วันที่ เสาร์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บรรเลงเพลงชีวิต..บรรเลงเพลงปี่อ้อ สุพิน เครื่องวิชา


โดย...พัทธนันท์ โอษฐ์เจษฎา

   “กันตรึม” เป็นดนตรีพื้นบ้านของชาวเขมรสุรินทร์ ที่มีมาแต่โบราณ บางคนสันนิษฐานว่าเป็นการนำเอาจังหวะตีโทน “โจ๊ะ คะครึม ครึม” มาเป็นชื่อดนตรี เรียกว่า “กันตรึม” ซึ่งหมายถึงโทนนั่นเอง

    เครื่องดนตรีกันตรึมประกอบด้วย กลองโทน (สก็วล)  ใบ (ตัวผู้และตัวเมีย), ซออู้ (ตรัว)  คัน, ปี่อ้อ (แป็ยออ)  เลา, ฉิ่ง และฉาบ

    บทร้องกันตรึมจะใช้บทร้องเป็นภาษาเขมร ไม่นิยมร้องเป็นเรื่องราว แต่มักคิดคำกลอนให้เหมาะกับงานที่เล่น โดยนิยมเล่นในงานมงคลต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานโกนจุก บวชนาค หรืองานเทศกาลประจำปี

    ในปัจจุบัน เพลงกันตรึมได้ลดบทบาทลงไปตามยุคตามสมัย แต่ที่น่าตระหนกยิ่งกว่านั้นก็คือ คณะกันตรึมหลายๆ คณะที่บรรเลงขับขานไร้ซึ่งวี่แววของปี่อ้อ...เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

    ยามเช้าของฤดูทำนาเมื่อปีกลาย ผู้เขียนมีโอกาสได้พูดคุยกับ “สุพิน เครื่องวิชา” นักเพลงปี่อ้อที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนของเมืองสุรินทร์ 

    ที่บ้านเทนมีย์ บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนไม้เก่า  ชั้น 

    “ช่วงนี้ไม่ค่อยมีงานหรอก เป็นช่วงดำนา ผมก็ทำนาที่เห็นนั่นแหละ มะเขือที่เก็บมามีคนเขาสั่งไว้ ตะกร้านี้ก็ ๑๐ บาท”

     งานที่ว่าหมายถึง เจ้าภาพมาจ้างไปบรรเลงเพลงกันตรึมในงานต่างๆ

     สุพินเล่าถึงช่วงชีวิตในวัยเด็กว่

     “ผมมีพี่น้อง  คน พ่อและแม่เลิกกันตอนผมเด็กๆ ผมเลยต้องไปอยู่บ้านรันเดง แถวอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ไปอยู่ทางโน้นจนรู้ประสา บ้านอยู่กลางทุ่ เป็นกระต็อบเล็กๆ เมื่อก่อนเป็นป่าทั้งนั้น พออายุเข้าเรียน ตาแกก็เอากลับมาเรียนที่บ้านเทนมีย์ ผมเรียนจบปอสี่ก็ออกมาเลี้ยงควาย ผมขอเรียนถึงปอเจ็ด แต่ยายแกไม่ยอม แกว่าต้องช่วยเลี้ยงควาย เพราะไม่มีใคร ตอนนั้นผมพออ่านออก แต่ว่าเขียนไม่ได้ ตอนหลังผมได้บวช ก็หัดอ่านหัดเขียน”

     ในช่วงหนึ่งของชีวิต ก่อนที่จะมาเป็นนักเพลงกันตรึม สุพินเคยโลดแล่นอยู่บนสังเวียนมวยมาก่อน

      “ตอนอายุ ๑๕ ปี ผมไปอยู่กับปราบธรณี เมืองสุรินทร์ (นักมวยชื่อดังในยุคนั้น) ผมก็ไปซ้อมที่ค่ายมวยที่อยู่ติดกับเทศบาลทุกวันนี้ ใช้ชื่อว่า “ศรศักดิ์ .ศิริจันทร์” ไปต่อยทั่วแหละครับ บุรีรัมย์ สตึก ร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ ได้ยกละสิบบาท ห้ายกก็ห้าสิบบาท ตอนนั้นเหล้าขวดละห้าบาท คนที่ช่วยซ้อมเขาก็กินเหล้ารอ พอชกเสร็จเขากินหมดไปยี่สิบบาทแล้ว ค่ารถค่าน้ำมันมวยอีก ก็เหลือเงินสักสิบยี่สิบบาท”

     เหตุที่สุพินต้องเลิกชกมวย ไม่ใช่เพราะความพ่ายแพ้หรือความอ่อนด้อยในชั้นเชิงการชก หากแต่เป็นเรื่องแปลกพิสดารที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สุพินบอกว่า “ผมโดนของ”

