วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หญิงนี้ที่ไม่ได้แลกมาด้วยหมา ๒


๒.ดอลลี่  ดาล์ริมเพิล

          น้ำทะเลในช่องแคบแบสมองเหมือนบ่อครีสตัลในวันที่อลัน กับ สายคำ แล่นเรือใบ  มุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อจะข้ามช่องแคบ

            เรือของสองหนุ่มสาวเป็นหนึ่งในกลุ่มเรือใบหลายลำที่กำลังแล่นแข่งขันกันออกจากท่าเรือจอร์จ ทาวน์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทัสมาเนีย  มุ่งสู่เกาะใดเกาะหนึ่งในช่องแคบแบส ซึ่งขวางกั้นทัสมาเนียกับแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลีย  แต่ครั้นมาถึงเกาะเล็ก ๆ เกาะหนึ่งในกลุ่มฟลินเดอร์สไอแลนด์  ลมก็สงบลง เรือทุกลำจึงเข้าจอดพักในอ่าว  หนุ่ม ๆ สาว ๆ นักแล่นเรือใบทั้งหลายฆ่าเวลาด้วยการลงเล่นน้ำกัน  บ้างเล่นเกมแข่งขันกันดำน้ำ  บ้างงมหากุ้ง หอย ปู ปลา เป็นที่สนุกสนาน

           เดือนมกราคมในออสเตรเลียใต้เป็นเดือนที่อบอุ่นที่สุด  พระอาทิตย์เดินทางยาวนานในแต่ละวัน  ส่องแสงจ้า  น้ำทะเลอุ่นสบายจนไม่มีใครคิดกังวลถึงจุดมุ่งหมายเดิมในการแข่งขัน

           สายคำเป็นผู้หญิงเอเชียคนเดียวในกลุ่ม และไม่ชอบกิจกรรม ที่พาผิวไปกรำแดดลม  แม้ว่าจะมีครีมกันแดดหนาเตอะช่วยปกป้องอยู่ก็ตาม  อีกทั้งความที่มีอาวุโสกว่าพวกเขาในกลุ่ม   ทำให้รู้สึกออกจะเบื่อ ๆ ในกิจกรรมไร้สาระของหนุ่มสาวนักแล่นเรือใบเหล่านี้  อลันนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย  เขาลงแช่ลอยคออยู่ในน้ำดำผุดดำว่ายจนเนื้อตัว หน้าตาแดงเป็นแตงโม

         วู้...ๆ...

          เขาโบกไม้โบกมือมาให้ พลางตะโกนโหวกเหวก  สายคำได้แต่ยิ้มให้และโบกมือตอบพลางเดินเท้าเปล่าเลาะเลียบชายหาดโดยมีผ้าขนหนูผืนโตคลุมหัวบังแดด 

       ไกลออกไปจากโค้งอ่าวมีโขดหินระเกะระกะ  ล้วนเป็นหินก้อนโต ๆ สีแดงดั่งเพลิง  สายคำไต่ปีนข้ามไปตามโขดหิน  ไปจนถึงโพรงที่มีน้ำใส ๆ ขังอยู่  หลังจากระดับน้ำทะเลลดลงไป

       ชะง่อนหินเหนือโพรงขึ้นไปเป็นที่กำบังแดดลมได้อย่างดี  สายคำนั่งพักสบายอยู่เดียวดาย  เธอนั่งนิ่ง ๆ มองดูหอยปูตามร่องหิน  แสงแดดส่องทะแยงลงมา  สะท้อนอะไรบางอย่างมองเห็นวิบวับเหลือบเลื่อมอยู่ใต้พื้นทรายที่ถูกคลื่นซัดเซาะ

     "อีหยังวะ..."

     สายคำคิดออกมาเป็นภาษาอีสาน  ในยามเผลอสุด ๆ เท่านั้นที่เธอจะใช้ภาษาตระกูลแม่ออกมา  หญิงสาวใช้มือขุดคุ้ยดินทรายออก  จึงได้เห็นสิ่งที่สะท้อนแสงวะวับอยู่นั้นได้ชัดเจน

        มันเป็นหอยมุกสีทองเหลือบชมพูแพรวพราว  สองฝากลบกันแน่นจนเป็นเนื้อเดียว  ขนาดเกือบเท่าฝ่ามือ  แต่มีน้ำหนักเหมือนหิน  เธอนำไปล้างเอาทรายออกใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้ง  สีสันมันยิ่งสวยเด่นเป็นมันวาวท้าทายสายตา  เธอลูบไล้มันด้วยความชื่นชม

         หากแม้นมันเคยเป็นหอยก็คงมีอายุเป็นหมื่น ๆ ปีแล้ว  จนเปลือกของมันเปลี่ยนแปรเป็นหินแร่สีสวย ผิวนอกไม่ขรุขระดั่งหอย  แต่กลับเรียบ และลื่นเป็นมันวาว  มีริ้วลายคล้ายเส้นวาดปรากฏราง ๆ ในเนื้อหิน

       เอ๊ะ... ลายเส้นยุ่ง ๆ อีกด้านหนึ่งนั้นมันปรากฏเป็นตัวอักษร  ชัดเจนว่า

         Dolly  Dalrymple

         สายคำเพ่งตามอง  และพยายามสะกดอ่าน  คำในภาษาที่ไม่คุ้นเคย  ทำให้ออกเสียงไม่ถูก

        "ดอลลี่  ดาล์ริมเพิล"

     มีเสียงคล้ายแว่ว ๆ ออกมาจากหอยมุกแสนสวยนั้น   ราวกับว่าจะช่วยเธออ่านให้ถูกต้อง  สายคำตกใจแทบโยนมันทิ้งไป  แต่ความสวยงามบาดตาของมันทำให้นึกเสียดาย  และดึงดูดให้มือของเธอกำมันแน่นเข้า

