วันที่ จันทร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อินเดีย 5 ........... น้อยคนนักจะรู้จัก สังกัสสะ...โดย วีระยุทธ์ สันตยานนท์



(1)

 

            การที่บุคคลจะมีโอกาสได้มาท่องเที่ยวชมพูทวีป  อันเป็นดินแดนพุทธภูมิ ที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของพระอรหันต์นั้นนับว่ายากเย็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่การที่จะได้มีบุญได้กราบนมัสการ สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง ก็นับว่ายิ่งยากขึ้นไปอีก     ในบรรดาผู้ที่เดินทางมากราบสักการะสังเวชนียสถานเหล่านั้น ก็มีส่วนน้อยจริงๆ ที่บุกบั่นมาถึงสังกัสสะ

            ถ้าถามถึงสังกัสสะ       ชาวพุทธที่สนใจศึกษาพระไตรปิฎกจริงๆ เท่านั้น จึงจะรู้ว่าเป็นสถานที่อะไร แต่ชาวพุทธโดยทั่วๆไปส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้จัก   แต่ถ้าถามถึงประเพณี พิธีตักบาตรเทโว ทุกๆ คงรู้จักดี เรื่องราวของการที่พระผู้มีพระภาคเสด็จไปโปรดพระมารดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ด้วยการแสดงพระอภิธรรม เมื่อถึงวันมหาปาวารณา  พระพุทธองค์เสด็จลงจากสวรรค์ มาพร้อมกับ พระอินทร์ และพระพรหม    ได้เสด็จลงมาส่งตามบันไดเงิน บันไดทอง บันไดแก้ว ปลายของบันไดที่ลงมาจากสวรรค์นั้น    ได้ทอดลงมาบนเมืองมนุษย์ ที่ประตูเมืองสังกัสสะแห่งนี้ วันนี้แหละ เป็นวันที่พระองค์ได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์  บันดาลให้สัตว์มองเห็นกันและกัน ตลอทั้งเทวโลก  มนุษยโลก และนรก    นอกจากนั้น  แม้แต่สัตว์เดรัจฉานและ
คนตาบอด  ก็สามารถมองเห็นพระพุทธองค์ และบรรดาสัตว์เหล่านั้นต่างก็  ปรารถนาพุทธภูมิด้วยกันทั้งสิ้น

              วันดังกล่าวนี้ท่านเรียกเป็นภาษาบาลีว่า  วันเทโวโรหนะ แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก จึงเป็นชื่อของประเพณีตักบาตรเทโวนั่นเอง พุทธ-ประวัติตอนนี้ เป็นเหตุการณ์ที่นิยมเขียนเป็นภาพฝาผนังตามพระอุโบสถกันมาก(2)

(2)

ขอเชิญอ่านพระสูตรตอนนี้

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ - หน้าที่ 335

            พระศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์กำราบเหล่าเดียรถีย์   มิใช่เป็นเรื่องทั่วไปกับสาวก     ทรงทราบความที่ชนเป็นอันมากพากันเลื่อมใส    เสด็จลงประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์  ทรงแสดงธรรม  ฝูงปาณชาติ  ๒๐ โกฏิพากันดื่มน้ำอมฤต.    ต่อจากนั้นทรงพระดำริว่า  ก็พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน   ทรงกระทำปาฏิหาริย์แล้วเสด็จไป ณ  ที่ไหน  ทรงทราบว่า    เสด็จไปสู่ดาวดึงส์พิภพ   จึงเสด็จลุกจากพระพุทธอาสน์  ย่างพระบาทเบื้องขวาเหยียบเขายุคนธร   พระบาทซ้ายเหยียบยอดเขาสิเนรุ     ................

ท่านผู้มีความสนใจต้องการอ่านาเพิ่มเติมกรุณา 

 คลิกที่นี่

 

              ท่านที่มีความสนใจในการศึกษาพระอภิธรรม     คงได้ทราบแล้วว่าพระผู้มีพระภาคได้แสดงพระอภิธรรม เพื่อเป็นการโปรดพระมารดา  บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตลอดเวลา 3 เดือน อันเป็นพรรษาที่ 7 ของการเผยแผ่พระศาสนา และจากพระสูตรนี้  นอกจากแสดงความสถานะภาพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงมีฐานะสูงสุด       เหนือกว่าเทวดาและพรหมแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าการอบรมเจริญปัญญามีลำดับขั้น เป็นครั้งแรกที่พระบรมศาสดา    ทรงประกาศว่าพระสารีบุตร เป็นอัครสาวกที่มีปัญญาสูงสุดรองจากพระองค์     และสาวกองค์อื่นๆก็มีปัญญาแตกต่างกันไปตามฐานะ                  

            เมืองสังกัสสะ ในสมัยพุทธกาล อยู่ในแคว้นปัญจาละ  ซึ่งอยู่บริเวณ

ลุ่มแม่น้ำคงคาตอนบน มีแคว้นโกศลอยู่ทางทิศตะวันออกและแคว้นกุรุรัฐ อยู่

ทางทิศตะวันตกเมืองหลวงชื่อหัสดินปุระ เมืองสังกัสสะ     ปัจจุบันชาวอินเดีย

เรียก สังกิสสะ Sankissa หรือ สัมกัสยะ Samkasya  ในอดีตตั้งอยู่คู่กับเมือง

กันยากุพชะ Kanyakubja  ซึ่งปัจจุบันยังเป็นเมืองอยู่แต่ชื่อได้เปลี่ยนเป็นเมือง

คานเน้าจ์ Kannauj      ส่วนเมืองสังกัสสะได้ร้างไปเป็น Ruins ขึ้นอยูกับเมือง

Farrukhabad ห่างออกไปจากเมืองประมาณ 47 กม.

