วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยวเขาคิชฌกูฎ


เมื่อวันที่ 16 กพ.51 เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ   เวลา 13.30 น  ไปเขาคิชฌกูฎ จว.จันทบุรี  โดยรถตู้เราก็แวะพักตามปั้มน้ำมัน   เข้าห้องน้ำและซื้อของกินในระหว่างการเดินทาง  ให้เด็กๆ  เราทุกคนมีความสุขในการเดินทางมาก

เราเดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางประมาณ 19.00 น. วัดทางขึ้นเขคิชฌกูฏก็มืดค่ำพอดี   อันที่จริงเรามาถึง จว.จันทบุรี  ประมาณ 17.00 น. แต่เราเข้าไปในตัวเมืองจ้นทบุรี   เพื่อไปทานอาหารเย็นและนัดเพื่อนเก่าสมัยตอนเด็กๆ ที่ไม่ได้พบกันเกือบๆ 30 ปี  และพาไปเยี่ยมชมบ้าน  เลยมาถึงวัดทางขึ้นเขาคิชฌกูฏค่ำหน่อย     ภาพที่เห็นเราก็ต้องนำของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในการค้างคืน   และกลีบดอกดาวเรื่องฉีกออกเป็นฝอยพร้อมกับธูป   เรามาด้วยกัน 10 คน แต่มีคนเสื้อเหลืองในรูปเท่านั้นที่เคยมาแล้ว

เมื่อเรามาถึงทางขึ้นเขาแล้ว   ต่างคนก็ต่างทำธุระกิจส่วนตัวกว่าจะเสร็จและได้ขึ้นรถก็ประมาณ 19.30 น.   ค่ารถขึ้นเขาคนละ 50 บาท  ใช้เวลาเดินทางในช่วงแรกประมาณ 15 นาที  จะต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4  ล้อเท่านั้น   รถยนต์ธรรมดาทั่วๆ ไป   ไม่สามารถขึ้นได้  เส้นทางชันมาก ๆ  บางช่วงอาจจะถึง 40-45 องศา เลยที่เดียว   หรือถ้าไม่ชำนาญเส้นทางล่ะก็   มีหวังเกิดเหตุอันตรายได้  และที่จอดรถบนเขาก็มีจำกัดมาก     และเมื่อลงรถแล้วเราจะต้องนั่งรถแบบเดียวกันแต่คันใหม่อีกคนละ 50  บาท   ใช้เวลาเดินทางต่ออีกประมาณ  10 -15 นาที่   เส้นทางก็มีความลาดชันมากๆ  พอๆ กันกับช่วงแรก นั่งรถไปก็ตื่นตาเร้าใจตลอดเส้นทาง

ภาพที่เห็นเป็นช่วงที่สิ้นสุดการเดินทางโดยรถยนต์ในขั้นที่สอง   จะมีห้องน้ำบริการและขายของต่างๆ    เราจะต้องไห้วสิ่งศักดิ์สิทธืในด่านแรกก่อน   คือตรงนี้   จะมีป้ายบอกไว้ว่าจะต้องเดินทางโดยเท้าอีกประมาณ  1  กม. ซึ่งเป็นทางลาดชันสลับกับมีขั้นบันไดเป็นบางช่วง   เรามาถึงด่านที่สองประมาณ 20.00 น.

ตลอดเส้นทาง  1  กม.  จะมีแสงสว่างจากไฟฟ้าเป็นช่วง ๆ  ไม่มืดมากพอมองเห็น  แต่จะให้ดีควรมีไฟฉายไปด้วยเพื่อความสะดวก   และตลอดทางเช่นกันจะมีการโปรยดอกไม้และปักธูปไปเรื่อยๆ  แต่ห้ามจุดธูป  และจะมีถังใส่ขยะตลอดแต่ก็มีหลายคนที่ทิ้งทั่วไป   ไม่เคารพกติกาของสถานที่ศ้กดิ์สิทธิ์    มีผู้คนจำนวนมากมายที่ไป   ส่วนอากาศสบายๆ

