วันที่ พุธ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผ่านไปปีครึ่ง : การคืนอำนาจให้กับตัวละครของจำลอง ฝั่งชลจิตร


ผ่านไปปีครึ่ง : การคืนอำนาจให้ตัวละครของจำลอง ฝั่งชลจิตร

ศิริวร แก้วกาญจน์ | มกราคม 2551


เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า คือชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มใหม่ล่าสุดของจำลอง ฝั่งชลจิตร ไม่เฉพาะชื่อปก (ซึ่งเป็นชื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในเล่ม) เท่านั้น ที่ยอกย้อน ย้อนแย้ง ระหว่างความเป็นเรื่องแต่งกับเรื่องจริง ทว่าเรื่องสั้นในเล่มนี้ยังมีท่วงท่าย้อนแย้งยั่วหยอกการสื่อสาร / ตีความวรรณกรรมในโครงกรอบแบบเดิมๆ แทบทั้งหมด

หากเราเชื่อว่าความหมายไม่ได้เกิดขึ้นขณะที่มันถูกเขียน ทว่าเกิดขึ้นขณะที่มันถูกอ่าน เพราะฉะนั้นทุกตัวบทจึงมีความหมายหลายหลาก ขึ้นอยู่กับการอ่าน / ตีความของผู้อ่านแต่ละคน

            ต่อประเด็นดังกล่าว เรื่องที่น่านำมาพิจารณามากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือเรื่องสั้นลำดับแรกในเล่มที่มีชื่อว่า ผ่านไปปีครึ่ง

            ผ่านไปปีครึ่งเป็นเรื่องราวของหญิงสาวอายุยี่สิบต้นๆ คนหนึ่ง ซึ่งเพิ่งจบปริญญาตรี และกำลังหางาน เธอสวย แต่งตัวทันสมัย และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เช่นเดียวกับหญิงสาวในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

            เธอมีคนรักเป็นช่างภาพและนักเขียนอิสระชาวยุโรป ทั้งสองเจอกันที่จังหวัดแถบฝั่งอันดามัน หลังจากนั้นเธอก็ชวนหนุ่มฮันส์คนรักของเธอกลับมาเมืองบ้านเกิด จังหวัดทางฝั่งอ่าวไทย

            ในเมืองบ้านเกิด คนทั้งสองหยอกล้อคลอเคลียกันในร้านอาหาร และเดินจับมือถือแขนกันไปทั่วทั้งเมือง ท่ามกลางสายตาเยาะหยันของกรอบคิดแบบอนุรักษ์นิยม และท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของนักศึกษาสาวๆ รุ่นน้อง

 จากนั้นก็กลับเข้าโรงแรมและจบลงที่การมีเซ็กซ์กันอย่างหิวกระหาย

 ฉากและพื้นที่ในตัวเรื่องส่วนใหญ่อยู่ในร้านอาหารของย่านการค้าเก่าแก่ ที่เธอและชายคนรักชาวยุโรปเป็นลูกค้าประจำ

  และในร้านแห่งนี้ยังมีตัวละครสำคัญอีกตัวหนึ่ง (ซึ่งยึดพยุงแกนเรื่องหลักเอาไว้) นั่นก็คือนักเขียนหนุ่มใหญ่วัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งถูกจำกัดบทบาทและพื้นที่ในการเคลื่อนไหวไว้เพียงแค่ นั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือเงียบๆ อยู่ในมุมหนึ่งของร้านราวกับเป็นมนุษย์หุ่น

  กระทั่งผ่านไปปีครึ่ง หญิงสาวโผล่เข้ามาในร้านอาหารร้านเดิมอีกครั้ง นักเขียนใหญ่วัยกลางคนยังนั่งจิบกาแฟ และอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเดิม มุมเดิม เขามองเธออย่างแปลกใจ เพราะเธอปรากฏกายขึ้นในชุดคลุมท้อง แทนที่จะเป็น กางเกงยีนส์สะเอวต่ำฟิตปั๋ง และชายคนรักของเธอแทนที่จะชื่อฮันส์ชายหนุ่มชาวยุโรป กลับกลายเป็นชื่อวิสันต์ อีกทั้งยังเป็นคนสัญชาติเดียวกับเธอ

