วันที่ เสาร์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อีกหน่อย....คงไม่มีนาข้าวอีกแล้ว


บนเส้นทางจากลำลูกกาไปอยุธยาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
รู้สึกแช่มชื่น เมื่อเห็นถนนสองข้างทางยังเป็นทุ่งข้าวเขียวขจี 

 
ขับรถต่อไปอีกนิด อีกสองสามแปลงกลายแหล่งชุมนุมของนกกระยางคอยาว นกปากห่าง และนกอื่นๆ รวมตัวกันเป็นกลุ่มๆ


วันนี้ ตื่นเช้ามืด เจ็ดโมงเช้า หยิบกระเป๋ากล้อง แล้วขับรถออกไปตามเส้นทางที่เคยเห็นเวลาไปทำงาน

รอแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบใบข้าว  เดินเลาะคันนาเสาะหาน้ำค้างเกาะใบสีเขียวนวล

หยิบกล้องออกมาจากกระเป๋า
ปรากฏว่า ไม่มีการ์ดและแบตเตอร์รี่ เอาออกไปจากกระเป๋ากล้องเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เลยเสียเวลาต้องกลับบ้านมาอีกรอบ


กลับมาใหม่เมื่อใกล้เจ็ดโมงครึ่ง
บนเส้นทางเลียบนาข้าว
ยายคนหนึ่งนั่งเงียบเหงาตกเบ็ดในบึงเล็กๆ

เท้าเปื้อนโคลนสีดำ แต่เมื่อเดินเข้าไปไกล้ ก็ได้รับรอยยิ้มจริงใจ


"เมื่อก่อน แถวนี้เป็นนาข้าวทั้งหมดแหละ แต่มีหมู่บ้านจัดสรร เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนก็ขายนากันทั้งนั้น"

"ทำนาน่ะเหนื่อย ต้องปลูก ต้องดำ ต้องเผาซังเพื่อปลูกใหม่ ค่าปุ๋ยก็แพง ค่าแรงก็แพง ทุกอย่างต้องจ้างทั้งนั้น "

เมื่อฉันชะโงกดูปลาในถัง ยายก็บอกว่า "ได้สี่ห้าตัวแล้ว ถ้าตรงนี้ไม่กินเบ็ดแล้วต้องย้ายไปตกที่อื่น"

เราคุยกันอีกพักใหญ่ๆ แล้วยายก็หิ้วถังสีดำ เดินจากไป คำพูดของยายทำให้นั่งนิ่งตรงนั้นอีกครู่ใหญ่

ฉันอยู่ละแวกนี้มากว่าห้าหกปี สิ่งที่สังเกตุเห็นตลอดเวลาคือ การขยายตัวของหมู่บ้านจัดสรรที่เป็นเหตุทำให้ผืนนาที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกถม แล้วแทนที่ด้วยสิ่งก่อสร้างที่เรียกกันว่า "หมู่บ้านจัดสรร"

ถ้า" หมู่บ้านจัดสรร" มาแทนที่นาข้าว...

แมลงปอ


จอกแหน

ปลาเข็ม

ไซดักปลา

กอบัว


หญ้าสีทอง

หรือแม้แต่ศัตรูตัวฉกาจของชาวนาอย่างหอยเชอร์รี่สีน้ำตาลก็คงหายไป



"ลุงจะไปคลองเจ็ด ถ่ายรูปทุ่งนาไปทำไม"
"เมื่อก่อนตรงโน้นก็เป็นนา แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว"

หลังจากพูดคุยกันอีกหลายคำ.. คุณลุงก็ปั่นจักรยานต่อไป

ฉันเดินกลางแดดร้อนเปรี้ยง เดินไปบนคันนา แล้วกลับขึ้นบนถนน
สักครู่ หยุดยืนมองบ้านหลังหนึ่งอยู่นาน
"บ้านทรงไทย" โปร่งโล่ง ซุกตัวอยู่กลางนาและร่มไม้
เสียงเพลงของบีทเทิลส์ลอยมาตามลม
"เจ้าของบ้าน" คงไม่ธรรมดา
น่าชื่นชมจริงๆ 



