วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การบริหารองค์การแบบ Buddha-Tao-Newton


การบริหารองค์กรแบบ BTN

B= Buddha  T=Tao N=Newton

            -พระพุทธเจ้าได้ให้หลักการในการทำงานไว้ว่า ต้องได้ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านพร้อมกัน

            -เต๋าบอกว่าจงปกครองเสมือนหนึ่งว่าไม่มีผู้ปกครอง

            -นิวตันบัญญัติกฎวิทยาศาสตร์ว่าสรรพสิ่งย่อมอยู่นิ่งหรือเคลื่อนไปในทิศทางเดิมด้วยความเร็ว (หรือความช้า) เท่าเดิม จนกว่าจะใส่แรงจากภายนอกเข้าไปเพื่อเปลี่ยนแปลงความเร็วและหรือทิศทาง

การบริหารแบบ BTN จะเอาสามหลักการมาผสมกันเพื่อให้เกิดการบริหารที่ดีที่สุด 

(หมายเหตุ: ผมคิดแนวทางการบริหารแบบนี้ไว้เมื่อประมาณ พศ. ๒๕๔๓ เมื่อคราวได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับรองอธิบดี และเป็นรองอันดับหนึ่งที่พร้อมจะโดดขึ้นเป็นอธิบดีต่อไปในเร็ววัน แต่แล้ว ผมก็”ทน” อยู่ในตำแหน่งได้เพียง 2 ปี ได้ขอลาออกมาเป็นผู้ถูกบริหารเพื่อเอาเวลามาทำงานที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กว่าการบริหารองค์กรในระดับนั้นและในสภาวะแบบนั้น)  

ในมุมมองของกฎวิทยาศาสตร์ของท่านนิวตัน องค์กรเปรียบได้กับวัตถุก้อนหนึ่งที่มีมวล (น้ำหนัก) และ ความเร็ว (โมเมนตัม) มวลก้อนนี้กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางหนึ่ง (หรืออาจกำลังหยุดนิ่งอยู่ก็เป็นได้) เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย

            ก่อนอื่นเราต้องวิเคราะห์ให้ได้เสียก่อนว่า เรากำลังเดินไปในทิศทางที่มุ่งหวังหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็มีได้สองทางคือ ไม่ถูกต้อง หรือ ถูกต้องแล้ว ซึ่งเราจะต้องจัดการเป็นกรณีไปให้เหมาะสม

  1. ถ้าทิศทางถูกต้องแล้ว ก็ต้องถามต่อไปว่าแล้วเดินไปด้วยความเร็วที่เหมาะสมหรือยัง ซึ่งอาจเหมาะสมแล้ว หรือ เร็วเกินไป หรือ ช้าเกินไป ก็เป็นได้ ซึ่งก็ต้องจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

  2. ถ้าทิศทางไม่ถูกต้อง ต้องถามต่อไปว่าทิศทางเฉไปในทิศใด และ กำลังวิ่งเฉไปด้วยความเร็วมากหรือน้อย เพียงใด ซึ่งก็ต้องการมาตรการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม 

    ในกรณีที่ทิศทางถูกต้องแล้ว เราต้องใส่แรงในทิศทางเดิมเพิ่มเติม หรือ ลดแรงลง แล้วแต่ว่าจะให้เร็วขึ้นหรือช้าลง

    การใส่แรงเพื่อขับเคลื่อนระบบมีได้สองลักษณะคือ แรงผลักข้างหลัง หรือ แรงดึงข้างหน้า แรงผลักเป็นแรงในเชิงลบ อาจเกิดการต่อต้านได้ แต่แรงดึง(หรือแรงจูงใจ) เป็นแรงในเชิงบวก  ลองคิดดูว่าการบังคับสุนัขให้เดินไปในทิศทางที่เราต้องการนั้น ผลักก้น หรือ ดึงเชือก ง่ายกว่ากัน?