     “เขาเอาของทาที่เท่ พอเขาเตะเรา มันจะปวดบวมจนเน่ ผมเดินไม่ได้อยู่เกือบสองเดือน ตาผมแกเป็นคนถอนให้ แกไปเอาเยี่ยวหมาป่าที่บ้านกระเทียม (.สังขะ) มาทาแล้วก็เป่าจนผมเดินได้ แต่ก่อนวิชามันขลัง ของนั้นเป็นว่าน โดนปุ๊บก็มีอาการทันที”

     หลังจากสุพินลาขาดจากสังเวียนผ้าใบ (เวลานั้นอายุราว ๑๗ ปี) วันหนึ่งไปเที่ยวงานฝังลูกนิมิตรที่บ้านกระทม (ตำบลสวาย) ซึ่งมีวงกันตรึมจากบ้านดงมันมาบรรเลงขับกล่อมผู้มาร่วมงาน สุพินยืนฟังด้วยความเคลิบเคลิ้มราวกับต้องมนต์ขลัง เสียงซอสอดประสานกับเสี่ยงปี่อ้อ ไม่รู้ว่าอยู่ในโลกมนุษย์หรือที่แห่งใดในจักรวาล ท่วงทำนองช่างเปี่ยมพลังราวกับจะบอกคนทั้งโลกมนุษย์และแดนสวรรค์ให้อ่อนโยน ยิ้ม หัวเราะหรือหมองเศร้ สุดแต่ผู้บรรเลงจะบันดาล

     “พอกลับมาบ้านเห็นกะลามะพร้าวก็เลยตัดทำเป็นซอ ก็คิดว่าตาเปรยทำไมแกจึงสีซอได้เพราะจริงๆ ผมก็เลยมีใจรักมาจากนั้น”

     ตาเปรยที่สุพินพูดถึงคือ “เปรย บุญช่วย” มือซอกันตรึมชั้นครูแห่งบ้านดงมัน ปัจจุบันอายุใกล้ ๘๐ ปีแล้ว

     แล้วสุพินก็หัดสีซอด้วยตัวเอง ถูกบ้าง ผิดบ้าง ฝึกฝนโดยการจดจำเอาจากบรรดาครูกันตรึมทั้งหลาย แต่ก็ไม่วายโดนเอ็ด

     “ยายแกด่าเลยนะ แกหนวกหู ไม่ชอบ แกว่ามึงจะไปหากินอะไรได้ สมัยก่อนคนที่เล่นกันตรึมหรืออะไรทำนองนี้ไม่พออยู่พอกินหรอก เขาถึงไม่อยากให้ไปเต้นกินรำกิน เปรียบเหมือนคนขอทาน แต่ผมใจมันรักแล้ บางครั้งผมไปนวดข้าวในนา เห็นปลาเข้าไซก็นึกสนุกหยิบขลุ่ยมาเป่า แล้วก็ดีดกระจับปี่ ถูกบ้างผิดบ้างไปตามประสา”

     แล้ววันหนึ่งที่บ้านเทนมีย์มีงานแต่งงาน เจ้าภาพได้จ้างวงกันตรึม “คณะตาญีง” จากบ้านปราสาท ตำบลเฉนียง บรรเลงขับกล่อมแขกเหรื่อ เสียงปี่อ้อที่ได้ยินวันนั้นจับจิตจับใจจนสุพินต้องไปยืนจ้องดูด้านหลังเวทีจวบจนวงกันตรึมเลิกการแสดง แต่เสียงปี่อ้อของตาญีงยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของสุพินไปอีกหลายราตรี

     สุพินเล่าว่

     “ตาญีงแกอยู่บ้านปราสาท แถววัดปราสาทศิลาราม ห้วยเสนง แกตาบอดทั้งสองข้าง ยายผมเล่าว่าแกพาลูกไปหากบแล้วยังไงไม้รู้ตาแกก็บอดไปเลย วันหนึ่งแกมาที่บ้านเทนมีย์ พอเจอแกผมก็สวัสดี แกก็พูดว่ “อย่างเอ็งไปหัดกันตรึมไม่นานหรอก...เป็นเลย” แกดูยังไงไม่รู้ แกแค่จับมือเฉยๆ แล้วว่าคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น 

     พอผมไปหาแกที่บ้าน ผมเดินเหยียบตรงรั้ว แกก็พูดมาจากบนบ้านว่ “กูรอตั้งนาน ทำไมเพิ่งมา” เรียกชื่อผมถูกเลย แกก็ว่ “ทำไมมาคนเดียว” ผมบอกว่ “ผมหาคนไม่ได้หรอก บ้านเทนมีย์มีผมอยากเรียนคนเดียว” ตอนนั้นผมก็ไม่ได้ตั้งครูอะไรหรอก คือไปเฉยๆ ไม้มีพรรคพวก ผมเป่าขลุ่ยมาก้อนทีนี้ก็มาหัดปี่อ้ แต่ผมไม่รู้เพลงนะ เป่าได้เฉยๆ ตาญีงก็ค่อยๆ เจรียง แล้วก็ค่อยๆ บอกเพลง อันนี้เพลงซแร็ยสเตอรนะ อันนี้เพลงซแร็ยปรอเซอรนะ...จังหวัดช่วงนี้ขึ้น ช่วงนี้ลง”

