วันที่ จันทร์ เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บุญบั้งไฟ ประเพณีแห่งความหายนะ


บุญบั้งไฟ  ประเพณีแห่งความหายนะ

ไม่น่าเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงในเรื่องงานบุญประเพณีของชาวอีสาน  จะพัฒนารุดหน้ารวดเร็วราวติดจรวด โดยเฉพาะประเพณีบุญบั้งไฟ  พอเริ่มย่างเข้าเดือนห้าเดือนหก หากแหงนหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้าในท้องถิ่นภาคอีสานจะต้องเห็นจรวดไทยทำหรือ "บั้งไฟ" ล่องลอยฉวัดเฉวียนส่งเปลวควันพวยพุ่งอยู่บนท้องฟ้าเกือบทั่วทุกสารทิศ หมู่บ้านที่ไม่เคยมีหรือไม่เคยเอาบุญบั้งไฟก็จัดกับเขา คนที่แต่ก่อนไม่เคยสนใจบั้งไฟก็มานั่งหน้าดำหน้าแดงเฝ้าบั้งไฟกันแต่เช้ายันค่ำ  เสร็จจากหมู่บ้านนี้ก็ตระเวนไปหมู่บ้านอื่นตำบลอื่น  ข้ามอำเภอข้ามจังหวัดไปสนับสนุนบุญขอฝนกับพระยาแถนกันอย่างคับคั่ง เรียกว่าเดินสายยังกะวงดนตรีโปงลางสะออนกันเลยล่ะ

           

            งานบุญอะไรก็ตามแต่ที่ผู้คนมากันมืดฟ้ามัวดิน เศรษฐกิจละแวกนั้นก็คึกคัก เพราะไปไหนคนเราต้องเอาปากกับท้องไปด้วยเสมอ เงินทองก็ต้องสะพัดตามหลักการตลาด  แต่บุญบั้งไฟพิเศษกว่างานบุญอื่นๆ นอกจากเงินทองจะสะพัดไปยังพ่อค้าแม่ค้าแล้ว เจ้าของห้องน้ำห้องส้วมก็ได้อานิสงส์ คนที่มีที่ดินว่างๆ ใกล้ฐานจุดบั้งไฟก็พลอยได้ค่าจอดรถ

           

             แต่นั่นถือว่าธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาก็คือยอดเงินที่สะพัดหมุนเวียนรายรอบฐานจุดบั้งไฟจำนวนมหาศาลนั่นต่างหาก ที่หอมหวนยวนใจยิ่งนัก บางหมู่บ้านวิเคราะห์กันว่ายอดเงินอาจจะเฉียดสิบหรือยี่สิบล้านบาท โดยจะหมุนเวียนเปลี่ยนมือในผู้คนที่มาดูบั้งไฟแล้วไม่ดูเฉยๆ แต่จะมีพนันได้เสียติดปลายหางบั้งไฟแต่ละบั้ง ทุกครั้งที่บั้งไฟส่งควันพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยจะตกลงกติกากันว่าบั้งไฟทำเวลาผ่านหรือไม่ผ่านเวลาที่กำหนดไว้ โดยจะยึดเวลาที่บั้งไฟล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าของคณะกรรมการจัดงานเป็นหลัก ฝ่ายที่ถือหางว่าบั้งไฟจะไม่ผ่านเรียกว่า "เซียนยั้ง" ฝ่ายที่คิดว่าบั้งไฟจะผ่านเรียกว่า "เซียนไล่"

           

            ฉะนั้นช่วงเวลาบั้งไฟกำลังติดตั้งเตรียมพร้อมที่จะจุดขึ้นสู่ท้องฟ้า ก็จะเห็นเซียนไล่เดินเบียดเสียดถือเงินใบร้อยใบห้าร้อยหรือใบละพันเต็มกำมือ  เพื่อสืบถามราคาเซียนยั้งหาเจ้าที่เสนอราคาถูกๆ กันเต็มไปหมด  ฝ่ายเซียนยั้งไม่นิยมเดินหาลูกค้า แต่จะกางร่มสารพัดสีมีเก้าอี้หรือเปลผ้าใบนั่งเอ้เต้หรือนอนเอกเขนกรอลูกค้าอยู่กับที่ สนใจก็จ่ายเงินสดๆตกลงราคากัน โดยเซียนยั้งจะเป็นคนกำเงินไว้  ในมือมีปากกาและสมุดฉีกเล่มเล็กๆ ลงชื่อไว้กันลืม ถึงเวลาบั้งไฟทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ต่างก็แหงนมองคอตั้งบ่าคอยลุ้นบั้งไฟกันใจหายใจคว่ำ แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายต้องภาวนาให้บั้งไฟมีใจให้กับตัวเอง เซียนยั้งแช่งชักให้บั้งไฟมีอันเป็นไปต่างๆนานา เซียนไล่ก็ภาวนาให้บั้งไฟทำเวลาล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าให้นานที่สุด แล้วเสียงไชโยโห่ร้องก้องสนั่นด้วยความสะใจก็ดังก้องท้องทุ่ง  เมื่อบั้งไฟเทใจไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จากนั้นก็เซ็งแซ่ด้วยสรรพเสียงทวงถามเงินทองกันวุ่นวายไปหมด ภาพที่ปรากฎจึงไม่ต่างอะไรกับบ่อนการพนันโจ่งครึ่มกลางแจ้ง  ขนาดมหึมากลางทุ่งนาในแดนดินที่ราบสูง บางคนหมดตัวถึงกับหน้ามืดโกงเขาดื้อๆ หนีรอดก็โชคดีไป ที่เคราะห์ร้ายถูกเขาจับได้ไล่ทันก็ถูกรุมยำจนเละ

