วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

#15 * * นิยาย ที่ดินผืนนั้น ภาคสี่ บทที่ ๑๗ ..สู่อาณาจักร กรรม..**


*#15  * นิยาย

" " ที่ดินผืนนั้น " " - ภาคสี่ บทที่ ๑๗...สู่ อาณาจักรกรรม เต็มตัว * * *

" " ที่ดินผืนนั้น " " - ภาคสี่ บทที่ ๑๗...สู่ อาณาจักรกรรม เต็มตัว * * *
วันจันทร์ วันหยุดชดเชย วันจักรี
๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๑
เรือนนนทบุรีประเทศไทย


รำพึงหน้าบท
บทต่อไปจากนี้ ยอมรับว่า ม้นมี โซ่ห่วงบางอย่าง
ที่จุกจิกมาก และ ต้องคอย เติมเข้าไปทีละโซ่ เพราะมันหมายถึง
จุดเริ่มของวิบาก คือผลของกรรมที่จะต้องได้รับต่อไป...มันเป็น
โซ่แห่งพันธนาการที่ข้าพเจ้าย้อนกลับไปแกะทีละห่วงโซ๋ ที่ร้อย
รัดไว้ด้วยตัวข้าพเจ้าเอง

ดังถ้อยคำของหลวงพ่อเสือ พระวิรุณหผล วัดไผ่สามกอ
ที่ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า
"เจ้ากรรมนายเวรที่แท้ก็คือ ตัวเราเอง !!"


@@@@@ @@@@@@@




http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W6486792/W6486792.html

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=tiki&date=06-04-2008&group=7&gblog=11

 

Last Update : 7 เมษายน 2551 23:35:42 น. ลบ Blog แก้ไข Blog
7 comments
Counter : 9 Pageviews.
 
 
 
ที่ดินผืนนั้น ภาคสี่ บทที่ ๑๗
สู่ อาณาจักรกรรม เต็มตัว

วันที่ย้อนไปเฝ้าทรงครั้งแรก ที่ข้าพเจ้าสวมชุดขาวเริ่ด
นั้น ข้าพเจ้าเพิ่งนึกได้เมื่อวานนี้เอง ขณะที่กำลังครุ่นคิด
ถึง เหตุที่ทำให้ชีวิตมันไม่เคยปกติเหมือนชาวบ้านเขา...

ตอนที่ข้าพเจ้ากำลัง นำถังสังฆทานไปวางหน้าพระ
และพูดกับ "นางผู้เป็นเจ้าของวิญญาณของข้าพเจ้า" ด้วย
ความเห็นอกเห็นใจนั้น
ข้าพเจ้า เกิดความสำนึกตัวอย่างแรง และ หลุดปากไป
ว่า
" ข้าแต่ องค์พรหมผู้ยิ่งใหญ่....
นับแต่นี้ต่อไป ข้าฯ จะมี เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา ต่อชายผู้เป็นที่รัก...และ จะเป็นต่อ พ่อแม่ บิดา
มารดาของเขาด้วย"


*** อูยย์ ท่านผู้อ่านที่รัก ***
ขณะที่ข้าพเจ้าบันทึกนี้ เวลาผ่านไปนานมาก
เวลาที่ผ่านไปนับ๒๗ ปี...

ถ้อย คำที่ข้าพเจ้า "ให้ไว้" แล้ว..ลืม..ลืมจริง อนิจจา
ลืม ถ้อยคำสัจจ์ที่ให้ไว้หน้าพระ เพราะไม่นานต่อมา
ตลอดเวลา ข้าพเจ้านั้น ...จองเวรจองกรรมไม่รู้สิ้น
กับคนข้างเคียงข้าพเจ้านี้ อย่างถึงพริกถึงขิง อันขัดต่อ
"ถ้อยคำที่ให้ไว้" อย่างสิ้นเชิง...จะมีก็แต่ สามัญสำนึก
เท่านั้นดอก ที่ออกมายืนหน้า ท้วงติงให้ข้าพเจ้าดีขึ้น
(ถ้าข้าพเจ้าอยากจะดี ) เท่านั้นเอง

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

 
 

โดย: tiki_ทิกิ วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:23:37:42 น.

ที่ดินผืนนั้น ภาคสี่  บทที่ ๑๗
สู่ อาณาจักรกรรม เต็มตัว
(ต่อ) ๑


           นานหลายเดือนหลังจากที่ไปเฝ้าทรงและ แก้บน
กรมหลวงฯ ท่านไปแล้ว   วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้านั่งรถไปทำงาน
อย่างทุกวัน  วันนั้น ก็มองไปทางสี่แยก ถนนวิทยุ ต่อกับถนน
พระรามสี่ ซึ่งยังเป็นโรงเรียนเตรียมทหารอยู่ในวันนั้น

           ก็เห็น ศาลไม่ใหญ่นัก อยู่หัวมุม จริง ๆ
มีป้ายเขียนไว้ว่า  " ศาลกรมหลวงชุมพร ฯ "  ข้าพเจ้าร้องเอะ
อะ บอกนิคกี้ทันที   