วันนี้ เจ้าของนาแปลงหนึ่งจ้างรถไถจำนวนแปดคันมาไถ

 เพื่อเตรียมหว่านข้าวในวันจันทร์

เจ้าของที่นา เป็นชายวัยกลางคน สวมหมวกพลาสติกและโพกผ้าขาวม้าทับ มือถืออีแหมะที่คอยขุดสับหญ้าอยู่ที่คันนาเกือบตลอดเวลา

"เดี๋ยวนี้ ปุ๋ยราคาลูกละเกือบพัน น้ำมันก็แพง ทำนา มีแต่เหนื่อยกับเหนื่อย ไม่เคยมีกำไรหรอก"


"ราคาข้าวเปลือกมักเพิ่มขึ้น เวลาที่เรากำลังไถ กำลังหว่าน พอเราเก็บเกี่ยวเสร็จ ราคาก็ตกทุกที"
"ใช้เวลาร้อยยี่สิบวัน กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ เราก็เหนื่อยทุกวัน ล้าทุกปี แต่อย่างน้อยก็มีข้าวกิน ไม่ต้องซื้อเขา"

"เห็นนกพวกนั้นไหม มีนาก็มีนก มีปลา มีหอย แบ่งกันอยู่ แบ่งกันกิน"

"พวกเราไม่ทำอะไรนกพวกนั้นหรอก ที่นาก็ถูกขายไปเรื่อยๆ ไม่มีนาข้าวแล้ว นกพวกนี้ไปอยู่ไหนก็ไม่รู้"

"มีนาก็มีน้ำ หมาก็ได้มาเล่นน้ำ ตอนที่มันรู้สึกร้อน   "

ฉันยิ้ม.... หมาก็เหมือนจะยิ้มให้ฉันด้วย



จอดรถแวะซื้อโค้ก เพื่อดับกระหายจากอากาศร้อน แขนคล้ำ ผิวดำเกรียมจากแดดเผา
คำพูดของยายยังก้องอยู่ในหู

"อีกหน่อย....คงไม่มีนาข้าวอีกแล้ว"

"ต่อไปก็คงมีแต่หมู่บ้านจัดสรร"

"ทำนาเหนื่อยและหนัก ชาวบ้านก็คงขายที่ดินกันหมด"

เมื่อเช้า ฉันคิดว่า คงจะใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง ถ่ายภาพแค่ไม่กี่ภาพ
แต่ปรากฏว่า ออกจากบ้านเจ็ดโมงเช้า กลับถึงบ้านหลังบ่ายสองโมง พร้อมด้วยรูปสวยๆเกือบสามร้อยรูป (จากทั้งหมดห้าร้อยกว่า)

ฉันเองก็เชื่อว่า คงอีกไม่นาน นาข้าว คงไม่เหลือให้เห็นอีกต่อไป

ฉันเฝ้ามอง รับรู้ และขมขื่นกับปรากฎการณ์นี้มาเนิ่นนาน


ระริกริ้วพลิ้วสายระบายคลื่น
ระลอกลอนระเริงรื่นระรินไหว
ระบัดคว้างระยางเกวระยับไกว
ระบำร่ายระบายใบเรียวหญ้าบาง

'
สางแสงแต่งแต้มตรงแก้มหมอก
กำซาบซับทุกดวงดอกน้ำค้างพร่าง
คืนพร่ำพลอดเช้าพลัดพรากจำจากจาง
วัฏจักร หญ้า-น้ำค้าง ไม่ต่างคนฯ

ที่มา: เกริกบุระวนะวงศ์วรวิวัฒน์
http://www.oknation.net/blog/cottonhut/2007/05/16/entry-2

ขอบคุณ
"คุณเกริก" สำหรับถ้อยคำงดงามที่ใช้ประกอบข้างบน
"คุณลูกเสือหมายเลข 9 " ที่กระตุ้นให้เขียน
"ผักบุ้งไฟแดง" ที่คอยเตือนให้อัพเรื่องใหม่เสียที
"หญ้าน้ำ" สำหรับข้อมูลและช่วยเติมส่วนที่ขาดหายให้

โดย Francesca

 

กลับไปที่ www.oknation.net