นอกจากตั้งคำถามย้อนแย้งผ่านแว่นหลังสมัยใหม่อย่างเฉียบคมแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้อยู่ที่กลวิธีการนำเสนอที่แปลกใหม่ เหนือชั้น

ตลอดทั้งเรื่อง เล่าผ่านมุมมองและเสียงเล่าของหญิงสาวตัวละครเอก โดยใช้สรรพนามของบุรุษที่หนึ่ง คือ ฉัน

ที่สำคัญคือตัวละครเอก (ฉัน) กำลังทำตัวเป็นนักเขียน และขณะเดียวกันฉัน (ต่อไปเราจะเรียกว่าเธอ) ก็จับนักเขียนหนุ่มใหญ่วัยกลางคนคนนั้นตรึงไว้กับหนังสือและกาแฟในมุมเล็กๆ มุมหนึ่ง (ขณะตัวเธอโลดแล่นสู่โลกกว้าง) และบิดผันสถานะของนักเขียนให้กลายเป็นตัวละครของเธอ ขีดเขียนชีวิตเขาผ่านมุมมองและเสียงเล่าของเธอ และเธอลิขิตขีดเขียนชีวิตของตัวเองไปพร้อมๆ กัน

            พูดง่ายๆ ก็คือว่า เธอจับนักเขียนมาเป็นตัวละคร

            พูดอีกแบบก็คือว่า เธอเป็นทั้งนักเขียน(บนเวทีของตัวบท) และตัวละคร (บนเวทีนอกตัวบท)

ข้างล่างนี้คือตัวอย่างบทบรรยาย (ผ่านกระแสสำนึก) ของเธอที่กำลังเขียนนักเขียน (อีกแง่หนึ่งก็คือเธอกำลังใช้อำนาจกับตัวละครของเธอ)

ครั้งแรกที่ฉันเห็นผู้ชายอายุร่วมๆ ห้าสิบผมบาง ศีรษะเกือบล้าน แต่เขาเลือกตัดเกรียนเลยดูไม่น่าเกลียดหนวดเคราดกดำแซมขาว ถูกตัดเล็มสั้นๆ เป็นระเบียบ ผิงพรรณขาวกว่าผู้ชายลิกอร์ทั่วไป เนื้อตัวค่อนข้างอวบ...

ฉันเห็นเขานั่งจมอยู่ในร้านลิกอร์มาปีกว่าๆ หรือเกือบสองปีแล้วกระมัง...

นักเขียนเลือกนั่งโต๊ะตัวใน ติดประตูด้านหลัง ตรงนั้นใต้เพดานเหนือศีรษะมีหลอดนีออน... ฉันผ่านมากี่ครั้งก็เห็นเขาจิบกาแฟช้าๆ อ่านหนังสือไปพราง...

ฉันรู้สึกแปลกใจมากๆ ทำไมเขาถึงไม่ออกเดินทางดั้นด้นไปหาข้อมูลไกล อย่างนักเขียนชื่อก้องโลกนิยมยึดถือ...

            จากนั้นเธอก็เขียน(เล่า)เรื่องราวของเธอเอง

            ปีที่แล้วฉันอายุยี่สิบสาม เรือนร่างงามระหง สูงร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร น้ำหนักห้าสิบถ้วนๆ ฉันเพิ่งรับปริญญาและกำลังมองหางานทำ...

            จากนั้นเธอก็เขียน(เล่า)เรื่องราวของเธอสลับกับเขียนนักเขียนไปพร้อมๆ กัน

เสียงกรุ๋งกริ๋งของกำไลเงินและเทอร์คอยท์ปลุกนักเขียนร้านกาแฟให้เงยหน้าเหลียวหา เขามองมาทางฉัน...ฉันรู้สึกทันทีว่าเขาพึงพอใจหน้าตากับหุ่นเพรียวงามของฉันเข้าให้แล้ว...

จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องไปเที่ยวกระบี่ รู้จักกับฮันส์ ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวและนักเขียนสารคดีอิสระชาวเนเธอร์แลนด์ เธอเล่าว่าฮันส์หล่อเหมือนพระเอกจอห์นนี่ เดป ท่าทางเจ้าชู้ ช่างเอาอกเอาใจ และเธอสารภาพด้วยสุ้มเสียงของหญิงสาวผู้มั่นอกมั่นใจในตัวเองว่า เธอโถมเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขาในคืนแรกที่รู้จักกัน

ฉันไม่รู้สึกผิดอะไร ฉันเลือกชีวิตของฉันเองได้ สมัยเรียนชั้นมัธยมฉันฝันอยากมีแฟนเป็นฝรั่ง ชาวยุโรปหรืออเมริกาก็ได้...

จากนั้นเธอก็ชวนฮันส์มาเที่ยวเมืองบ้านเกิดของเธอ โดยบอกว่าเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนาน มีพระธาตุเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของผู้คนพลเมือง ทว่าชายคนรักของเธอไม่ได้สนใจอะไรอื่นนอกจากตัวเธอ (ซึ่งเธอเองก็พอใจเช่นนั้น)

ต่อมาเธอสารภาพกับแม่ว่าเธอมีคนรักแล้ว จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับฮันส์ที่โรงแรม โดยบอกแม่ว่า เธอโตแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แต่...

ฉันทำให้แม่ผิดหวัง แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อฉันเลือกลิขิตชีวิตของตัวเอง...

ทุกครั้งที่เธอกับชายคนรักชาวยุโรปแวะมาทานอาหาร ก็จะพบเจอนักเขียน (หมดสภาพ) นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มุมเดิม เมื่อนักเขียนมองเธอ เธอเล่า (ผ่านกระแสสำนึก) ว่า

ฉันแกล้งสบตาเขาผาดๆ ทำเป็นไม่สนใจ นี่เป็นวิธียั่วคนแก่ให้หัวใจเต้นตึกๆ แล้วฉันก็ชอบทำอย่างนั้นเสียด้วยสิ...

ระหว่างนั่งกินอาหาร เธอเล่าว่าเธอหยอกล้อกับคนรักจนลูกค้าหันมาค้อน

แบบว่าฉันทำตัวไม่สมกับเป็นหญิงไทย... ฉันไม่สนใจหรอกว่าใครจะมองอย่างไร ก็นี่มันชีวิตฉัน เวลานี้ฉันกำลังมีความสุข...

ฌากส์ ลาก็องบอกว่า มนุษย์เป็นองค์อินทรีย์ภายในกรอบวัฒนธรรม หากการเชื่อมต่อนี้ถูกตัดขาด นั่นก็คือที่มาแห่งความทุกข์ทั้งปวง

ทว่าสำหรับเธอ (ดูเหมือนว่า) ถ้อยคำของลาก็องไร้ความหมาย เพราะ ฉันไม่สนใจหรอกว่าใครจะมองอย่างไร ก็นี่มันชีวิตฉัน เวลานี้ฉันกำลังมีความสุข...

จะเห็นได้ว่า เธอพยายามย้ำอยู่ตลอดเวลา (ตลอดเรื่อง) ถึงจริยศาสตร์ของความประพฤติ (วิธีการใช้ชีวิต ผลิตอุดมคติ) ซึ่งทั้งหมดนั้นลอยอยู่เหนือบรรทัดฐานที่หล่อหลอมโดยวัฒนธรรม และเหนือปฏิบัติการเชิงศีลธรรม

 พูดอีกแบบก็คือว่า เธอเป็นจุดเชื่อมต่อที่ไม่ราบรื่นระหว่างแรงขับทางกายภาพและจิตสำนึก กับระบบคุณค่าทางศีลธรรมและวัฒนธรรม จากจุดเชื่อมต่อเหล่านี้นี่เองที่ส่งให้เธอปฏิเสธผลิตผลของครอบครัว (แม่) จากนั้นก็นำมาสู่การปฏิเสธผลิตผลของการสร้างทางวัฒนธรรม

