วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพื่อนรักที่เคารพ...ตอนความลำบากมาเยือน


 

        

             ...เพื่อนรักที่เคารพ...ตอนความลำบากมาเยือน

          ผมย้ายมาอยู่ที่ด่านศุลกากรสะเดาเรียบร้อยแล้วครับพี่น้อง จะเริ่มทำงานพรุ่งนี้เป็นวันแรก เข้างาน 10.00 น. เลิกงาน 23.00 น. ทำไป 7 วัน ก็จะไปทำงานปราบปรามอีก 7 วัน กลับมาเข้างาน 05.00 น. เลิกงาน 18.00 น. อีก 7 วัน หลังจากนั้นอีก 7 วัน ก็เป็นเวรพักไปไหนก็ได้ 7 วัน สนุกดีไหมครับงานศุลกากร ดูๆไปก็คล้ายสาวโรงงานที่ต้องทำงานเป็นกะเหมือนกันนะครับ มาพูดถึงอดุลย์ เพื่อนรักของผมกันต่อดีกว่าครับ ผมกลับมาอยู่สะเดาก็เสมือนได้มาอยู่ใกล้ๆกับอดุลย์แล้ว เพราะฮวงซุ้ยของเพื่อนผมคนนี้อยู่ตรงทุ่งลุง ห่างจากด่านศุลกากรสะเดานี้ไปสัก 40 กม.เอง

          เมื่อเข้าชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ความลำบากก็มาเยือนครอบครัวของอดุลย์ เนื่องจากเจ้าของโรงงานสุราชุมพร ที่เป็นเพื่อนของพ่ออดุลย์ไม่สามารถ ประมูลโรงงานสุราชุมพร ซึ่งเป็นสัมปทานของรัฐได้ พ่อของอดุลย์ก็ไม่สามารถเป็นเอเยนต์เหล้าของอำเภอสวีได้ต่อไป ครอบครัวของอดุลย์ก็ถึงคราวที่จะต้องเปลี่ยนอาชีพในการทำมาหากิน พ่อของอดุลย์มุ่งลงภูเก็ตเพื่อไปทำเหมืองแร่ ที่สมัยนั้นก็ยังพอมีแร่ให้ขุดอยู่  แม่อดุลย์ก็เปิดบ้านรับเลี้ยงเด็ก บ้านของอดุลย์ที่เคยอยู่หน้าตลาด สองคูหากว้างขวางก็ต้องย้ายไปอยู่ห้องแถวแคบๆหลังตลาดแทน

          สภาวะของครอบครัวอดุลย์เริ่มเข้าถึง ความยากลำบากอย่างเต็มตัว เมื่อพ่อของอดุลย์ประสบภาวะล้มเหลว ในการลงทุนไปทำเหมือนแร่ที่ภูเก็ต “ขาดทุน” ลูกเล็กๆในวัยกำลังกินกำลังนอนกำลังโตทั้ง 4 คน ยังไม่มีใครพร้อมที่จะช่วยเหลือครอบครัวได้เลย อดุลย์เป็นลูกชายคนโต ความหวังทั้งหมดจึงตกที่เขา ตอนนั้นอดุลย์จบ ม.ศ.5 พอดี ความคาดหวังว่าจะเรียนปริญญาอย่างเพื่อนๆเลือนหาย เขาจำต้องเรียนอะไรก็ได้ที่จะได้งานทำเร็วๆ อดุลย์ไปสอบเจ้าหน้าที่สาธารณสุขโดยใช้วุฒิ ม.ศ.3 แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ให้เขาสอบได้ที่หนึ่ง แต่น้องชายเขาสอบได้ที่สอง และแต่...เขารับคนเดียว!!!