           ด้วยเวลาผ่านมานาน สภาพเมืองสังกัสสะ      ได้มีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยน ปกครอง

เปลี่ยนไปหลายสมัย   พุทธ-สถานต่างๆ   ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นศาสนาเชน และฮินดู

หมด         เหลือหลักฐานที่สำคัญที่สุด คือเสาอโศก Asokan Pillar(1) คำจารึกจากสมัย

คุปตะ หินแกะสลัก(5)  เรื่องราวต่างๆ ประกอบกับคัมภีร์ของหลวงจีน ฟาเหียน

หรือพระสังซัมจั๋ง ซึ่งได้เดินทางมาศึกษาอยู่ที่เมือง กันยาพุชะถึง 7 ปี  จึงเป็น

หลักฐานที่ตกทอดมาให้อนุชนได้ศึกษากัน การเดินทางมายังสถานที่นี้ก็ไม่ใช่

เรื่องง่ายๆ แม้แต่ชาวอินเดียก็ยังแทบจะไม่มีใครรู้ว่าสำคัญอย่างไร         

                                                                                                                                                      

           สำหรับการเดินทางวันนี้ก็เพิ่งเป็นวันที่ 3 เท่านั้นใช่ไหมครับ      ยังไม่

เหนื่อยและเบื่ออาหารกันมากเท่าไหร่      เราออกจาก อัครา มุ่งตรงมาทางทิศ

ตะวันออกของรัฐอุตรประเทศ เยี่ยมชม สังกัสสะนคร หวังว่าคงได้มีพุทธานุสติ

ระลึกถึงพระบรมโลกนาถผู้มีเมตตาต่อสัตว์โลกตามสมควรแก่เหตุปัจจัยนะ

ครับ เราต้องข้ามแม่น้ำคงคา บริเวณเมือง Kanpur     มุ่งหน้าสู่เมือง Lucknow  

อันเป็นเมืองหลวงของอุตรประเทศ    แม่น้ำคงคาสายนี้เองแหละครับ ที่ไหลลง

ใต้ ผ่านเมืองพาราณสี ซึ่งพวกเราจะได้ย้อนกลับลงมาล่องแม่น้ำ  ชมประเพณี

ล้างบาปกันอาทิตย์หน้า

 

(6)

             เมือง Lucknow คงตั้งชื่อตามชื่อของพระลักษณ์  น้องชายของพระราม 

Lakshamana  ต่อๆ มาได้ถูกเรียกเพี้ยนไปตามธรรมดาของประเทศ     ที่ถูกปก-

ครองโดยฝรั่ง   อย่าง มุมไบ ก็ถูกเรียกเป็น บอมเบย์ พาราณสี กลายเป็น บันนา-

เรส Kolkata ก็กลายเป็น Gulgutta อะไรประมาณนั้น   ลัคเนาว์ เป็นเมืองที่มีประ-

ชากรหนาแน่นมากเมืองหนึ่งของอินเดีย ปัจจุบันมีผู้คนแออัดอยู่    ประมาณ 2.6

ล้านคน และก็เป็นชุมทางรถไฟที่จะเชื่อมต่อไปยังเมือง Delhi,  Nagpur , Jaipur,

Vanaresหรือพาราณสี  Patna และเมืองอื่นๆ   ภาพที่เห็นจึงเป็นความชุลมุน วุ่น-

วายของสถานีรถไฟ ลัคเนาว์(6)

            สมัยก่อนคนไทย หากใครเดินทางมานมัสการสังเวชนียสถาน  แล้วต้อง

การจะเดินทางต่อไปเที่ยว ทัชมาฮาล ละก็    ต้องมาสูดฝุ่น ที่เมืองลัคเนาว์นี่ก่อน

เพื่อขึ้นรถไฟ ต่อไปยัง อัครา ด้วยความหวังว่า   เดี๋ยวจะได้ขึ้นตู้นอนในโบกี้ รฟข

รถไฟแขก หลับให้สบาย   สมกับที่เขาร่ำลือว่าเรื่องรถไฟในอินเดียนี่ อังกฤษ มา

วางระบบไว้ให้อย่างดี น่าสบาย  แต่......ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน     ระบบอังกฤษ

ไม่เคยประกันว่าจะใช้ได้ในอินเดีย อะไรก็เกิดขึ้นได้   ขบวนรถไฟที่ตั๋วบอกไว้ว่า

จะมาตอน 2 ทุ่ม ก็อาจเลื่อนเวลาเป็นตีสอง เสียเฉยๆ ผู้โดยสารทั้งหลายก็อาจจะ

มีสภาพที่ต้องนอนหนาว ปะปนกับวัว เป็นโคจรรูป เหมือนในรูปข้างล่างนี้ก็ได้(7)

 (7)

            สำหรับพวกเรา ทริปนี้ ยังโชคดีทีไม่ต้องมีการต่อรถไฟ   เปลี่ยนรถยนต์

เหมือนสมัยก่อน   คืนนี้ จะได้เข้าพักที่โรงแรม Piccadily Hotel  ชื่อเหมือนอยู่ใน

ลอนดอน ประเทศอังกฤษ  จะมาตรฐานอังกฤษ หรือมาตรฐานอินเดีย   คืนนี้ก็คง

ได้รู้หรอกครับ

            หลับให้สบาย อนุโมทนาครับ

 

โดย บัวใต้น้ำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net