กระทั่งเธอเชื่อว่าเธอ (ต้อง) เป็นอย่างที่เธอคิด [ตัวตน=สิ่งที่กำลังคิด] ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือสามัญสำนึกแบบตะวันตก เช่นเดียวกับที่เดส์การ์ตส์บอกว่า ฉันคิดฉันจึงมีอยู่ นั่นเอง

และเมื่อวันเวลาผ่านไปปีครึ่ง วันหนึ่งเธอกลับเข้ามายังร้านเดิมอีกครั้ง ในฐานะผู้ถูกลงทัณฑ์ที่ปฏิเสธบรรทัดฐานทางสังคม (ท้อง / พ่อของลูกในท้องเป็นคนสัญชาติเดียวกับเธอแทนที่จะเป็นคนชาติอื่นเช่นที่เธอใฝ่ฝัน) และระหว่างนั่งรอพนักงานนำอาหารกล่องที่สั่งมาส่ง เธอเขียนนักเขียนในร้านกาแฟ (ผ่านกระแสสำนึก) ต่อ...

นักเขียนยังนั่งอยู่ที่เดิม เขาจะไม่ไปไหนเลยหรือ... เขาลอบมองมาทางฉัน คิ้วขมวดย่น เขาคงจำฉันไม่ได้ เขาดูท่าทางกำลังครุ่นคิด... แล้วหยิบกระดาษขึ้นมาจดยิกๆ... เขาคงเขียนถึงฉันกระมัง...ถ้าฉันบังเอิญกลายเป็นตัวละครของเขาแล้วล่ะก็ ฉันอยากให้เขาพรรณนาอย่างนี้...

จากนั้นเธอก็เขียนตัวเธอเองโดยจินตนาการว่านักเขียนกำลังพรรณนาถึงเธอ ดังนี้

ผิวพรรณของเธอดูขาวเนียนกว่าครั้งก่อน วันนี้เธอมีผ้าลูกไม้สีขาวสะอาดคลุมไหล่ รวบผมไว้ข้างหลัง สวมรองเท้าหนังสือน้ำตาลอ่อนพื้นเตี้ย รัดส้นเท้าอวบอิ่มขาวนวล เธอสวมชุดคลุมท้องสีชมพู สะพายกระเป๋าหนังสีน้ำตาลแบรนด์นอกราคาแพง กิริยาท่าทางของเธอสงบลงกว่าครั้งก่อน สงบอย่างคนที่รู้จักชีวิตมากขึ้น…

            นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแสดงพลังอำนาจของเธอ (คงเป็นพลังอำนาจเดียวที่เหลืออยู่)  ต่อตัวละครซึ่งเป็นนักเขียนหมดสภาพ อย่างที่เธอเล่าอย่างเยาะหยันว่า นั่งจับเจ่าเฝ้าคอย (อยู่ในร้านอาหารพื้นๆ ) ให้เรื่องราวน่าตื่นเต้นลอยผ่านมาเข้าปาก!

            อาจกล่าวได้ว่า ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับบทความเรื่อง มรณกรรมของผู้ประพันธ์ ซึ่งเขียนโดยโรล็อง บาร์ตส์ 

 บาร์ตส์ยืนยันว่า ในเชิงภาษาศาสตร์ ผู้ประพันธ์มิได้เป็นอะไรมากไปกว่าการเขียนเพียงชั่วขณะเท่านั้นเอง

            พูดอีกแบบก็ต้องบอกว่า บาร์ตส์ไม่ได้สนใจผู้ประพันธ์ที่เป็นปัจเจกบุคคลเท่ากับผู้ประพันธ์ที่เป็นมโนทัศน์นามธรรม

            กระนั้น มันก็ยังเป็นเรื่องยากแสนเข็ญ ที่เราจะเลี่ยงไม่ให้ผู้อ่าน (ผ่านไปปีครึ่ง) ผ่านจากตัวอักษรไปถึงตัวตนของผู้ประพันธ์ ซึ่งคือตัวตนนอกตัวบท เหตุเพราะว่าผู้อ่านส่วนหนึ่งรู้จักตัวตนและชีวิตจริงของผู้ประพันธ์มาก่อน

