วันที่ ศุกร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพื่อนรักที่เคารพ...ตอนสู้งานสู้ชีวิต


       

...เพื่อนรักที่เคารพ...ตอนสู้งานสู้ชีวิต

                 อดุลย์ลงไปทำงานที่หาดใหญ่ โดยไปเป็นลูกมือให้เถ้าแก่คนหนึ่ง เถ้าแก่คนนั้นค้าขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า และแน่นอนว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ “หนีภาษี” อาชีพยอดฮิตของคนหาดใหญ่สมัยนั้น ถ้าไม่ค้าของเถื่อน ก็ต้องค้าผู้หญิง ซึ่งถือเป็นอาชีพผิดกฎหมายที่สังคมยอมรับ อดุลย์ทำอาชีพที่น่าจะเป็นฝ่ายตรงกันข้าม กับอาชีพของผมที่เป็นศุลกากร มีหน้าที่จับของเถื่อนโดยตรง

          แต่การณ์กลับเป็นว่า อดุลย์กลับช่วยเหลือกิจการศุลกากร โดยเฉพาะเหล่านักเรียนศุลการักษ์รุ่น 17 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมจบมาจากโรงเรียนศุลกากร สมัยนั้นหาดใหญ่มีปัญหาเรื่องของหนีภาษี เป็นอันมาก มีขบวนการขนของเถื่อน หรือที่เรียกว่า “มด” อยู่มากมาย หลายรูปแบบ ทั้งขนขึ้นรถไฟจากปาดังเบซาร์ มาลงหาดใหญ่ นั่งกันมาเต็มขบวน อยู่บนหลังคาบ้างก็มี แล้วก็อย่านึกว่าจะเก็บค่ารถไฟได้ ก็ไหนๆก็ขนของหนีภาษีแล้ว ก็หนีค่าโดยสารรถไฟเสียด้วยจะเป็นไรไป ถ้าท่านนึกรูปแบบของขบวนการไม่ออก ลองไปหาหนังแผ่นเรื่อง “ผีเสื้อและดอกไม้” มาดู อย่างนั้นเลย

          แต่จะว่าไป พวกนี้ดูน่ากลัวด้วยจำนวนคนมากมายก็จริง แต่ถ้าดูถึงประเภทของและจำนวนที่ขนแล้วก็ยังถือว่าน้อย เพราะแบกกันมาคนละไม่เท่าไหร่ และของที่ขนมาก็ไม่ใช้ของแพงอะไร เป็นพวกของกินของใช้เสียมากกว่า เช่น แป้งข้าวสาลี ที่เขานำมาทำโรตี น้ำมันปาล์ม ซึ่งคนมุสลิมเขานิยมของมาเลย์เพราะถือว่านับถือศาสนาเดียวกัน เนสกาแฟฝาแดง ซึ่งสมัยก่อนนิยมกันมาก สบู่ยี่ห้ออะไรผมก็จำไม่ได้แล้ว ก้อนใหญ่ๆ นิยมกันเหลือหลาย ลิ้นจี่กระป๋อง นี่ก็คนชอบซื้อกันมาก เครื่องคิดเลข ตอนนั้นเพิ่งจะมีใหม่ๆ จิปาถะ ซึ่งล้วนแต่เป็นของใช้ในชีวิตประจำวันทั้งนั้น ศุลกากรก็ใช้วิธีไล่จับเอา ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ว่าไปตามเกม

         