     การเรียนกันตรึมตามขนบ จำต้องไปตั้งครู และมีผู้เรียนอย่างน้อย

 คนขึ้นไป เพื่อจะได้ครบวง คือ ซอ กลอง และปี่อ้ สุพินหาเพื่อนไป

ร่วมเรียนด้วยไม่ได้ จึงศึกษาศาสตร์เพลงกันตรึมกับตาญีงได้ไม่นานนัก 

    ทว่าหลังจากนั้นสุพินก็ได้ไปเรียนปี่อ้อกับ “ตาพิศ” แห่งบ้านคล็อง...

ช่วงเวลานี้เองที่สุพินได้ฝึกฝนการทำปี่อ้อด้วยตัวเอง

    “ปี่อ้อที่ตาพิศให้มามันแตก ก็ไม่รู้ทำยังไง นึกไปนึกมา หยี...ของแค่นี้ ขนาดช่างปูนช่างไม้ยังเป็นมาแล้ว ผมก็ลองหัดทำปี่อ้อเองโดยเอาลำอ้อมาตัดลนไฟ บีบอันที่หนึ่งแตก อันที่สองก็แตก อันที่สามถึงได้ ทีนี้พอทำได้แล้ก็ง่าย อันหลังๆ มาก็ทำได้ไม่ยาก แต่ต้องลองเสียงให้ดี คนใจร้อนทำไม่ได้หรอก กินเหล้าสักเป๊กสองเป๊กแล้วนั่งทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทำแล้วได้เลยนะ บางทีทำสองอันสามอันได้อันหนึ่ง...หลังๆ มีคนมาขซื้อ ผมก็ไม่รู้จะคิดเงินเขายังไง แล้วแต่เขาจะให้”

   สุพินมาเริ่มศึกษาเพลงกันตรึมอย่างจริงจัง เมื่อได้พบกับ “สมพงษ์ 

พึ่งกล้” แห่งบ้านนาสาม 

   “วันนั้น ผมไปรับจ้างเลื่อยไม่ที่บ้านสนาม (ตะวันออกสนามบิน) แถวบ้านหงา (บุญสม กงจักร / หัวหน้าคณะกันตรึมวงก้องสุรินทร์) พอตกตอนเย็นก็มาเจอหงาเขานั่งสีซออยู่ ผมก็พูดว่ โอ้โห...หงาสีซอได้เพราะจังเลย ตอนนี้ยิ่งติดใจ ก็ลองมาเล่นด้วยกัน หงาเขาสีซอผมก็เป่าปี่อ้อบ้าง ตีกลองบ้าง แล้วจากนั้นหงาก็พาไปรู้จักกับครูสมพงษ์ ผมก็ไปยกครูกับครูสมพงษ์ แล้วเราก็ซ่อมเพลงครู  เพลงด้วยกัน ขึ้นอย่างนี้ ลงอย่างนี้จนคล่อง”

   การได้เจอกันเหมือนโชคชะตาลิขิต จิตใจหลงใหลในเพลงกันตรึม

ทำให้มาเจอกันบ่อยครั้งมากขึ้น บุญสม (หงา) สีซอ สมพงษ์ตีกลอง และ

ร้อง สุพินเป่าปี่อ้ ตีกลอง และช่วยร้อง จนในที่สุดก็มีคนมาจ้างไปเล่นตาม

งานต่างๆ

    “เล่นๆ ไป ก็ไม่รู้ว่าจะใส่ชื่อวงยังไง เพราะมาคนละทิศละทาง ผมอยู่เทนมีย์ หงาอยู่บ้านสนาม ครูสมพงษ์อยู่บ้านนาสาม พอดีพี่ชายของหงาเขา

ได้ลูกชาย เขาใส่ชื่อว่า “ก้อง” เราก็ว่าดีแล้ เราก็ตั้งเป็น “ก้องสุรินทร์” ไป กลางๆ ดี ตอนนั้นก็มีครูสมพงษ์ร้อง หงาสีซอ ผมตีกลอง เป่าปี่อ้อ รับงานไปตามพวกเจรียงเบริน เขาให้ไปเล่นผสมโรง ตอนนั้นได้คืนละห้าร้อยบ้างเจ็ดร้อยบ้าง (เหล้าขวดละยี่สิบห้าบาท) เพลงที่เล่นตอนนั้นก็เล่นได้ไม่กี่เพลง พวกผมก็ไปต่อเพลงกับครูเลือด กับตาญีง