          อดุลย์ต้องยกตำแหน่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขนั้น ให้กับน้องชายเขาได้ทำงาน ส่วนตัวเขาก็ออกไปร่อนเร่หางานทำอยู่ที่จันทบุรี ที่นี่ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอดุลย์ทำงานอะไร เพราะช่วงนั้นผมก็ต้องเลือกทางเดินให้กับตัวเองเหมือนกัน ด้วยการสอบเข้า “โรงเรียนศุลกากร”

          ผมไม่เจออดุลย์อยู่สองปี มาเจอหน้ากันอีกทีก็ ตอนคัดเลือกทหารเกณฑ์ที่อำเภอสวี จำได้ว่าปีนั้นเกิดกบฏเมษาฮาวายขึ้น รู้สึกจะเป็นปี พ.ศ.2524 ผมทำงานศุลกากรได้ปีหนึ่งแล้ว โดนเรียกเกณฑ์ทหาร เพราะผมเรียน ร.ด.มาแค่ 2 ปี ต้องเรียนครบ 3 ปี เขาถึงจะผ่อนผันให้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร แต่ ร.ด.สมัยผมเริ่มให้เรียนเมื่อขึ้น ม.ศ.4 จบ ม.ศ.5 จึงเรียนได้แค่ 2 ปี ปีที่ 3 เขาต้องไปเรียนในมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง แต่ผมมาเข้าโรงเรียนศุลกากรเสียจึงไม่มีโอกาสได้เรียน แต่ก็มีเพื่อนบางคนที่ใช้วิธีซิกแซก ไปลงเรียนรามแล้วก็ใช้สิทธิ์ของรามไปเรียน ร.ด.ปีสาม

          แต่ก็ยังมีปัญหาอีกเพราะ ร.ด.เขาต้องเรียนวันธรรมดา เพื่อนๆที่ใช้วิธีนี้ก็ต้องโดดเรียน โรงเรียนศุลกากรไปเรียน ร.ด. ที่จริงผมเองก็ไปลงเรียนรามในสาขาวิชานิติศาสตร์ เหมือนเพื่อนทั้งหลาย เพียงแต่ว่า ผมไม่สามารถจะโดนเรียน จากโรงเรียนศุลกากรไปเรียน ร.ด.ได้ เนื่องจากผมเป็นรองประธานนักเรียน มีหน้าที่ ตรวจเช็คชื่อนักเรียนทุกคนทุกเช้า และก็ไอ้เพื่อนๆที่ต้องโดดไปเรียน ร.ด.นั่นแหละ มันจะต้องมากระซิบผมว่าวันนี้ ช่วยขานชื่อมันข้ามไปด้วยมันจะไปเรียน ร.ด.

          ผมจำได้ว่าผมเดินทางไปชุมพร ในคืนวันที่ 1 เมษายน 2524 ถึงชุมพรวันที่ 2 เมษายน 2524 ก็ปรากฏข่าวว่าเกิดมีการยึดอำนาจกันขึ้น โดยนายทหาร จปร.รุ่น 7 พันเอกมนูญ รูปขจร เป็นแกนนำ โดยชู พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา เป็นหัวหน้าคณะ ทำให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ต้องไปตั้งกองบัญชาการต่อต้านกบฏ อยู่ที่โคราชโดยกราบบังคมทูลเชิญในหลวง พระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ ไปประทับเพื่อความปลอดภัยอยู่ที่โคราช

          ขณะที่เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ยังวุ่นวายไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอยู่นั่นเอง เหตุการณ์การเกณฑ์ทหารที่อำเภอสวีก็โกลาหลไม่แพ้กัน เพราะสมัยนั้นการหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร โดยวิธีการจ่ายเงินให้กับสัสดี ยังเป็นที่รับรู้กันได้อย่างกว้างขวางว่าทำกันได้ โดยเฉพาะผู้มีอันจะกินทั้งหลายที่ ไม่อยากให้ลูกหลานลำบาก ซึ่งก็รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ผมด้วย แต่ของอดุลย์นั้นดูเหมือนจะเป็น เหตุผลที่พิเศษไปจากคนอื่นอีก เนื่องจากว่าขณะนั้นอดุลย์ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่จะต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่และน้องอีกสามคน ซึ่งหากอดุลย์ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ ครอบครัวก็คงจะต้องคับขันยิ่งกว่าเดิมแน่