          รถไฟจากปาดังเบซาร์จะมีอยู่สองสถานี สถานีหนึ่งคือสถานีปาดังเบซาร์ของมาเลเซีย พวกมดจะขนของขึ้นที่สถานีนี้แหละ แล้วก็ห่างมาสักร้อยเมตรก็เป็นสถานีรถไฟปาดังเบซาร์ของไทย ศุลกากรก็จะขึ้นตรวจที่นี่แล้วก็ไล่จับกันที่สถานีนี้ ซึ่งเรียกกันว่า “สถานีสอง” วิธีจับก็คือเข้าไปกระชากลากถู ของที่เขาวางอยู่ หรืออยู่ในมือพวกขนของแล้วก็เอาลงมากองไว้ ที่สถานีให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรด้านล่างเฝ้าไว้ เรียกกันว่าพอรถไฟเข้าสถานีสอง ก็ไม่ต้องมาพูดพล่ามทำเพลงกัน พวกขนของก็จะแตกฮือ เอาของไปซ่อนบ้าง อุ้มของหนีบ้าง เจ้าหน้าที่ก็จะไล่กวดทันบ้างไม่ทันบ้าง ได้ของมาบ้างไม่ได้ของมาบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ไม่เคยเลยสักวันที่จะจับคนขนของ

          ทั้งนี้ทั้งนั้น มันมีกติกานักเลงอยู่ว่า จับได้แต่ของจะยอมให้ ถ้าจับคนเมื่อไหร่ เป็นเรื่องแน่ คือถ้าจับคนไปด้วย จะจลาจลแน่ เพราะจะต้องเกิดอาการไม่ยอม ลุกฮือกันเข้ามา อาจถึงขั้นทำร้ายลุกลามบานปลายไปได้ และต่อไปก็อาจจะต้องมีการใช้อาวุธ หนักข้อกันขึ้นไปอีก ต่างฝ่ายต่างก็จึงเคารพกติกานักเลง เสียยิ่งกว่า กติกาตามกฎหมาย เว้นเสียแต่มีการชกต่อยกันอาจจะด้วยอารมณ์ ของแต่ละฝ่าย เนื่องด้วยต่างฝ่ายต่างก็อยากทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด อย่างนั้นก็อาจจะต้องจับกุมตัวเอากันบ้าง แต่ในที่สุดแล้วก็มักจะรอมชอม ขอโทษขอโพยกันไป

          อันที่จริงแล้ว ของที่พวกนี้ขน ก็หาใช่เป็นของที่ตัวเองซื้อหาเพื่อจะไปขายต่อไม่ แต่เป็นของที่เถ้าแก่ในหาดใหญ่ให้มาขน โดยมีเงินรางวัลล่อใจใครขนได้มาก ก็ได้เงินมาก ใครขนได้น้อยก็ได้เงินน้อย ที่สำคัญที่ทำให้พวกนี้ทำงานสุดฝีมือก็คือ หากใครขนแล้วไม่โดนจับ ก็จะได้รับการยกย่องให้เป็นลูกพี่ คุมเหล่าเด็กๆรุ่นใหม่ต่อไป และทำนองเดียวกันใครขนแล้วถูกจับบ่อย ทำให้เถ้าแก่เขาเสียของ ต่อไปก็จะไม่ได้ขน

          พวกขนของทางรถไฟมีมากก็จริง แต่พวกนี้ไม่ได้น่ากลัวอะไร ส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่นที่เพิ่ง ก้าวเข้ามาสู่ขบวนการ พวกขนของทางรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซด์ พวกนี้จะน่ากลัวกว่า เพราะส่วนใหญ่เป็นพวกที่ข้ามรุ่นมาจาก พวกแรกมาแล้ว แถมของก็มักจะมีราคามากขึ้น บรรทุกของมาครั้งละทีมากๆขึ้น พวกมอเตอร์ไซด์จะใช้วิธีบรรทุกของ เช่น เครื่องเล่นวีดิโอ ที่แต่ก่อนนิยมกันมาก ซ้อนท้ายสูงนับเป็นสิบๆเครื่อง แล้วก็ขี่มอเตอร์ไซด์ลัดเลาะสวนยาง มาอย่างชำนาญ เจ้าหน้าที่ก็ใช้มอเตอร์ไซด์เช่นกัน แล้วก็ต้องหัดขับขี่ให้ชำนาญเสมอกัน ไม่งั้นก็จับไม่ได้

          มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่หัวใส ใช้เชือกผูกกับต้นยางแล้วคอยขวาง ทางที่รถมอเตอร์ไซด์วิ่ง ปรากฏว่าเกิดความโกลาหลขึ้น เพราะมอเตอร์ไซด์ล้มลุกคลุกคลานบาดเจ็บไปตามๆกัน แม้ศุลกากรจะจับของได้ทั้งหมด แต่ก็มีเรื่องมีราวตามมา มีการยกพวกกันขึ้นมาขวางถนนขณะที่ รถเจ้าหน้าที่จะเอาของกลาง กลับไปด่านศุลกากร เจ้าหน้าที่ก็มิอาจจะกระทำอะไรได้มากกว่า ยอมให้พวกขบวนการขนของตัวเองกลับไป ต่อมาก็เลยต้องมีการนัดเจรจาตกลงกติกานักเลงกันขึ้นมาอีกข้อ คือห้ามใช้เชือกกั้น ส่วนพวกขบวนการก็ห้ามใช้อาวุธ และต้องยอมรับในกติกา ว่าหากถูกจับได้ ก็ต้องยอมเสียของแต่โดยดี หากใครก้าวข้ามล้ำเส้น เช่นจับได้แล้วยังมีการฮึดฮัดหรือด่าทอ ลูกพี่ของขบวนการกลุ่มนั้นจะต้องจัดการ

          ส่วนพวกรถยนต์ พวกนี้ก็ยิ่งกว่ามอร์เตอร์ไซด์หลายเท่านัก พวกนี้มักจะมีการขนแบบเป็นขบวน โดยมีรถขนของคันหนึ่งและรถสกัดอีกคันหนึ่ง ทั้งนี้แล้วแต่ว่ากลุ่มไหนจะถนัดอย่างไร บางกลุ่มก็ใช้รถสกัดอยู่หน้า บางกลุ่มก็ใช้รถสกัดอยู่หลัง เวลารถด่านฯขับไล่ รถสกัดหลังก็จะคอยสกัด ไม่ให้รถด่านฯพุ่งเข้าจับได้โดยง่าย หรืออย่างรถสกัดหน้าเมื่อ เจอรถด่านฯขวางหน้าพวกนี้ก็ใช้การชน หรือสกัดเอาไว้ให้รถของหนี  เพราะรถขนของนั้นหนักหนียาก จึงต้องมีรถคอยสกัดอยู่อีกคัน รถด่านฯก็จึงต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไป โดยไปใส่เดือยเหล็กแหลมไว้ข้างหน้า สำหรับพุ่งชนหรือเสียบสกัดรถขนให้อยู่

          กรมศุลกากร เล็งเห็นปัญหาของพวกขบวนการขนของเถื่อนพวกนี้ จึงระดมกำลังจากส่วนอื่นลงมาอยู่ที่หาดใหญ่เพื่อทำการปราบปราม อยู่หลายหน่วย ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกับผมอยู่หลายคน และทุกคนก็จะรู้จักอดุลย์ในฐานะเป็นเพื่อนผม และอีกฐานะหนึ่งก็คือคนค้าของเถื่อนคนหนึ่ง อดุลย์อยู่ตรงกลางระหว่างคนด่านฯกับคนค้าของเถื่อน ได้อย่างน่าพิศวง เพราะอย่าลืมว่าเมื่ออดุลย์มาคลุกคลีอยู่กับพวกผม พวกค้าของเถื่อนก็มักจะระแวงว่าอดุลย์ จะเอาความลับในการค้าของของตนไปบอกเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตอดุลย์เอง

