วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สงคราม ... คือ การเมืองที่หลั่งเลือด


“สงคราม ... คือ การเมืองที่หลั่งเลือด”  On War  - Carl von Clausewitz

หลังจากที่มนุษยชาติ หลั่งเลือดชโลมแผ่นดิน ผืนน้ำ แลท้องนภา บนวาทกรรมความชอบธรรมแห่งการ “ฆ่า” ที่เรียกว่า “สงคราม” เป็นเวลายาวนาน …

นานเสียยิ่งกว่าการจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ท่ามกลางซากศพ กลาดเกลื่อนบนโลกกลมๆใบนี้
 
ที่ตายด้วยนวัตกรรมแบบโบราณ ที่วิวัฒนาการพ้นไปจาก การใช้ร่างกาย เช่น ปากกัด ตีนถีบ อัดด้วยกำปั้น หรือ กระแทกด้วยส้นตีน

ขอไม่นับรวมไปถึงการตบด้วยปาก กระชากด้วยลิ้นนะท่าน

แต่บางครั้ง ลิ้นที่ยาวประมาณ 3 นิ้วก็ล่มชาติ

ฆ่าคนได้ทั้งเมืองเช่นกันด้วยคำสอพลอ ตอแหล

 

จากก้อนหิน ไม้แหลม ถ่านไฟ ยาพิษ น้ำมันเดือด …

ดาบ กระบี่ หอก ง้าว แหลน ธนู หน้าไม้ …

จนถึง ปืนไฟ ปืนใหญ่ ก๊าซพิษ ขีปนาวุธ นิวเคลียร์ แสงเลเซอร์ …

ทำให้แทบทุกอณู ของโลกนี้ ล้วนมีความตายแทรกตัวอยู่


เป็นความตาย ... ความตายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง


ความขัดแย้ง ในความรัก ที่ชิงรักหักสวาท แล้วลามปามไปดึงคนรอบข้างมาตายด้วยทั้งเมือง ทั้งประเทศ ดังเช่น สงครามกรุงทรอย

ความขัดแย้งในอำนาจ หรือ ผลประโยชน์ ทั้งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และมิได้มีการบันทึกไว้ ซึ่งมากมายคณานับ ดั่งละอองดาวบนท้องฟ้า

หรือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจาก อัตตา ด้วยความผิดพ้องหมองใจ ก็มากมี


ในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์ ทั้งที่จารลงบนกระดองเต่า แผ่นหิน ซี่ไม้ ผืนผ้า แผ่นกระดาษ ม้วนฟิลม์ จนกระทั่งแผ่นซีดี และดีวีดี

เราคงคงได้เห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันโหดเหี้ยมทารุณ ทมิฬหินชาติ ที่มนุษย์กระทำต่อกัน ดั่งมิใช่มนุษย์หากแต่เป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่ง ครอกหนึ่ง ฝูงหนึ่ง

เวลาเราอ่านประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

เราได้เห็นความตายในระหว่างบรรทัด

ไม่ว่าจะเป็นการตายเดี่ยว ที่ชีวิตจบลงด้วยการผ่าอก ตัดหัว แยกสังขารเป็น 5 เสี่ยง แล่เนื้อเอาเกลือทา กรอกพิษ เผาด้วยถ่านไฟ ...

หรือการตายหมู่ ด้วยการสังหารกันท่ามกลางสมรภูมิจนเลือดนองท่วมท้องม้า ท้องช้าง เลือดแดงทาทั้งแผ่นดิน เป็นแม่น้ำสีเลือดที่ขื่นคาว

บางครั้งมีการจดสถิติ ตัดหัวนับได้สิบหมื่นบ้าง ยี่สิบหมื่นบ้าง จนบางครั้งเมื่อนับรวมกว่าสงครามสงบ เรานับหัวคนที่กลิ้งหลุดออกจากร่างได้หลายร้อย หลายพันหมื่นหัว ...

และบางสงคราม คนมีค่าเพียงวัตถุดิบผลิตสบู่


ในช่วงเวลาวิกฤตแห่งมนุษยชาติ ที่แดงฉานไปด้วยเลือด จนมีคำเปรียบเปรยว่า

เป็นสุนัขในยุคสันติ ยังดีกว่าเป็นคนในยุคสงคราม

ที่ชีวิตไร้ค่า ดุจดั่งธุลีดิน


เหล่านักปราชญ์ ที่ครุ่นคิดถึงคุณค่าแห่งชีวิตมนุษย์ และความหมายแห่งชีวิต ก็ได้กำเนิดเกิดขึ้น เพื่อบริหารจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยวาทกรรมต่างๆ

เพื่อให้ความขัดแย้งด้วย รัก โลภ โกรธ หลง ได้รับการจัดการที่ดี ไม่ต้องจัดการด้วยต้นทุนราคาแพง

ที่จ่ายด้วยชีวิตคนอื่น

เพื่อให้มนุษย์ทุกคนสามารถอยู่ได้ร่วมกันบนโลกใบนี้ ด้วยกฎกติกาที่ร่างกันขึ้นมา ...

เป็นวิถีทางแห่งการเมือง


แต่ ... ความรุนแรง ก็ยังคงฝังรากลึกในจิตวิญญาณของมนุษย์ชาติ รอวันที่มนุษยชาติ จะเอาชนะใจตนเองให้ได้


ในสังคมโลกปัจจุบัน ที่มนุษย์ยกตัวว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เป็นผู้มีอารยธรรม

แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เราเห็นได้โดยทั่วไปว่า บางครั้ง “มนุษย์” ก็ยังคงสัญชาติญาณดิบเถื่อนของ “สัตว์” อยู่ สงครามจึงปะทุขึ้นมาอยู่เสมอๆ

ไม่ว่าจะกลางเมืองใหญ่ในมหาวิทยาลัยริมแม่น้ำ

หรือ ท้องทะเลทราย หรือ ภูดอยป่าเขา


ความเศร้าโศกเสียใจ ต่อการจากไปเมื่อญาติสนิท มิตรสหายของเราจากไป

เรารู้สึกอย่างไร

เมื่อญาติสนิทมิตรสหายผู้อื่นจากไป

เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกับเรา

แล้วในสถานการณ์การเมืองไทยวันนี้

เราต้องการเห็นเมืองไทย มีการเมืองที่หลั่งเลือดหรือไม่

ขึ้นอยู่ที่เราทุกคนแล้วครับ

ว่าจะใช้สติ ปัญญา ในการฝ่าวิกฤตการเมืองครั้งนี้อย่างไร

โดย tyty

 

กลับไปที่ www.oknation.net