          ความโกลาหลที่ว่านั้นก็คือ มีการยกเลิกเด็กเส้นทั้งหลาย ที่ไม่ต้องการจะให้ลูกไปเป็นทหารเกณฑ์ ในปีนั้นจึงปรากฏเด็กในตลาด ตัวขาวนั่งรอจับใบดำใบแดงกันเต็มพรืด รวมกับลูกชาวบ้านทั้งหลาย นับเป็นการจับฉลากใบดำใบแดงที่โปร่งใสที่สุดครั้งหนึ่ง ที่เคยเกิดขึ้นในอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ในช่วงเวลานั้นรู้สึกว่าอดุลย์ได้เปลี่ยนนามสกุลจากแซ่แต้ ที่อดุลย์เคยภาคภูมิใจเมื่อพูดกันถึงแซ่ของเขา ว่าเขามีสายเลือด มาจากพระเจ้าตากสิน เปลี่ยนมาเป็นนามสกุล “เตชะกัมพลสารกิจ” จะด้วยเหตุผลกลใด ผมก็ไม่ทราบได้ แต่ก็รับรู้ว่าเพื่อนนามสกุล “เตชะกัมพลสารกิจ” แล้ว

          ผลจากการจับฉลากใบดำใบแดง ปรากฏว่าเราสองคนโชคดีได้ใบแดง “ท.บ.2” ต้องเข้ารับราชการทหารเกณฑ์ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2524 ส่วนตัวผมรู้สึกเฉยๆ เพราะก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งก็เคย อยากเป็นทหารจนกระทั่งไปเฝ้าสอบเข้าเตรียมทหารอยู่สองปี แต่บุญไม่มาวาสนาไม่ส่ง สอบไม่ได้ก็เลยอดเป็นนายร้อยห้อยกระบี่ แต่มาบัดนี้ได้เป็น “พลทหารเกณฑ์ผลัดสอง” ก็เอาเถอะ

          แต่คุณแม่ผมสิท่านกังวลมาก ผมเห็นท่านร้องไห้เมื่อตอนประกาศผลว่าผมได้ใบแดง เพราะขณะนั้นสถานการณ์ทางใต้กำลังสู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เข้าขั้นแตกหัก โดยมีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่เขาช่องช้าง ซึ่งเป็นรอยต่อของสี่จังหวัดคือสุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุงและตรัง แถมขบวนการคอมมิวนิสต์ยังขุดอุโมงค์อยู่ ทำให้รอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศด้วย

          อันที่จริง ก่อนที่จะมีการจับฉลากคุณแม่ให้ผมไปบนบานศาลกล่าวกับ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อขอให้ผมไม่ติดการเกณฑ์ทหาร อันเป็นธรรมเนียมของชาวชุมพรทั้งหลาย ที่เดือดเนื้อร้อนใจเรื่องอันใด ก็มักจะไปขอบนเอากับกรมหลวงฯท่าน แต่คุณแม่คงจะลืมนึกไปว่ากรมหลวงฯท่านเป็นทหารเรือ และสมัยท่านยังพระชนม์ชีพอยู่นั้น ท่านจะพิโรธมากหากใครหนีทหารหรือไม่อยากเป็นทหาร ฉะนั้นการที่ไปบนบานกับท่านว่า ไม่อยากเป็นทหารก็คือผู้นั้นจะได้เป็นทหารแน่นอน!!!