     

    ยกตัวอย่างเรื่อง รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ พรบ.การศึกษา ๒๕๔๒ กำหนดให้สอนความรู้คู่คุณธรรมในทุกสถาบันการศึกษา ผู้บริหารการศึกษาอาจบริหารสถาบันของตนด้วยการผลักหรือการดึงก็ได้

     

    ตัวอย่างการผลักคือ กำหนดให้อาจารย์ทุกท่านต้องมีแผนการสอนแบบสอดแทรกคุณธรรมในทุกวิชาที่สอน ไม่งั้นถูกไล่ออก หรือ งดบำเหน็จ ตัวอย่างแรงดึงคือ ปรับแบบประเมินอาจารย์โดยนักศึกษา เพื่อให้มีคะแนนในหัวข้อการสอนแบบสอดแทรกคุณธรรมด้วย

     

    แบบแรกเป็นการบังคับโดยตรงด้วยมาตรการรุนแรงเท่ากับเป็นการผลักไสให้กระทำ ส่วนแบบหลังเป็นกุโศลบายที่แยบยล อาจารย์จะไม่ทำก็ย่อมได้ (แต่จะได้คะแนนประเมินการสอนจากนศ.น้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการพิจารณาบำเหน็จด้วย) เป็นการดึงดูดใจให้กระทำ โดยใช้อุบายบังคับโดยอ้อม

    อีกตัวอย่างคือ บริษัทกำลังวิกฤต ต้องการทำกำไรสูงขึ้น ไม่งั้นอาจล้มละลาย ทุกคนตกงาน

     

    การบริหารแบบใช้แรงผลัก: พนักงานทุกคนต้องทำงานเพิ่มจากวันละ 8 ชม. เป็น 12 ชม. โดยไม่ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม

     

    การบริหารแบบใช้แรงดึง: แบ่งปันผลกำไรให้พนักงานอย่างเป็นธรรมตามสัดส่วนแห่งผลงานและการอุทิศตน

     

     

    ตัวอย่างที่ 3: บริษัทต้องการประหยัดค่าไฟฟ้า

    แรงผลัก: จัดตั้งบุคลากรพิเศษเพื่อกวดขันการใช้ไฟฟ้า หากพบเห็นการไม่ประหยัด ก็ตัดเงินเดือน

    แรดึง: แบ่งปันผลกำไรให้พนักงานอย่างชอบธรรม และ ชี้แจงว่าการประหยัดไฟฟ้า ทำให้ได้ผลกำไรมากขึ้น ซึ่งจะแบ่งปันมาถึงพนักงานในที่สุด

    การใส่แรงผลักนั้น แม้จะดูไม่ค่อยดี แต่บางครั้งก็จำเป็น แม้กระนั้นก็ควรใส่แรงอย่างนุ่มนวล ค่อยเป็นค่อยไป  แต่หากเป็นกรณีฉุกเฉินอาจต้องใส่แบบกระตุก หรือ ผลักดัน อย่างเฉียบพลันทันที บางครั้งอาจต้องใส่ทั้งแรงผลัก และ แรงดึงพร้อมกันไป โดยแรงผลักหวังผลในระยะสั้น ส่วนแรงดึงหวังผลในระยะยาว

     

    หากออกแรงควบคุมด้วยอำนาจมากเท่าไรก็จะยิ่งเกิดแรงต้านมากเท่านั้น (ตามกฎข้อที่สามของนิวตันที่ว่า แรงปฏิกิริยาย่อมเท่ากับแรงกิริยา)  แต่หากไม่ใส่แรงเข้าไป ไฉนเลยจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ นี่คือสัจธรรมที่ผู้บริหารทุกคนต้องฝึกฝนการใส่แรงขับเคลื่อนให้ชำนาญอย่างที่สุด

     

    ดังนั้นต้องใส่แรงแบบนุ่มนวล เงียบๆ แยบยลแบบไม่รู้ตัว  เพื่อจะได้เสมือนหนึ่งว่าไม่มีผู้บริหาร  (เต๋า) และได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านพร้อมกันอย่างสมดุล (พุทธ)  ก็จะไม่มีแรงต่อต้าน และหน่วยงานจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

     

    ลองพิจารณากรณีแปลกๆดังต่อไปนี้

     

    1)      ให้พนักงานทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของกิจการแบบสะสมคะแนน ซึ่งคะแนนมีน้ำหนักมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น