          กลับกัน พวกเราก็อาจจะระแวงอดุลย์ว่า จะเอาความลับในเรื่องการทำงานไปบอก คนอื่น ซึ่งก็จะทำให้การทำงานลำบากมากขึ้น แต่อดุลย์เองก็เข้าใจทั้งสองฝ่าย อดุลย์เองจึงไปประกาศกับพวกค้าทุกกลุ่มว่า เขาเป็นเพื่อนกับด่านฯก็จริง แต่เขาจะไม่พูดไม่คุยเรื่องใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเขา แล้วเขาก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ไม่ว่าพวกเราจะหลอกถามอย่างไร อดุลย์ก็ไม่พูด นานไปเราก็รับทราบกติกาซึ่งกันและกัน ก็จะไม่ถามไม่พูดถึงอีก

          ผลดีของการที่อดุลย์มาคลุกคลี อยู่กับพวกเราก็คือ เมื่อเวลาที่รามีปัญหาผิดใจกันกับ ผู้ค้าของกลุ่มอื่นถึงขึ้นฮึ่มๆที่จะราวีกัน อดุลย์ก็จะเข้ามาช่วยประสานงาน พูดจาทำความเข้าใจ จนผ่อนคลายกันไปได้ทั้งสองฝ่าย ยังเรื่องของที่เราจับกันมาได้อย่างมากมาย บางครั้งเราก็ไม่รู้จะขายใคร เพราะนโยบายของกรมฯเอาแน่เอานอนไม่ค่อยจะได้ บางยุคก็ไม่ให้ขายในพื้นที่ ให้ส่งไปขายทอดตลาดที่กรมศุลกากร คลองเตย บางยุคก็ห้ามไม่ให้ขายทอดตลาด แต่ให้ขายปันส่วนข้าราชการ เพื่อไม่ให้มีใบเสร็จจากการี65เพราะบางทีต้องซื้อจนไม่มีเงินจะซื้ออยู่แล้ว ก็ได้อดุลย์นี่แหละที่เอาของไปปล่อยให้ แถมได้กำไรกลับมาด้วย

          ส่วนงานของอดุลย์เอง แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นลูกมือเถ้าแก่เขา แล้วแต่ว่าจะถูกใช้ให้ไปขนของหรือเอาของไปส่งที่ไหน งานของอดุลย์มักไม่ค่อยจะผิดพลาดให้ถูกจับ เนื่องจากความเป็นคนใจถึงและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีของเขา บางทีถูกตำรวจจับนั่งคุยกันไปคุยกันมา  กลับกลายเป็นเพื่อนกับตำรวจผู้นั้นไปก็มี เวลาเจอกันอดุลย์มักจะเล่าประสบการณ์ ในการทำงานของเขาให้ผมฟังเสมอ จนบางครั้งผมก็ถึงกับอึ้งไปในความเด็ดเดี่ยวและมีน้ำใจของเพื่อน ต่อมาเมื่อเติบใหญ่ขึ้นอดุลย์จึงลาออกมา แล้วก็ดำเนินกิจการของตนเองแต่ก็ยังไม่พ้น กิจการค้าของเถื่อนที่ตนเองถนัดแต่อย่างใด

          ผมเองยังได้มีโอกาสไปขนของอย่างพวกมดด้วย เมื่อฝึกทหารเกณฑ์ไปได้สามเดือน เสร็จสิ้นการฝึกเป็นพลทหารเต็มตัว ถึงเวลาแยกหน่วยออกไปทำงานตามหน่วยต่างๆใน จังหวัดทหารบกชุมพร ทีแรกพวกครูฝึกเขาจะให้ผมเป็น ผู้ช่วยครูเพราะเห็นผมมีวี่แววดีเนื่องจากเคยเรียน ร.ด. มีพื้นฐานมาก่อนแล้ว การเป็นผู้ช่วยครูมีผลดีตรงเมื่อจบการเกณฑ์ออกมาแล้ว จะได้รับยศสิบตรีทหารบก แต่ก็ช้าไปกว่าคุณแม่ผมที่ไปวิ่งเต้นไว้เรียบร้อย ให้ขึ้นเป็นทหารรับใช้ ผู้กองคนหนึ่งในค่าย เพียงแต่ว่าผมไม่ต้องไปเป็นพลทหารรับใช้จริงๆ อย่างพลทหารอ่ำใน “ผู้กองยอดรัก” มิฉะนั้น ผมจะกลายเป็นอีกตำนานหนึ่งแน่ เพราะลูกสาวผู้กองนั้นสวยใช้ได้

