วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สิงคโปร์กรังด์ปรีซ์( 2) โค้งต่อโค้ง


สตีฟ สเลเตอร์ ผู้บรรยายข่าวจากช่อง ESPN Star Sports และทิม เชนเกน อดีตนักแข่งรถสูตรหนึ่ง ได้จำลองสถานการณ์ของสนามแข่ง แบบโค้งต่อโค้ง

โค้งที่1          มีอัตราการเบรกที่สูงสุดตั้งแต่ เกิน 280 กม./ชม. จนถึงต่ำสุด ประมาณ 130 กม./ชม. โดยผู้แข่งจะต้องระมัดระวังในการควบคุมการกระตุกล้อเมื่อนักแข่งเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์ 2  เพื่อการเลี้ยงโค้งซ้ายที่แคบลง  โค้งนี้เป็นโค้งที่ดีเยี่ยมสำหรับการชมถึงศักยภาพของกำลังเบรคของรถสูตร 1 ทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีสำหรับรถคันที่ตามหลังมาที่จะแอบเคลื่อนที่ผ่านด้านล่างและข้าไปสู่วงในเพื่อที่จะแซงได้

 

โค้งที่2/3/4   เป็นจุดที่จะมีการปรับเกียร์ไปเป็นเกียร์ 3 เพียงชั่วครู่ และเพิ่มความเร็วเป็น  160 กม./ชม. ผ่านโค้งที่2  ก่อนที่จะลดเกียร์ลงมาเป็นเกียร์ 2 อีกครั้งเพื่อให้ได้ความเร็ว ที่ความเร็ว 90 กม./ชม. ในโค้งที่ 3   จากนั้นก็จะเพิ่มความเร็วเต็มที่และเลื่อนไปที่เกียร์ 4 ที่ความเร็ว 200กม./ชม. พร้อมกับรถจะเคลื่อนตัวผ่าน ส่วนนี้ของสนามแข่งและเข้าสู่โค้งที่ 4

 

โค้งที่5 กลับไปสู่ช่วงที่มีการลดความเร็วอีกครั้ง ลงไปสู่เกียร์3 เพื่อเลี้ยวโค้งที่ 5  ณ ทางเข้าถนน Raffles Boulevard  ทางออกจากโค้งนี้จะอยู่ที่ความเร็วประมาณ 140 กม./ชม. ทำให้เกิดองศาเปิดซึ่งจะทำให้รถที่ตามมานั้นตามมาได้ติดๆ  ทำให้ไม่สูญเสียค่าแรงเสียดทานมากเกินไป  เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการไล่ตามแซงกันขึ้นที่จุดสิ้นสุดทางตรง

 

 โค้งที่6   แต่ก่อนที่จะถึงจุดทางออกนั้น เราจะไปถึงโค้งที่ 6 ซึ่งเป็นโค้งที่น่าหวาดเสียงเต็มกำลัง  ซึ่งเป็นจุดที่รถแข่งนั้นจะเปลี่ยนเกียร์ 6 สู่เกียร์ 7  หลังจากโค้งนี้ เราจะไปถึงส่วนที่ความเร็วสูงสุดของสนามแข่ง  รถแข่งนั้นอาจจะเร่งความเร็วได้เกิน 300 กม./ชม. พร้อมๆกับเสียงท่อไอเสียที่คำรวมกระทบตึกรามบ้านช่องอย่างกึกก้อง  โค้งที่6นี้เป็นโค้งที่มีความเร็วสูงที่สุดในแวดวงถนนที่ใช้แข่ง

 

โค้งที่7/8   ที่สุดถนน Raffles Boulevard  โค้งที่ 7 เป็นจุดที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะมีโอกาสแซงคู่แข่งได้ทัน ที่จุดนี้  รถแข่งจะลดความเร็วจากมากกว่า  300 กม./ชม. ลงไปถึง 110 กม./ชม. เพื่อที่จะเปลี่ยนไปเป็นเกียร์ 2 แล้วเลี้ยวโค้งซ้ายไปตามทางหลวง Nicholl Highway จากนั้นจะเร่งความร็วกลับไปที่ 200กม./ชม. เป็นช่วงสั้นๆก่อนที่จะใช้เกียร์ 2 เลี้ยวโค้งขวา และเร่งความเร็วให้คงที่ที่ 200 กม./ชม. ตลอดการระยะทางของถนน Stamford อัฒจันทร์ที่ทางโค้งที่8 ป็นจุดที่อาจจะสามารถเห็นวิวของการแข่งขันได้ดีที่สุด หากคุณนั่งชมการแข่งขันในจุดที่พอดี คุณก็จะได้เห็นรถแข่งที่กำลังกลับมาจากถนน Esplanade Drive เพื่อกำลังจะเข้าโค้งที่ 15 อีกด้วย