และตัวละครที่เป็นนักเขียน / นักเขียนที่เป็นตัวละครในเรื่องนี้ ก็มีบุคลิกใกล้เคียงกับผู้ประพันธ์ หรือผู้ส่งผ่านเรื่องเล่าสู่ผู้อ่าน

หรือพูดให้ชัดกว่านี้ก็คือ ตัวละครที่เป็นนักเขียน / นักเขียนที่เป็นตัวละครในเรื่องนี้ มีบุคลิกลักษณะใกล้เคียงกับจำลอง ฝั่งชลจิตรในฐานะผู้ส่งผ่านตัวบทนั่นเอง

ทว่าเมื่อเราอ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ในโครงกรอบของเรื่องแต่ง และผู้ประพันธ์เป็นเพียงมโนทัศน์นามธรรมเช่นที่บาร์ตส์เสนอ เราก็จะพบว่า หญิงสาวตัวละครหลักของเรื่อง กำลังสถาปนาตนเองขึ้นเป็นนักเขียน และกำลังใช้อำนาจของความเป็นนักเขียนของตนกดข่ม / บิดผันนักเขียนหนุ่มใหญ่ในเรื่องให้กลายเป็นตัวละคร

มิเชล ฟูโกต์กล่าวไว้ว่า ความสัมพันธ์ทุกรูปแบบเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และการต่อต้านเป็นเหรียญด้านตรงข้ามของอำนาจ

พูดอีกนัยหนึ่ง หากปราศจากมัน (การต่อต้าน) แล้ว ตัวอำนาจเองก็ไร้ความหมาย

            หากทะลุทะลวงมายาคติลงไปได้ เราจะพบว่านักเขียนหรือผู้ประพันธ์ แท้จริงแล้วคือตัวแทนการใช้อำนาจครอบงำรูปแบบหนึ่งแก่ตัวละครของเขา ผ่านกระบวนการต่างๆ ทางวัฒนธรรมของเรื่องเล่า นำมาสู่การผลิตสร้างสัญนิยมหรือขนบของการเขียนเรื่อง / สร้างตัวละคร ตลอดจนการอ่าน จนนักเขียนหรือผู้ประพันธ์ ยึดถือเกาะกุมบรรทัดฐานต่างๆ ที่ประกอบสร้างขึ้น กระทั่งหลายบรรทัดฐานกลายเป็นสูตรสำเร็จ อีกทั้งยังเผลอคิดว่าทุกกระบวนการ ทุกบรรทัดฐานเป็นไปตามธรรมชาติ (ยังไม่นับว่า มีนักเขียนไม่น้อยที่ ยัดเยียดการกระทำ คำพูด ความคิดให้แก่ตัวละคร โดยคิดว่าเขาจะทำอย่างไรก็ได้กับตัวละครของเขา)

กล่าวได้ว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร (ในฐานะผู้ส่งผ่านเรื่องเล่าไปสู่นักอ่าน) ได้โยนคำถาม (ผ่านแว่นหลังสมัยใหม่) เตือนสติ เยาะยอก ย้อนแย้งความเป็นนักเขียนกับความเป็นตัวละคร (ต่อบรรทัดฐานที่หล่อหลอมโดยวัฒนธรรมการเขียน) ผ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้อย่างน่าทึ่งว่า เมื่อนักเขียนหรือผู้ประพันธ์ถูกบิดผันสถานะจาก ผู้เขียน / ผู้สร้าง / ผู้สังเกตการณ์ มาเป็น ตัวละคร / ผู้ถูกเขียน / ผู้ถูกสังเกตการณ์ และต้องสยบยอมต่อระบบความหมายที่อยู่นอกเหนือการควบคุม / การระลึกรู้ของตนเองเสียแล้ว เขาจะรับมือกับมันอย่างไร


โดย ศิวร

 

กลับไปที่ www.oknation.net