           

           เมื่อแต่ละปีผู้คนนับวันจะยิ่งให้ความสนใจงานบุญบั้งไฟชนิดมืดฟ้ามัวดินเช่นนี้   กรรมการจัดงานแต่ละหมู่บ้านตำบลอำเภอเลยพลอยหน้ามืดตามัวไปด้วย เพราะเงินใบร้อยใบพันที่ปลิวว่อนอยู่นั้นมันล่อตาล่อใจสิ้นดี แต่ละหมู่บ้านจึงคิดสรรหาวิธีการเพื่อแย่งเศษเงินจากผู้ที่มาเที่ยวงาน ที่ดูดีมองแล้วไม่น่าเกลียดเท่าใดนัก ก็คือการขายดอกไม้ดอกละ 10-20 บาท ปักอกเสื้อเป็นที่ระลึก อ้างเพื่อสมทบทุนสำรองฉุกเฉินกรณีเกิดอุบัติเหตุอันไม่คาดฝัน หรือบางส่วนอาจจะเจียดเข้าวัดเข้าวาก็ว่ากันไปแก้เขิน  คนที่ไปเที่ยวงานก็ไม่รังเกียจรังงอนที่จะจ่ายเงินจำนวนเล็กน้อยนี้ เพื่อแลกกับการมาชมบั้งไฟแสนบั้งไฟล้านพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ซ้ำบางคนอาจจะมีโชคได้หอบเงินหมื่นเงินแสนกระเป๋าตุงกลับบ้าน มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเป็นไหนๆ  จะขายดอกไม้หรือขายบัตร 30-40 บาท ก็แทบไม่มีคนบ่นสักคำ 

           

         ว่ากันว่าคณะกรรมการแต่ละหมู่บ้านที่ได้จัดบุญบั้งไฟ หักลบกลบหนี้แล้วจะเหลือเงินเข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าแสน บางหมู่บ้านอาจจะถึงหลักหลายแสน มันจึงเป็นตัวเลขที่ยั่วยวนใจชวนน้ำลายไหลยิ่งนัก หลายๆ หมู่บ้านเลยหาเรื่องจัดบุญบั้งไฟเป็นว่าเล่น แบ่งช่วงเป็นบ้านเหนือบ้านกลางบ้านใต้บ้านน้อยบ้านใหญ่ หรือมีเหตุอาเพศอะไรเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ก็หาเรื่องจัดบุญบั้งไฟขึ้นมาเฉยๆ

           

          กว่าจะสิ้นฤดูกาลบั้งไฟ จะกินเวลาประมาณหนึ่งถึงสองเดือน แสดงว่า ชาวบ้านก็มีโอกาสตระเวนเล่นการพนันอยู่หนึ่งถึงสองเดือน คิดดูว่า เงินจะสะพัดขนาดไหน ชาวบ้านจะมัวเมาอยู่นานแค่ไหน  คนที่เล่นได้ก็คงโชคดีไป แต่คนที่เสียล่ะ จะเสียมากน้อยแค่ไหน ถ้าคนที่เล่นแล้ว ถอนตัวไม่ได้

ยิ่งเสียก็ยิ่งจะตามทุน คิดดูสิว่า จะสูญเสียขนาดไหน จะเป็นหนี้เป็นสินเขาแค่ไหน จะล่มจมเพียงไร

แต่ละปี จึงมีข่าว ชาวบ้านขายไร่ขายนา ขายรถไถ ขายวัวขายควาย เพื่อนำเงินมาเล่นพนันบั้งไป

ในขณะคนที่มีแต่ได้กับได้ ก็คือ สมาชิกอบต. หรือ นักการเมืองท้องถิ่น ที่เป็นกรรมการจัดบุญบั้งไฟ พ่อค้าขายเหล้าขายเบียร์ พ่อค้าขายดินประสิว ขายท่อพีวีซีมาทำเป็นบั้งไฟ ที่รวยและอยู่ฝ่ายเดียว

บุญบั้งไฟในพ.ศ.นี้ จึงไม่ใช่บุญประเพณีขอฝน เพื่อความสนุกสนานและประเพณีเก่าแก่ อย่างในอดีตอีกต่อไป

แต่บุญบั้งไฟใน พ.ศ. นี้ คือ  ความสนุกสนานที่อาบยาพิษ ที่จะนำความหายนะ ที่จะฆ่าชาวบ้านผู้ยากจนข้นแค้น ให้ตายทั้งเป็นโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

โดย รณบุตร

 

กลับไปที่ www.oknation.net