 

โค้งที่9  หลังจากการเลี้ยวโค้งซ้ายด้วยเกียร์ 3 ที่โค้งที่ 9 แล้ว ทางออกที่โล่งนั้นจะช่วยควบคุมความเร็วของรถแข่งขณะที่ขับไปบนถนน St.Andrew และผ่าน สนามกีฬาPadang นี่เป็นมุมการเลี้ยวที่เปิดองศาอีกครั้ง เนื่องจากรถแข่งนั้นไม่มีอุปกรณ์ป้องกันการลื่นไถล จึงทำให้นักแข่งที่ควมคุบแรงม้าของรถแข่งได้ดีที่สุดนั้นได้เปรียบตรงสุดทางตรง

 

โค้งที่10-14  จากความเร็วกว่า 250 กม./ชม.นั้น รถแข่งจะต้องลดความเร็วเต็มที่ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้เกิดการแซงกันอีกครั้งหลังจากได้ลดความลงที่หัวมุมตรงสุดทางโค้ง  ตึกเก่าแก่มรดกของเมืองซึ่งเป็นตึกศาลฎีกาและศาลากลางจะให้ฉากหลังที่ให้อารมณ์เสมือนว่าอยู่ที่จตุรัสคาสิโนที่โมนาโค

ที่จุดนี้ ผู้แข่งจะต้องควบคุมรถ ให้อยู่ที่เกียร์ 2 และเกียร์ 3 ด้วยความเร็ว100 และ150 กม./ชม. เตรียมต่อแถวเพื่อข้ามสะพาน Anderson  ที่ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่มีที่สนามแข่งนี้เพียงแห่งเดียว  สะพานนี้ถูกสร้างขึ้นบนปากแม่น้ำสิงคโปร์ ในปี 2453 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลนียลที่ดูตัดกับเส้นขอบฟ้าของย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่เป็นฉากหลังได้อย่างลงตัว

 

โค้งที่15/16  หลังจากที่ผ่านโค้ง 14ที่เป็นลักษณะตัวยู แคบๆ ด้วยเกียร์ 2 แล้ว รถแข่งก็จะไปถึงความเร็วกว่า 280 กม./ชม. ผ่านถนน Esplanade Drive ก่อนที่ลดความเร็วอย่างกระทันหันเพื่อที่จะเลี้ยวขวาที่โค้งที่ 15 นี่จะเป็นอีกโอกาสหนึ่งสำหรับการแซงผู้แข่งอื่นๆได้อีก ก่อนที่จะเร่งความเร็วกลับไปที่ 230 กม./ชม. ผ่านโค้งที่ 16 ก่อนที่จะลดความเร็วไปตามเส้นทางรอบๆอัฒจันทร์ Bay Grandstand

 

โค้งที่17-20  ส่วยที่ช้าที่สุดของสนามแข่งนั้นจะมีความเเร็วที่ระดับ 100 กม./ชม. ที่เกียร์ 2 แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งท้าทายของนักแข่งรถและวิศวกรผู้สร้างรถแข่ง ในเส้นทางช่วงนี้จะมีการใช้งานระบบเบรคอย่างหนักและจะทำให้เกิดแรงดึงจากระดับความเร็วที่ช้าลง ทั้งยังเป็นจุดที่ผู้แข่งจะต้องใช้กลเม็ดและความเชี่ยวชาญในการขับอย่างมากอีกด้วย  หลังจากที่แล่นรถมาตามริมฝั่งน้ำ ที่อยู่ด้านหน้าอัฒจันทร์ Bay Grandstand แล้ว รถแข่งจะมีการเลี้ยวโค้งที่ได้อัฒจันทร์ที่โค้งที่ 19  จึงเป็นอีกจุดที่เป็นเอกลักษณ์ของการแข่งรถสูตรหนึ่งในปี2008 ของสิงคโปร์

 

โค้งที่ 21-24  ยังมีอีก 2 โค้งที่ระดับที่ช้าลงที่  120 กม./ชม. ที่เกียร์3 ซึ่งจะพารถแข่งไปยังริมน้ำข้างๆกับสะพานสิงคโปร์ ที่ติดกับอาคาร พิต บิวดิ้ง โค้งสุดท้าย 2 โค้งสุดท้ายนี้จะมีความเร็ว 150 กม./ชม. ละ 200  กม./ชม. ตามลำดับ  ส่งให้รถแข่งไปถึงจุดสิ้นสุดของการแข่งขันด้วยระยะความเร็ว 5.067 กม. ผ่าน 14 โค้งทางขวา และ 10โค้งทางซ้าย

โดย นายกุ้ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net