           "นี่ไง นี่ไง ศาล 'เสด็จเตี่ย '   โอ๊ย ทำไมเราไม่เคย
เห็นมาก่อนเลย  สาธุ เสด็จพ่อขอประทานอภัยเจ้าค่ะ "

             ข้าพเจ้าไม่เคยสังเกตุ เห็นมาก่อนเลยจริง ๆ


%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

             นึกถึงเรื่อง สำคัญ  สำหรับข้าพเจ้าขึ้นมาอีกอย่าง
นั่นคือ ความรู้สึก "เสียใจอย่างแรง" หลังจากแต่งงานไม่เท่าไหร่
ก็คือเมื่อไปที่สำนักท่านอาจารย์ ส. มีอยู่วันที่ ท่านลงทรง และ
ข้าพเจ้า จำไม่ได้จริง ๆ ว่าวันไหน

              ข้าพเจ้า จำไม่ได้ว่าตนเองทูลถามอะไร ท่านองค์
พรหมธาดา    แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณสามี และ คุณแม่สามี
ทำนองนั้น   จำได้ว่า ท่านตอบว่า

             " พ่อแม่เขาไม่พอใจเจ้า เพราะเขาบอกว่าลูกชาย
เขานั้น  'มันทองทั้งแท่ง ไม่น่ากินแตงเถาตาย'
             
            ถ้อยคำวันนั้น มันบาดลึกเข้าในหัวใจ  ข้าพเจ้าพึมพำ
ด้วยใจระโหยห่อเหี่ยว ว่า ไม่รู้มาก่อนเลยว่า "เรื่องแค่นั้น" มัน
สำค้ญมากต่อครอบครัวเขา ถึงแก่คิดจะผลักไสข้าพเจ้า
             สำหรับข้าพเจ้าแล้วไม่สำเหนียก ไม่รู้สึกหรอกว่า
การที่ตัวเองเป็น "ม่ายลูกติด" 
ดังที่ท่านว่า "แตงเถาตาย"- บาดเจ็บ
หัวใจเวลานึกถึงทุกที -เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
  แต่สำหรับ
ครอบครัวข้าราชการที่อยู่ต่างจังหวัด   มันเป็น "ค่านิยม"
ที่ทำให้เขาเสียหน้ากันอย่างขนานหนัก สุดที่ คนไทยในสังคม
ชนบทจะรับได้ ม้นยากจะแก้ไข 

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

           ข้าพเจ้ามันไม่ดีตรงไหนกัน ? ข้าพเจ้ายังครุ่นคิด
หาข้อแก้ตัวถึงคุณงามความดีของตัวเองต่อไป
           ถึงข้าพเจ้าจะเป็นคนมีหนี้มีสินอะไรกับ
การทำงานและโฉนดที่ดินตัวเองยังอยู่กับเจ้าหนี้
แต่ท่านอยาลืมว่า ข้าพเจ้าเป็นคน ชอบเครื่องประดับ
มาแต่วัยรุ่น  ช่วงหนึ่งข้าพเจ้าไปพักบ้านคุณป้าพี่สาว
แท้ ๆของคุณแม่   ท่านมักให้เครื่องประดับงาม  ๆ
แก่ข้าพเจ้าอยู่เรื่อยมาหากท่านมีแหวนเพชรแหวน
พลอย งาม ๆ ให้ลูกสาวท่าน    ซึ่งนับเป็นพี่สาวคน
เดียวญาติทางแม่ของข้าพเจ้าคนหนึ่ง    คุณป้า
ข้าพเจ้าก็มักจะให้คล้ายคลึงกันแก่ข้าพเจ้า ด้วย
รักและสงสาร ข้าพเจ้า  และบางครั้งคุณยายของ
ข้าพเจ้า ก็จะหาเครื่องประดับมาให้


            "นี่ยายหามาให้เจ้าซื้อมาให้เจ้าใบ แหวน
นี่หร่านี่ใบหนึ่ง "


             คุณยายกล่าวด้วยภาษาเก่า ๆ ของท่าน
เรียกแหวนว่า "ใบ" และเรียกพลอยไพลินสีน้ำเงิน
พม่าว่า นี่หร่า หรือ ยี่หร่า
           ลูกสาวคุณป้า และ น้าสาวคนเล็กลูก
ของคุณตา ที่อายุไล่เรี่ยกัน ได้ไปอาศัยอยู่ด้วยกัน
ช่วงที่ข้าพเจ้า อยู่เตรียมอุดมฯ ในบางช่วง ข้าพเจ้า
จึงได้เห็นกรรมวิธีการเก็บเครื่องประดับ ถนอมรักษา
อย่างดีที่เธอกระทำ และ
ข้าพเจ้าก็เลียนแบบด้วยการ
ไปซื้อกล่องเก็บเครื่องประดับ มาเก็บงำแหวนเพชร
แหวนพลอยใบน้อยของข้าพเจ้าเหล่านั้นบ้าง 

 : tiki_ทิกิ    - [ 7 เม.ย. 51 12:40:21

  ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%
ที่ดินผืนนั้น ภาคสี่  บทที่ ๑๗
สู่ อาณาจักรกรรม เต็มตัว
(ต่อ) ๒