   ทีนี้พอเป็น “ก้องสุรินทร์” แล้วก็เริ่มมีคนรู้จัก รับงานเล่นทั่วไปแหละครับ ไปเล่นแถวท่าตูมมั่ง แถวจอมพระมั่ง งานแต่ งานบวช งานโกนจุก ก็พอมีบ้าง ช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคมนี้แหละเป็นช่วงงาน ตอนนั้นรู้จักพวกตาพูน (สามสี) ตาเปรย (บุญช่วย) แล้ แต่ไม่ได้เล่นด้วยกัน เพราะทางบ้านดงมันเขาก็มีวงของเขา...แต่เดี๋ยวนี้ไปเล่นด้วยกันบ่อย คือช่วยกัน เพราะทางนั้นก็แก่มากแล้ว”

     สมัยก่อนนั้น บรรยากาศการเล่นกันตรึมเป็นอย่างไร?

     “คนแก่ บางคนพอได้ยินเสียงปี่อ้อก็พูดว่าอยากแต่งงานใหม่ เอ้ !

นี่เรื่องจริงนะ คนเฒ่าคนแก่พอเราขึ้นเพลงกันตรึม เขาก็ลุกขึ้นรำเลยนะ คน

แกนี้รำไม่มีหมากมีพลูมาขอเพลง บางทีก็เงินห้าบาทสิบบาทมัดมาด้วย ส่วนใหญ่คนแก่จะชอบเพลงชาๆ เหมือนกับว่าลมพัดเย็นๆ คือยังงี้นะ เพลงปี่อ้

ไม่มีเร็ว ส่วนใหญ่เป็นเพลงช้า ก็มีมโลปโดง (ร่มมะพร้าว) เมือนระเงียว(ไก่หนาว) อมตูก (พายเรือ) รำเป็ย (รำพึงรำพัน) อะไรทำนองนี้”

      เราอยากรู้ว่าเวลานี้เมืองสุรินทร์มีคนเป่าปี่อŒอเหลืออยู่สักกี่คน เพราะเวลาดูวงกันตรึมที่แสดงทุกวันนี้ แทบไม่ค่อยเห็นคนเป่าปี่อ้อเอาเสียเลย สุพินบอกว่า

      “ก็มีลุงดัด บ้านปอยตะแบง แล้วก็ผม เหลือน้อยแล้วครับ”

      หัดยากหรือยังไง?

      “ถ้าใจรักก็เป็นเร็ว อยู่ที่ใจรัก ใจไม่ดีเป็นดนตรีไม่ได้หรอก”

      เมื่อเราถามว่าเชื่อในเรื่องความเป็นศิลปินกับพลังลึกลับบางอย่างหรือเปล่า? สุพินบอกว่า

     “ผมเชื่อครับ ถ้าเราไม่ได้ตั้งครู เราเล่นไม่ได้หรอก อย่างซอ ถ้าเราสีเองหรือไม่ได้ตั้งครู พอเรียกเข้าไปเล่นในวงจะเล่นไม่ได้เลย ไปไม่ถูกทาง แต่ถ้าสีคนเดียวนี้ได้ ผมถือคติอย่างนี้คือต้องมาหาครู ถ้าอยากเป็นต้องมาหาครู อย่างบางคนบอกว่าตอนเย็นไปช่วยสอนสีซอให้ที่บ้านหน่อย เดี๋ยวจะเตรียมเหล้าเตรียมยาไว้ ผมก็ว่าเออ...ถ้ากินเหล้าก็ไม่ต้องสอนกันหรอก ผมพูดกับพวกเด็กๆ ถ้าไหนชอบจริงๆ ก็ค่อยแต่งครูให้ 

     มีบางคนถามผมว่าทำไมผมถึงจำเนื้อเพลงได้ ร้องได้ ผมก็ว่าทำไม

พระท่านยังสวดมนต์ได้ มันก็ต้องฝึก ต้องท่อง ต้องรักศรัทธา ก็เหมือน

กันนั่นแหละ”

    

     ทุกวันนี้แม้เสียงปี่อ้อจะยังขับขานอยู่ในแวดวงคนฟังเพลงพื้นบ้าน

เมืองสุรินทรทว่า..เสียงนั้นก็แผ่วเบาลงเรื่อยๆ เหมือนกับท่วงทำนองชีวิตขิงศิลปินพื้นบ้านหลายต่อหลายคน ก็ได้แต่หวังว่าเสียงอันเป็นมนต์เสน่ห์นี้จะยังคงบรรเลงขับกล่อมท่วงทำนองที่เร่งร้อนของโลกใบนี้ให้เย็นลงตราบ นานเท่านาน

โดย ในนามสุรินทร์สโมสร

 

กลับไปที่ www.oknation.net