ชุดของเรา  10  คน  เด็ก  2  ผู้ใหญ่  8  เดินไปได้ประมาณครึ่งทางก็มีข้าวต้มและน้ำขิงร้อน ๆ บริการฟรี  หรือจะบริจาคก็จะมีตู้รับไว้บริการ  วันนั้นผมและคณะมีความเห็นตรงกันว่า  ข้าวต้มตอนกลางคืนอร่อยมาก ๆๆ  ไม่ใช้ผมเห็นว่าเป็นของฟรีน๊ะ   เขาทำอร่อยมากจริงๆ  เราก็เลยอุดหนุนคนละ 1  อิ่ม

จากนั้นเราก็เดินทางต่อภาพที่เห็นคุณแม่ผมอายุกว่า  70  ปี  แต่กำลังใจแรงกล้ามาก ๆ  ไม่กล้วร้อนไม่กล้วเหนื่อย   มีความมุ่งมาดปราถนา   จะไปให้ถึงแดนที่เขานิยมเรียกกันเขาคิชฌกูฏ  แดนแห่งสวรรค์บนดิน  จันทบุรี

ตามทางก็จะมีจุดไหว้นมัสการสิ่งศ้กดิ์สิทธิ์ต่างๆ ไว้  ให้ประชาชนกราบไหว้บูชา   และมีของขายต่าง ๆ เป็นช่วงๆ

เราเดินทางมาประมาณ  2  ชั่วโมงแล้ว  จากด่านสุดท้ายพระสิ่วลีที่เดินทางโดยรถยนต์รับจ้างขึ้นเขา  2  ช่วง ๆ ละ 50 บาท   ต่อคน   ดูท่าทางแม่ของผมยังไม่มีอาการเหนื่อย   เพราะเราเดินแบบไม่เร่งรีบเรื่อยๆ

ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางกันทุกคน   ก็ตกสี่ทุมกว่าๆ  ภาพที่เห็นในจุดนี้คือจุดที่มีความนิยมของผู้ที่มีจิตศรัทธาไปไหว้กันมาก  คนก็มากแต่พอมีที่ให้เข้าไปไห้วได้

จากนั้นผมและคณะก็หาจุดพักผ่อนเพื่อคลายความเหมื่อยล้า   หลังจากเดินกันมา  2  ชั่วโมงกว่า  พอเราหายเหนื่อยก็รู้สึกหนาวๆ เพราะเราอยู่บนเขาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ  1000 เมตร   ผมก็ให้ทั้งคณะพักผ่อนไปเรื่อยๆ  ส่วนผมเอง  ก็ออกไปหาที่นอนค้างคืน   หายากมากๆ เราไปถึงช้า  คนที่เขาไปก่อนเขาจับจองที่สะดวกดีๆ หมดแล้ว    แต่ผมก็ไม่ลดละความพยามยาม  ในที่สุดก็หาได้แต่ไม่มีหลังคานอนกลางแจ้ง   และมีลำโพงประชาสำพันธ์งานตลอดเวลา   เราก็ต้องเอาเพราะหาได้ดีที่สุดแล้วในขณะนั้น

นี้แหละครับ   บรรยายกาศที่นอนหงายดูดาวกัน    ฟังเสียงประชาสัมพันธ์งานตลอดทั้งคืน  ผมไดติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่พัก   ที่ทางวัดได้จัดไว้ให้ประชาชน   ก็เลยได้ผ้าหม่กับเสื่อพร้อมหมอนจนครบคน   แต่ยิ่งดึกๆ อากาศเย็นมากๆ ประมาณ  10-14 องศา เห็นจะได้  แต่ผมมีผ้าหม่ติดไปอีก 4 ผืน  ตัวผมเองนอนไม่หลับเลย  หนาวก็หนาวและลำโพงก็อยู่บนหัว  มาหลับตอนพลังตีสี่ไปแล้ว   ก่อนตีห้าจะมีเจ้าหน้าที่มาปลุกให้ตื่นเพื่อเก็บของและเคลียพื้นที่ก่อนฟ้าสว่าง   คราวนี้แหละเมื่อตื่นพร้อมกัน  สิ่งแรกคือห้องน้ำ  เข้าคิวรอกันเป็นแถวยาวปิดไปปิดมา  คนก็มีเยอะห้องน้ำก็มีแยะ  แต่ก็พอทน   แถวผู้ชายจะไม่ค่อยยาวเหมือนผู้หญิง    อ่านดูแล้วคนที่ยังไม่เคยไปก็อยากจะไปบ้าง