เมื่อเวลาผ่านไป บางช่วง ก็บ้าเครื่องเงิน
แต่พออยู่บริษัทฯ โฆษณาที่เพลินจิตนั้น    หัวหน้า
กลุ่มงานข้าพเจ้า เธอชอบสะสมเครื่องเพชรทอง
หยอง ก็แนะนำข้าพเจ้าว่า อย่าเสียเงินซื้อ เครื่อง
เงินอยู่เลย ไปเก็บเพชรเก็บทองบ้างเถิด ข้าพเจ้า
ก็ลองทำอยู่ แต่ก็ด้วยเงินไม่มากอย่างเธอข้าพเจ้า
จึง มีเพียงชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น
ยกเว้น
ชิ้นใหญ่ที่ข้าพเจ้า ตัดใจซื้อมาคือแหวนเพชรลูก
สามสี่เม็ดกะรัตกว่าที่ข้าพเจ้านำไปเปลี่ยนเป็นเงิน
ดาวน์ที่ดิน
ดังที่ได้เคยเล่าให้ท่านฟังไว้ในบทต้น ๆ
ของการได้มาซึ่งที่แปลงนั้นของข้าพเจ้านั่นเอง

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


            ทั้งนี้ การก้าวเข้าไปเป็นสะไภ้ของบ้าน
นั้น ข้าพเจ้าจึงมี"หีบเครื่องประดับ" ไม่เล็กนัก
เป็น หีบเครื่องสำอางใบขนาดกลางค่อนข้างใหญ่
เปิดฝาขึ้นมีกระจก ไว้แต่งหน้า อย่างพวกคุณนาย
ในกรมฯ เธอชอบใช้เวลาเดินทาง  ข้าพเจ้าเสียบ
แหวนวงเล็กวงน้อยไว้หลายสิบวงสร้อยข้อมือบ้าง
และ สร้อยคอก็แค่เส้นสองเส้นเท่านั้น ตอนที่ทำ
มามูลค่าก็ถือว่ามาก ในสมัยนั้น  

          อย่างเช่นเวลาราคา ทองบาทละสองร้อย
ห้าสิบบาท เมื่อข้าพเจ้ายังเด็ก แหวนวงหนึ่งของ
ข้าพเจ้าก็มีราคา ๑๘๐ บาท แล้ว และ ต่อมาเมื่อ
เป็นวัยรุ่น ราคาทองคำรูปพรรณตกประมาณ บาท
ละสี่ร้อยบาทไทย คุณแม่จะซื้อสร้อยทองให้ข้าพเจ้า
เส้นหนึ่ง หนักห้าสิบสตางค์ ตกประมาณ เกือบสอง
ร้อยห้าสิบบาท แต่ข้าพเจ้ากลับขอเลือก"สร้อยสาม
กษัตริย์" คือสร้อยทำด้วยโลหะสามชนิดคือ  ทอง
นาค เงิน ซึ่งมีราคาเท่ากันแทน

คุณแม่ก็ตามใจ
แบบฉุนนิดหน่อยว่า ทำไมไม่เอาสร้อยทองเพราะ
ในอนาคตจะมีมูลค่ามากกว่า 
ข้าพเจ้ายังเด็กนัก
รู้สึกรังเกียจคนใส่ทองสีทองแพรวพราวทั้งตัวแถม
นิยมพวกเครื่องทองขาว หรือเงิน ซึ่งดูดีกว่าทอง
เหลืองอร่ามอันดูเป็น 'บ้านนอก'นัก
ในสายตาของ
ข้าพเจ้าในวันนั้นจึงยืนยันจะใช้ สร้อยสามกษัตริย์นั้น

         มาถึงสมัยทำงาน ซึ่ง ทองคำรูปพรรณราคา
ขึ้นจากพันกว่าบาท สองพันกว่า บาท สี่พันกว่าบาท
ห้าพันกว่าบาท มีสมัยหนึ่งขึ้นไปถึง เจ็ดพันกว่าได้
ข้าพเจ้าย้งเสียดายไม่หาย ที่ไม่ได้สะสมทองคำไว้
แต่เล็ก มัวแต่ไปชอบเครื่องประดับเงินเสียอย่างนั้น

           และวันนี้ สมัยที่ข้าพเจ้าบันทึก พุทธศัก
ราช ๒๕๕๑ วันที่ทองคำราคาขึ้นไปบาทละ
๑๕,๐๐๐ บาทนี้ ข้าพเจ้านึกเสียดายแค่ไหน
ที่ไม่ได้คิดสะสมทองคำไว้มากกว่านั้น

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~ 
: tiki_ทิกิ    - [ 7 เม.ย. 51 12:43:03 ]

 

#12..♣..♥.๐๐๐.. ภาคสี่ ที่ดินผืนนั้น...บทที่ ๑๖ ...๐๐๐...♣..♥

#13 (ต่อ) นิยาย "ที่ดินผืนนั้น" ภาคสี่ บทที่ ๑๖

บทปัจจุบัน
 
 
บทต่อไป
 
 

โดย tiki_ทิกิ

 

กลับไปที่ www.oknation.net