       "โอ๊ย...อย่ากำแน่นนักซีเจ็บนะ"

        แน๊ะ...มีเสียร้องดังออกมาอีกแล้ว  สายคำให้สงสัยว่าตัวเองบ้าไปหรือเปล่านะ  ที่คิดว่ามีอะไรมาหลอกหลอน ล้อเล่น  ไม่แน่หรอกความคิดถึงบ้านริมหนองหานที่อยู่ห่างไกลคนละฟากฟ้าอย่างนี้อาจทำให้คนเราเป็นบ้าไปได้จริง ๆ ก็ได้

        แล้วสายคำก็ทดลองความบ้าของตนเอง      โดยพูดโต้ตอบกับหอยมุก

        "เจ็บเป็นด้วยเหรอ  ดอลลี่ ดาล์ริมเพิล"

         "เปล่าหรอกน่า  ฉันล้อเล่นน่ะ" มีเสียงตอบพร้อมกับหัวเราะดังพลิ้วออกมา

           วู๊...ๆ...สายคำเธออยู่ไหนน่ะ  เสียงอลันเรียกหาดังมาขัดจังหวะ  สายคำรีบซ่อนดอลลี่ไว้  แล้วลุกขึ้นเดินมาหาเขาตามเสียงเรียก

           ขณะเดินมาด้วยกันเธอเลีบยเคียงถามหนุ่มน้อยผู้เป็นสามีว่า

           " เอ้อ...เธอรู้จัก  ดอลลี่  ดาล์ริมเพิล  ไหม  อลัน"

           เขาหยุดเดินหันมามองอย่างแปลกใจทันที  มองหน้าคนรักด้วยสายเพ่งพิศ  แต่แล้วก็ยิ้มสรุปเอาเองว่า

             "อ้อ...รู้แล้ว  เธอสนิทกับแม่ของผมมากนี่ เธอจึงได้ยินชื่อนั้น  ใช่แล้ว...แม่เล่าเรื่องของดอลลี่ให้เธอฟังใช่ไหมล่ะ  แน่ละซึมันเป็นเรื่องราวตำนานของครอบครัวของพ่อเลยทีเดียวหละ  แม่เอาภาพเขียนของดอลลี่ที่เก่าแก่นั่นให้เธอดูด้วยหรือเปล่าล่ะที่รัก"

             สายคำกัดลิ้นตัวเอง เกรงจะเผยความลับในกำมือออกไปให้เขารู้  ถึงอย่างไรเธอกับเขาก็มีความแตกต่างกันมากมายในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ  บางสิ่งที่ยากเกินจะอธิบายเธอจึงเก็บงำไว้แต่เพียงในใจ จะดีกว่า  จึงอ้อมแอ้มตอบเขาไปทั้ง ๆ หัวใจพองโตตื่นเพริดกับคำตอบของเขา  ไม่นึกว่าเรื่องราวมันจะเกี่ยวโยงกันขึ้นมาได้จริง ๆ

            "ฉันก็จำไม่ได้หรอกค่ะ  ว่าเคยได้ยินมาจากไหน  อยู่ว่าง ๆ ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย   ว่าแต่แม่มีรูปเขียนของคนที่ชื่อนี้ด้วยหรือคะ"

           "ใช่สิ   พ่อบอกว่ามันเคยติดอยู่บนผนังบ้านมานานนักหนาแล้ว  พอแม่ย้ายเข้ามาอยู่เท่านั้นแหละ  แม่กลับปลดมันออกไปเก็บไว้ที่ไหนก็ไม่รู้  พ่อเคยบ่น ๆ แม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอยู่ทุกทีแหละ"

            "ดูเหมือนดอลลี่คนนี้ เธอจะมีความสำคัญสำหรับพ่อคุณไม่น้อยนะคะ"

            "ก็ทั้งตระกูลนั่นแหละ"   อลันตกหลุม เล่าเรื่องราวต่อโดยไม่เฉลียวใจว่าทำไมสายคำจึงเกิดมาสนใจเรื่องนี้เสียมากมายในวันนี้    "ดอลลี่เป็นผู้หญิงแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้จารึกไว้เลยทีเดียวแหละ  รู้ไหมเธอมีชื่อเสียงมากในช่วงเกือบสองร้อยปีมาแล้ว  ชื่อท่าเรือ จอร์จ ทาวน์ ที่เราแล่นเรือออกมาเมื่อวานนั้นเมื่อก่อนชื่อท่าเรา "ดาล์ริมเพิล"รู้ไหม  เพิ่งเปลี่ยนใหม่ไม่นานมานี่เอง  บรรพบุรุษ เชื้อสายฝ่ายแม่ของเธอ ที่จริงก็บรรพบุรุษของพวกผมด้วยนั่นแหละเคยหากินวนเวียนอยู่แถบ ๆ นี้  แม่ของดอลลี่เป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าที่นำลูกสาวมาแลกเปลี่ยนเป็นสินค้า แลกกับหมา เสื่อผ้า น้ำตาล ชา ยาสูบ และอื่น ๆ จากคนขาว เธอเป็นทาสของคนขาวพ่อของดอลลี่อยูที่เกาะ ในแถบ ๆ นี้แหละ"

            สายลมพัดอู้เมื่ออลันชี้มือให้สายคำดูหมู่เกาะที่เห็นตะคุ่ม ๆ กลางมหาสมุทร  ช่องแคบแบสกว้างไกลสุดสายตา

             "เร็วเข้าเถอะ  ลมใต้พัดมาแล้ว  ได้เวลาเดินทางกันต่อแล้วหละ"

(ยังมีต่อ)

โดย เอื้อยนาง

 

กลับไปที่ www.oknation.net