หลังจากที่เราเก็บที่นอนกันหมดแล้วในตอนเช้าตู่   อากาศก็ยังมีความเย็นมากแต่พอทน   เราก็รอคอยกันทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยครบทุกคน  เราเปลียนที่นอนได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง

ในตอนเช้าประชาชนจำนวนมากที่มานม้สการพระบาทพลวง    แน่นมากๆ เข้าไปได้ยากและไม่สะดวก 

ประชาชนมาก  มากกว่าตอนกลางคืน  เพราะมีหลายคนขึ้นมาตอนฟ้าสว่างพอดี  ตัดปัญหาเรื่องการนอนออกไป

ภาพบรรยากาศการเดินทางในช่วงเช้าตอนกลับลงเขา

อีกมุมหนึ่งของการเดินทางโดยเท้าขึ้นเขาคิชฌกูฏ

เดินลงจากเขาลงมารอขี้นรถจากช่วงที่ 2 ลงมาช่วงที่ 1

เราใช้เวลารอขึ้นรถตามคิวก่อน-หลัง   ประมาณครึ่งขั่วโมง  

ในที่สุดเราก็ได้รถใหม่เป็นพาหนะ   ขึ้นจากช่วงที่ 2 ลงมาช่วงที่ 1

และเราก็ต้องใช้เวลารอรถตามบัตรคิวเช่นเดียวกับช่วงแรก

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงพื้นล่าง   นั่งรถ 2 ช่วงๆละ 50 บาท  ต่อคน รวมแล้ว 100 บาท    สรุปขึ้น 100  ลง 100  รวมเป็น  200  บาท ต่อคน  ส่วนรถมีบริการ 24 ชั่วโมง  ส่วนเส้นทางนั้นหรือ  ตื่นเต้นสุดๆ

อ้อเกือบลืมไป  แม่ผมนั้นปักธูปโปรยดอกไม้ตลอดเส้นทางตอนเดินขึ้นไป   ดูแล้วแม่มีความสุขมาก

                        หลังจากที่เดินทางมาถึงพื้นล่างแล้ว  แม่ก็ไปซื้อของจากร้านค้าที่มาขายของในเขตวัด         และด้านล่างมี   บริการอาบน้ำ  10  บาท   

  แต่ผมไม่ได้ใช้บริการเพราะจะไปพักผ่อนที่น้ำตกกระทิง   ซึ่งห่างออกไปอีกประมาณ 4 - 5 กิโล  เพื่อขอพักผ่อนสักหน่อยเพราะจะต้องขับรถกลับกรุงเทพๆ   รับผิดชอบ 10 ชีวิต  

คณะของเราทั้งหมดมาพักผ่อนและอาบน้ำ   ที่น้ำตกกระทิงกัน

  

 สุดท้ายต้องขอขอบใจเพื่อนเก่าผมคนนี้มากๆ  ที่ยังเป็นห่วงโทรศัพท์ถามตลอดคืน   ไม่ได้พบกันเกือบๆ  30  ปี    และยังมีของฝากติดไม้ติดมือกลับกรุงเทพๆ  ผมใช้เวลาเดินทางจากน้ำตกกระทิง   ถึงกรุงเทพๆแถวถนนพระราม 3  ไม่ถึง 4  ชั่วโมง    โดยปลอดภัย

สุดท้ายนี้   ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาชม   มีความคิดเห็นประการใด   ขอให้แสดงความคิดเห็นมาเพื่อเป็นกำลังใจให้ผม....ได้สร้างผลงานต่อไป...ขอให้โชคดีทุกท่าน

โดย ทิดใหม่

 

กลับไปที่ www.oknation.net