางมือที่มองไม่เห็น ที่หนุนหลังเพื่อนบางคน ให้ไปยืนหน้าแดง แก้มแดง หูแดง ปากสั่น ขาสั่น และในมือสั่นๆ ก็มีกุหลาบแดงอีก 1 ดอก ที่สั่น สั่นตามใจที่สั่นไหว หลังโดนถีบแบบไม่ทันรู้ตัวให้มายืนอยู่หน้าสาวน้อยที่แอบปิ๊ง โทษฐานลากเพื่อนๆ มาเฝ้าหน้าโรงเรียนของสาวน้อยคนนั้นมาเป็นเดือน โดยไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที

 
จากเด็กหนุ่ม ที่เดินเข้าร้านทอง พร้อมสร้อยทองบนคอ ก่อนที่จะกลับออกมาด้วยลำคอที่ว่างเปล่า แต่มีเงินในกระเป๋าที่จะเอาไปให้เพื่อนลงทะเบียนเรียน ที่ป่านนี้ก็ยังไม่ได้คืนสักที ตั้งแต่ทองบาทละ 2,500 บาท จนตอนนี้ ทองบาทละ 15,000 บาท

 
ท่ามกลางการบ่มเพาะ ‘มิตรภาพ’ ในหลากหลายวาทกรรม หลากหลายบริบทของสังคม ท่ามกลางความท้าทายของสัจธรรม ศีลธรรม และเงื่อนปมของความเป็นลูกผู้ชาย แม้จะเป็นวันที่คมกระสุน สาดซัดในฤดูฝนเดือนพฤษภาฯ ปี35

 
กว่าจะเติบใหญ่ ได้มีโอกาสรอดมาเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่ง โดยที่ไม่มีสารตะกั่วเจอปนในร่างกาย แบบมิได้นัดหมาย และไม่ได้เชื้อเชิญ ในคืนวันที่ “สัจจะ” มีค่าต่ำกว่า “อำนาจ” เมื่อผู้กุมอำนาจพลาดพลั้งปากในทางการเมือง จนต้องประกาศ “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

 
วันเวลาที่ล่วงผ่าน ก็ได้ขัดเกลา กระชับมิตรภาพพวกเราให้เหนียวแน่น จนพ่อแม่พี่น้องของเพื่อน ก็เหมือนพี่แม่พี่น้องของเรา เพียงแต่บางครั้งต้องระวังหน่อยเวลาไปที่บ้านเพื่อน เพราะชื่อมันที่เรียกติดปากน่ะ ... ชื่อพ่อมัน

 
เหมือนดังว่าโลกใบนี้ ไม่มีอะไรที่พวกเราจะก้าวผ่านพ้นไปไม่ได้

 
จนวันหนึ่ง ...

 
วันที่รุ่นน้องที่น่ารักคนหนึ่ง ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย และทำงานได้เพียงไม่กี่ปี เข้าโรงพยาบาล ด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ก่อนที่จะตรวจพบว่า เป็นมะเร็งลำไส้ขั้นสุดท้าย และจากไป ...

 

หลังเข้ารักษาตัวได้ไม่ถึง 3 เดือน

 
เมื่อคิดถึงค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเงินที่พ่อแม่ของรุ่นน้องเก็บไว้ใช้จ่ายยามชรา

 
คิดถึงความฝันที่รุ่นน้องคนนั้นต้องการทำงาน เพื่อเก็บเงินส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ ที่สลายไป ...

 
รู้สึกตัวหดเล็กลง ... เล็กลง ...

 
แม้จะรู้ว่า “เงิน” ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่มันเสือกเป็น “สิ่งจำเป็น” ในการใช้ชีวิตในระบบทุนนิยมที่เราใช้ชีวิตอยู่ ที่ทำได้ก็เพียงเงินใส่ซองทำบุญงานศพของรุ่นน้อง ... ที่ฝากเพื่อนไป

 
และอีกครั้ง

 
เมื่อรุ่นน้องที่เป็นนักกีฬาทีมชาติ เพิ่งเรียนจบปริญญาโท และกำลังจะเดินทางไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ กลับประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซด์ล้มคว่ำ ตรงสะพานยศเส แถวๆ บ้าน และนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่หลายเดือน โดยหมอบอกว่า ก้านสมองตายไปแล้ว

 
ตอนที่ผมไปเยี่ยม ผมนึกถึงความฝันที่เคยคุยกับรุ่นน้อง

 
ความฝันที่จะเปิดโรงยิมเป็นของตัวเอง

 
ความฝันที่จะดูแลที่บ้าน

 
ความฝันที่ ...

 
หลังจากที่ได้ความช่วยเหลือจากหลายทาง ทั้งจากมหาวิทยาลัยที่รุ่นน้องเคยเป็นนักกีฬาชิงเหรียญทองมาให้มากมายก่ายกอง จากสมาคมฯที่รุ่นน้องเป็นนักกีฬาทีมชาติ จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่รวบรวมสบทบมาช่วยกัน เพื่อรอปาฏิหาริย์

 
แต่ปาฏิหาริย์ถ้ามีจริง คงจะมาสาย เพราะวันที่ทางบ้านของรุ่นน้องไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในการรักษาได้นั้น มาถึงก่อน ...

 
วันที่ต้องถอดปลั๊ก ก็ยังไม่มีวี่แววว่าปาฏิหาริย์จะมาถึง

 
ผมรู้สึกเหมือนตัวจะหดลง ... หดลง ... อีกครั้ง

 
“เงิน” มันไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่ทำไมมันเสือกเป็นสิ่งจำเป็นอย่างนี้วะ

 
หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมก็เริ่มตัดสินใจที่จะทำงานด้วยการ ... ขายเพื่อน ... ขายพี่ ... ขายน้อง เพื่อ “เงิน” อันเป็นสิ่งจำเป็น ผมไม่สนใจว่าใครจะว่าผมอย่างไร

 
ผมรู้ว่าผมคิดอะไร ผมว่าก็พอแล้ว

 
ถ้าผมจะขายประกันให้เพื่อน ให้พี่  ให้น้อง

 
ถ้ามันจะทำให้ความฝันของเพื่อนผม พี่ผม น้องผม ที่จะดูแลคนที่เขารักได้ แม้ต้องเดินทางไกล จากไปอย่างไม่หวนกลับมา ... ยังคงอยู่


ถ้ามันจะทำให้ญาติสนิทมิตรสหายของผม มีสวัสดิการที่ดีได้ มากกว่า 30 บาท พาราฯทุกโรค ... ในวันที่ค่าของชีวิตเรา มีค่าแค่รองมือรองตีน นักเลือกตั้งที่คิดแต่จะเสวยอำนาจ เพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว โดยไม่เคยดูทุกข์สุข สวัสดิภาพของประชาชน                                 


ถ้ามันจะทำให้พวกเขาในอีก 20-30 ปี มีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายอย่างพอเพียง ในขณะที่ภาครัฐ ยังไม่รู้ จะเตรียมรับมือวันที่สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดอย่างไร


ผมก็เลือกที่จะทำ

โดย tyty

 

กลับไปที่ www.oknation.net