          แต่ผมก็ต้องเซ็นชื่อโอนเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือนของผมให้ผู้กองแทน ก็ตกประมาณเดือนละ พันกว่าบาท ส่วนตัวผมจะไปไหนก็ไป ผมก็คว้างเพราะไม่มีเงินเดือนเลี้ยงตัว เหมือนตอนอยู่กรมศุลกากร ก็เลยระเห็จลงใต้ไปคลุกอยู่กับอดุลย์และเพื่อนร่วมรุ่นที่นั่น และแล้วผมก็มองเห็นแสงสว่างของตัวเอง เมื่อเห็นพวกมดขนของกันจากปาดังเบซาร์เข้าหาดใหญ่ ผมก็เอามั่งแต่ผมต้องลงทุนเอง ไม่เหมือนพวกมดที่ขนให้เถ้าแก่ ของถูกจับก็ไม่เป็นไรแค่เสียเครดิต แต่ของผมถ้าถูกจับทุนหายกำไรหด ผมไปซื้อโทรทัศน์สี 14 นิ้วเครื่องหนึ่ง ซึ่งสมัยนั้นกำลังฮิตมากๆเหมือนสมัยนี้ที่ฮิตจอ  LCD กัน โทรทัศน์สี 14 นิ้วสมัยนั้น ท้องตลาดจะขายกันหมื่นสองถึงหมื่นสามพันบาท แต่ฝั่งมาเลย์ที่ปาดังเบซาร์ ราคาเพียง 7,000 บาท ผมซื้อมาแค่เครื่องเดียว กะว่าขายสักหนึ่งหมื่นบาท ก็ได้กำไร 3,000บาท พออาศัยอยู่ไปได้เดือนหนึ่ง

          เดือนใหม่...เมื่อกลับมาชุมพร เข้าไปเซ็นชื่อในค่ายทหารเพื่อโอนเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้ผู้กอง ผมก็ต้องลงไปหาดใหญ่ เพื่อแปลงร่างเป็นพวกมด เพื่อค้าโทรทัศน์สี 14 นิ้ว อยู่ทุกเดือนไปจนปลดประจำการ 1 ปี แน่นอนแหละว่าผมไม่ถูกจับ เพราะเพื่อนๆก็มักจะทำเป็นมองไม่เห็นผม ส่วนผมก็จะเอ้อระเหยลอยชายอยู่ไม่ได้ ต้องหาทางหนีทีไล่อยู่เหมือนกัน เพราะหากปะหน้าคนไม่รู้จักจะโดนจับไปด้วย อีกอย่างหนึ่งยังมีด่านกลางทางอีกเยอะที่จะขึ้นมาตรวจ เช่นด่านฯที่ชุมพร ที่บางคนผมก็ไม่รู้จักและจะไปแสดงตัวมากก็ไม่ได้ ว่าเป็นพวกเดียวกันเอง เพราะมันจะกลายเป็นที่ครหาติฉินนินทาในสายตาประชาชน ว่าพวกเดียวกันเองมันไม่จับ ทีของเรามันเที่ยวไล่จับ ผมจึงรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของพวกขนของเป็นอย่างดี ว่าพวกนี้จะเครียดตลอดเวลา นั่งรถก็นอนไม่หลับ กลัวแต่ว่าจะเจอเจ้าหน้าที่ ไม่มีความสุขเลย

          แต่ผมก็รอดมาได้ จนปลดประจำการและกลับมาเข้ารับราชการในกรมศุลกากร การณ์จะเป็นอย่างไรรออ่านตอนต่อไปนะครับ.........

โดย เป๊ปซี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net