                      -ระยะเวลาในการทำงาน

                      -ความอุทิศตน

                      -ประสิทธิภาพการทำงาน

                      -ความคิดสร้างสรรค์/นวัตกรรมที่ให้แก่หน่วยงาน

                      -ทัศนคติต่อหน่วยงาน

    และให้ปันผลกำไรให้ตามสัดส่วนของความเป็นเจ้าของ โดยคิดเป็นสัดส่วนของเงินเดือนด้วย

    วิธีการนี้จะดีเพราะไม่ต้องปลดคนงานออกเมื่อคราวตกต่ำ เพราะเงินปันผลจะน้อยลงไปเองเมื่อกำไรน้อยลง วิธีนี้อาจให้เงินเดือนไม่มากนัก แต่ให้เงินปันผลมากพอๆกันเงินเดือน จะทำให้ทุกคนขยันทำงาน โดยอัตโนมัติ และให้พนักงานประเมินกันเอง (peer review)  และให้ผู้บริหารประเมินด้วยก็ได้ โดยแบ่งน้ำหนักในการประเมินให้ดี ใครกินแรงเพื่อนก็จะถูกประเมินต่ำ ทำให้ได้เงินปันผลต่ำด้วย ระบบเงินเดือนทั่วไปทุกวันนี้เป็นแบบเงินเดือนเป็นส่วนใหญ่ และให้โบนัสบ้าง ซึ่งไม่จูงใจเท่าระบบปันผล ที่มีที่มาจากการประเมินของเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร อาจให้น้ำหนักเพื่อร่วมงาน 70% และ ผู้บริหารสัก 30% (หากให้น้ำหนักผู้บริหารมากไป พนักงานก็จะไปประจบผู้บริหารมากจนเสียงานได้)  ในระหว่างผู้บริหารด้วยกันที่มีลูกน้องก็อาจให้ประเมินทั้งจากข้างบน ข้างล่าง และรอบข้าง โดยอาจให้น้ำหนักเป็นแบบ บน-ล่าง-ข้าง เป็น 30-50-20  เพราะด้านล่างจะประเมินได้ดีที่สุด ส่วนเพื่อนผู้บริหารระดับเดียวกันนั้นส่วนใหญ่มักเป็นเพื่อนกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงไม่ควรให้น้ำหนักมากเกินไป

    ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ผมตั้งใจจะเขียน แต่ภารกิจมันมาก เอาไว้ว่างๆ ชาติหน้าบ่ายๆอาจมาเขียนต่อนะครับ เช่น

    จบแค่นี้ก่อนนะครับ.........

    KPI จะต้องใช้ได้กับทุกภารกิจ ของทุกหน่วยงานเหมือนกัน จะได้เป็นธรรม

    กุศโลบาย หมายถึงอุบายอันดีงามเพื่อทำให้เกิดความเจริญ

    ต้องเข้าใจว่าตั้งบริษัทมาเพื่ออะไร

          เพื่อหวังรวย

          เพื่อช่วยคน

          เพื่อช่วยตน

    ต้องตอบให้ได้แล้วทำงานให้สอดคล้อง

    บริหารแบบครอบครัว เอื้ออาทร   ดูเหมือนดี แต่กลายเป็นการบริหารแบบใส่แรงเชิงบวก

    สร้างทัศนคติให้พนักงานเห็นในคุณค่าของงานที่ทำ จะทำให้ทุกคนเป็นสุข

    การแข่งขันกับคู่แข่ง แข่งแบบอหิงสา

    ทิศทั้งหกของบริษัทต้องปฏิบัติให้ถูก สังคม ลูกจ้าง คู่แข่ง ลูกค้า รัฐบาล  มิตร ทิศหกคือผู้เกี่ยวข้อง มีความหมายที่กว้างกว่า stakeholders (ผู้มีผลประโยชน์ร่วม) เพราะรวมถึงคนที่ไม่ค่อยมีผลประโยชน์ร่วม แต่มีความเกี่ยวพันด้วย คือ สังคม มิตร  รัฐบาล และ คู่แข่ง เป็นต้น

    มองคู่แข่งเหมือนมิตร อาจช่วยเหลือและแบ่งตลาดกันได้ หรือ กลายเป็นคู่แข่งเชิงสร้างสรรค์ เช่น ลูกค้าบางแห่งต้องการสินค้าจากสองบริษัทเสมอ เพราะต้องการให้มีความหลากหลายและมีการทดแทนยามฉุกเฉิน (redundancy) ในกรณีนี้การมีคู่แข่งกลับกลายเป็นการดี ควรดูว่ายอดขายของเขาดี เป็นเพราะอะไร จะทำให้เราประหยัดได้มากขึ้น

     

    สังคมต้องแบ่งปัน เพราะเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีสังคม

     

    รัฐบาลต้องเสียภาษี

    มิตรต้องเกื้อกูล

    ลูกจ้างต้องดูแล หรือ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าเพื่อให้เขาดูแลตนเองได้

    กำไรต้องพอประมาณ ไม่เอาเกินควร

     

    การลงทุนใหม่

    การบุกเบิก ต้องถาม ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ในทิศทั้งหก แล้วทำบัญชีกำไรขาดทุนให้ดี

    ไม่ใช้ความโลภ แต่ใช้ปัญญาเป็นแรงขับเคลื่อน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

 

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net