          ผมกับอดุลย์เจอกันอีกที ตอนเรียกตัวเข้าค่ายทหาร เราต้องมาเตรียมพร้อมรอสัสดีเรียกชื่อในตอนเช้าที่หน้าที่ว่าการอำเภอสวี จากนั้นก็นั่งรถยีเอ็มซีทหารมาที่ศาลากลางจังหวัดชุมพร เพื่อแยกหน่วยทหารอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่นั่งรอเรียกชื่ออีกครั้งที่หน้าศาลากลางจังหวัดชุมพรนั้น อดุลย์ก็มากระซิบกับผมว่าถ้าประเดี๋ยวไม่เห็นเขานั่งในรถไปด้วย ก็ไม่ต้องเรียกหาเขานะ ผมก็เข้าใจเพื่อนทันทีว่า เพื่อนคงจะหาทางหนีทหารไว้แล้ว ก็พยักหน้าหงึกๆทำนองรับทราบ และตบไหล่เขาไปบอกให้รู้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง และไม่ต้องกลัวว่าผมจะโกรธที่ ทิ้งผมให้เข้าไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่คนเดียว เพราะผมเข้าใจตัวเขาดีว่า ครอบครัวเขาสำคัญเพียงไร หากขาดตัวเขา

          ผมเข้าไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่ในค่ายเขตอุดมศักดิ์ ที่อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ก็ถือว่าอยู่ใกล้บ้านผม เพราะถึงพ่อกับแม่ผมจะอยู่ที่อำเภอสวี แต่บ้านปู่ย่าของผมรวมทั้งญาติพี่น้อง ก็อยู่ในอำเภอเมืองนี้เอง แม้แต่ในค่ายทหารนี้ก็มีญาติที่เป็นทหาร รับราชการอยู่ด้วยผมจึงไม่ค่อยจะรู้สึกว่าว้าเหว่นัก อันที่จริงแล้วผมไม่ได้มาอยู่ที่นี่หรอก ผมมาทราบภายหลังว่าชื่อผมที่จริง จะต้องไปอยู่ที่ค่ายทหารที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดินแดนที่คอมมิวนิสต์ซึ่งอันที่จริงก็คือ เหล่านักศึกษาที่หนีเข้าป่าไปเมื่อเกิดเหตุการณ์  6 ตุลา 2519 นั่นแหละ กำลังอาละวาดปะทะกับกองกำลังเจ้าหน้าที่ไปทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น นาสาร บ้านส้อง เคียนซา เวียงสระและคีรีรัฐนิคม

          แต่ว่าความเป็นห่วงใยของแม่ผม ที่กลัวว่าผมจะต้องไปออกรบ ก็เลยไปวิ่งเต้นให้ผมมาอยู่ที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ค่ายอันอัญเชิญพระนามของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มาตั้งเป็นชื่อค่าย แต่ก็แปลกที่เป็นค่ายของทหารบก ทั้งๆที่พระองค์ท่านเป็นทหารเรือ

          วิ่งเต้นเอาตัวผมมาอยู่ที่ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ใกล้บ้านยังไม่พอ ยังวิ่งเต้นต่อให้ผมมาลงที่ ส่วนจังหวัดทหารบกชุมพรด้วย ไม่ไปลงที่ส่วนกองพัน ซึ่งอาจจะต้องถูกเกณฑ์ไปรบที่สุราษฎร์ได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะเพื่อนผมหลายคนที่อยู่ในส่วนของกองพัน เมื่อฝึกเสร็จก็ถูกเกณฑ์ไปรบในสมรภูมิช่องช้าง ไปเช้าเย็นกลับ ขาไปไปด้วยรถยีเอ็มซี ขากลับกลับด้วยเฮลิคอปเตอร์ ขาไปเป็นแค่เพียงพลทหาร ขากลับมีว่าที่ร้อยตรีนำหน้าชื่อ ส่วนใหญ่มักโดยระเบิดตาย ภารกิจของผมก็คือตั้งกองแถวเกียรติยศ รอรับศพ!!!

          ส่วนอดุลย์เพื่อนรักที่เคารพของผมลงไปทำงาน ที่หาดใหญ่ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ผมจะมาเขียนต่อครับ......

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net