วันที่ เสาร์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวียดนาม (18) : War Remnants Museum - โฮจิมินห์ซิตี้






วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2550 เวลาประมาณบ่ายสามโมง พวกเราก็มาถึงสนามบิน Tân Sơn Nhất International Airport ที่ไซ่ง่อน หรือ โฮจิมินห์ซิตี้



ตอนนั้นเหมือนกับว่าทางสนามบินจะมีการก่อสร้างกันอยู่ ตอนเดินไปมาลำบากนิดหน่อย ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเสร็จแล้วหรือยัง



จากสนามบิน ประมาณครึ่งชั่วโมง พวกเราก็มาถึงพิพิธภัณฑ์สงคราม War Remnants Museum หรือ Bảo tàng chứng tích chiến tranh

ทาง Guide (ชาวเวียดนาม)
บอกเราว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ประชาชนเวียดนามบางส่วนไม่ค่อยอยากให้สร้างไว้กลางเมืองโฮจิมินห์ซิตี้เท่าไหร่ เพราะมันเป็นอดีตอันโหดร้าย ขมขื่น ที่หลายคนไม่อยากพูดถึง และเกรงจะทำให้รอยร้าวของประเทศ ที่เคยแบ่งเป็นเวียดนามเหนือ - ใต้ ยากที่จะประสานเข้าด้วยกัน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดในเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) โดยในตอนแรกใช้ชื่อว่า The House for Displaying War Crimes of American Imperialism and the Puppet Government of South Vietnam



ต่อมาก็เปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้ง เช่น Museum of American War Crimes แล้วก็เป็น War Crimes Museum จนกระทั่งเวียดนามเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ก็เลยเปลี่ยนชื่อพิพิธภัณฑ์ใหม่เป็น War Remnants Museum

แต่ทว่า ภายในพิพิธภัณฑ์ ก็ยังคงแสดงความโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพอเมริกันอยู่นั่นเอง





ภายนอกอาคารพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงซากชิ้นส่วนอาวุธสงคราม ไม่ว่าจะเป็นรถถัง เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน ระเบิด ของกองทัพอเมริกัน ที่ฝ่ายเวียดกงยึดมาได้



ภายในอาคารมีการจัดแสดงหลายอย่าง เช่น การใช้อาวุธเคมี ในช่วงสงครามเวียดนาม



ว่ากันว่า ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2509 (ค.ศ. 1963-1966) สารเคมีที่ชื่อ Agent Orange ถูกกองทัพอเมริกันใช้ไปมากกว่า 6 ล้านแกลลอน (ตลอดสงครามเวียดนามมีการใช้สารเคมีอื่น ๆ อีกรวมแล้วมากกว่านี้มาก) สารนี้ถูกโปรยโดยเครื่องบินเหนือพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งจะทำให้ใบไม้ร่วง เพื่อเปิดเผยที่ซ่อนของฝ่ายเวียดกง (ซึ่งตั้งฐานที่มั่นอยู่ในป่า)



Agent Orange เมื่อสลายตัวจะให้สารที่ชื่อว่า Dioxin ซึ่งสารตัวนี้ก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพในระบบต่าง ๆ อย่างมาก ตลอดจนถึงการให้กำเนิดทารกที่มีความวิกลรูป

นอกจากนี้ สารพิษดังกล่าวยังมีการสะสม ปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติ และสามารถถ่ายทอดอยู่ในห่วงโซ่อาหารได้อีกด้วย !!!



วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่บ้านไหมลาย (My Lai Massacre) ชาวบ้านที่ปราศจากอาวุธจำนวน 400-500 ชีวิต ถูกสังหารโดยกองทหารอเมริกันอย่างเหี้ยมโหด ข้าพเจ้าไม่เข้าใจเหตุการณ์เท่าไหร่ บางคนบอกข้าพเจ้าว่า เป็นเพราะทางอเมริกันคิดว่าหมู่บ้านนี้เป็นเวียดกง  บางคนก็บอกว่า นี่เป็นการสังหารผู้บริสุทธิ์ เพื่อป้ายสีกองกำลังฝ่ายเวียดกงว่าป่าเถื่อนโหดร้าย เพื่อหาความชอบธรรมให้กับฝ่ายเวียดนามใต้และสหรัฐอเมริกาเอง



Guide บอกข้าพเจ้าว่า ภาพนี้ได้มาจากทหารอเมริกันคนหนึ่งซึ่งบันทึกภาพเหล่านี้เอาไว้ เมื่อสงครามเวียดนามสงบ แต่ภายสงครามในจิตใจยังไม่จบสิ้น หลายปีผ่านไป เค้าฝันร้ายเห็นแต่ภาพเหล่านี้จนจะเป็นบ้า ก็เลยเอาภาพและเรื่องราวการสังหารหมู่นี้ ออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชน









ประติมากรรมนี้ มีชื่อว่า Mother สร้างขึ้นจากเศษซากชิ้นส่วนวัตถุระเบิดในช่วงสงครามเวียดนาม



ที่จริงในอาคารมีสิ่งจัดแสดงเยอะกว่านี้ นี่เอาให้ชมกันเพียงบางส่วนเท่านั้น ทางด้านนอกอาคาร ยังมีห้องจัดแสดงย่อย ๆ อีก











มีอยู่ห้องหนึ่ง มีภาพวาด แสดงวิธีการสืบสวน สอบสวน และ ทรมานรูปแบบต่าง ๆ ที่ทหารอเมริกันใช้กับบรรดาเวียดกง





นักโทษการเมืองที่ถูกทางรัฐบาลเวียดนามใต้ (ในการควบคุมของสหรัฐอเมริกา) จะถูกนำไปคุมขังไว้ที่คุกในเกาะ Côn Sơn ในหมู่เกาะ Côn Đảo ในพิพิธภัณฑ์ได้จัดห้องแสดงส่วนหนึ่งให้มีบรรยากาศคล้ายคุกที่นั่น





จะมีห้องคุมขังที่เรียกกันว่า Tiger Cages ไว้สำหรับนักโทษคนสำคัญโดยเฉพาะ



เครื่องประหารแบบกิโยตินถูกนำเข้าเวียดนามตั้งแต่ประมาณ 100 ปีก่อนโดยฝรั่งเศส ต่อมา ในช่วงสงครามเวียดนาม ได้มีการนำกิโยตินมาใช้ในการประหารชีวิตนักโทษการเมืองด้วย



นักโทษการเมืองคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน คือ Hoang Le Kha ในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960)



พวกเราเดินออกจากคุกจำลองมา ก็มาถึงห้องจัดแสดงนิทรรศการ การต่อต้านจักรวรรดิอเมริกัน









มีภาพ poster จากหลาย ๆ ประเทศ เพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา และเรียกร้องให้ถอนทหารออกจากเวียดนาม



และมีห้องหนึ่งจัดแสดงภาพชีวิต และ การสร้างชาติ หลังจากสงครามเวียดนาม Guide ชาวเวียดนามบอกข้าพเจ้าว่า มีคนเปรียบเทียบเวียดนามกับญี่ปุ่นว่ามีความคล้ายกัน คือ แม้บ้านเมืองต้องพังพินาศจากสงครามเพราะสหรัฐอเมริกา แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้อีกครั้ง

แต่ที่แตกต่างกันก็คือ ญี่ปุ่นแพ้สงครามด้วยความอับอาย และยังต้องเป็นอาชญากรสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย ส่วนเวียดนามนั้นชนะสงครามเหนือสหรัฐอเมริกาด้วยความภาคภูมิ



นั่นก็เป็นสำนึก และ ความทรงจำของคนเวียดนามรุ่นเก่า ซึ่งไม่ทราบว่าคนเวียดนามรุ่นปัจจุบันจะมีสำนึกในแบบเดียวกันนี้หรือไม่

แม้ในตอนแรก ประชาชนเวียดนามบางส่วนจะไม่ค่อยอยากให้มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งชื่อเดิมคือ The House for Displaying War Crimes of American Imperialism and the Puppet Government of South Vietnam ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของคนในประเทศที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับสหรัฐอเมริกา

แต่ในตอนนี้ ประชาชนหลายคนรวมถึงรัฐบาลก็อยากให้มีพิพิธภัณฑ์ War Remnants Museum นี้ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ประเทศแบ่งเป็นเวียดนามเหนือ (คอมมิวนิสต์) กับ เวียดนามใต้ (โดยการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา) ทำสงครามเผชิญหน้ากันเอง



ว่าแต่ สงครามครั้งใหม่ในตอนนี้ ได้เปลี่ยนจากอาวุธหนัก มาเป็น เงินทุน สินค้า และ การบริการต่าง ๆ มีการปลูกฝังค่านิยม เพื่อกระตุ้นการบริโภค และค่านิยมในการดำเนินชีวิตตามแบบทุนนิยม ก่อให้เกิดช่องว่างทางสังคมและรายได้ในประเทศ ซึ่งจะกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

จนดูเหมือนว่า ถ้าไม่ได้มีการรับมือที่ดีแล้ว ทุนนิยมสมัยใหม่ ซึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา อาจจะเข้าไปแบ่งแยกกลุ่มคนในเวียดนามได้อีกครั้ง



โดย Plin

 

กลับไปที่ www.oknation.net