วันที่ อังคาร เมษายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมียงู จับได้ ดูได้ แต่ห้าม....


      เมื่อตอนยังเป็นเด็กนั้น สิ่งที่ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจมากเป็นพิเศษ คือบรรดามหรสพของแปลกทั้งหลาย ที่จะเปิดแสดงในงานเทศกาลประจำปีของวัดใกล้บ้านทุกปี โรงมหรสพที่ปลูกเป็นเพิงง่ายๆ มุงหลังคาสังกะสี ตีฝาสามด้านด้วยไม้อัด บนสุดของหลังคาด้านหน้าเป็นแผ่นผ้าภาพวาดสีโปสเตอร์ แสดงรายละเอียดของ "ของแปลก" ตั้งแต่งูเผือก คนสองหัว นางเงือก พญานาค กระสือ ด้วยฝีมือการวาดฝีมือจัดจ้าน ทั้งสีและเส้นที่ขับเน้นให้เห็นความประหลาดอัศจรรย์นั้น ราวมีชีวิตจริง ไม่ดู ไม่ได้แล้ว

      ในกลุ่มมหรสพของแปลกนั้น "เมียงู" จะเป็นไฮไลท์ ที่ชวนติดตาม ด้วยใจระทึกกับเสียงเชิญชวนของโฆษก ท้าให้เข้ามาดูว่าคนกับงูอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

      "สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้ามาดูกันให้เต็มตา ว่างูกับคนอยู่กันได้อย่างไร" เสียงโฆษกร้านเมียงูดังลั่นประสานเสียงกับโฆษกละครลิงที่เร่งเร้าให้คนเข้าไปชมดู ลิงกังแต่งองค์ทรงเครื่องร้องเต้นไปตามจังหวะไม้เรียว

       ความทรงจำเรื่องเมียงูของผมเกือบเลือนหายไปกับกาลเวลา หากไม่ได้มีคนเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

      ....

     วันหนึ่ง เพื่อนชวนเปี๊ยกไปดู "เมียงู" ที่งานภูเขาทอง งานประจำปีที่เล่าลือกันว่าเป็นสถานที่ชุมนุมของบรรดาเจ้ายุทธจักรของแปลกทั้งหลาย

     "แม่ห้ามไม่ให้ไป ถ้าใครไปดูเมียงูเมื่อไหร่ ตัวจะกลายเป็นหินทันที" เจ้าเปี๊ยกบอกเพื่อนอย่างใสซื่อ เขาจำคำแม่ที่ย้ำเตือนว่าเมียงู จะทำให้เขากลายเป็นหิน

     "ไม่เป็นไรหรอก แม่เอ็งเขาก็ขู่ไปอย่างนั้นเอง" เพื่อนให้เหตุผล และหว่านล้อมเปี๊ยกต่างๆนานา ถึงความสนุกสนานในบรรยากาศของงานวัด ทั้งชิงช้าสวรรค์ ร้านยิงปืน และอื่นๆอีกมาก จนเปี๊ยกใจอ่อน และตกลงที่จะฝืนคำสั่งห้ามของแม่

      และในที่สุดเด็กทั้งสองคน ก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้าเมียงู

      เมื่อดูไปได้สักพัก เปี๊ยกก็สะกิดแขนเพื่อน พลางบอกว่า "ออกกันเถอะ ข้าว่าแม่พูดถูกแล้ว บางส่วนในตัวข้ากำลังจะกลายเป็นหินแล้ว " "เออข้าก็เป็นเหมือนกัน" แล้วเด็กทั้งสองก็รีบเดินออกจากโรงเมียงู ก่อนที่เขาจะกลายเป็นหินไปจริงๆ

       ......

      ความจำเริ่มกระจ่างชัดขึ้น หลังจากเปี๊ยกกับเพื่อนเดินออกมาจากเมียงู

      ความเป็นจริง เมียงูก็เป็นสาขาหนึ่งของชุดนาฎลีลา ที่เรียกกันตามภาษาพื้นบ้าน ว่า "จ้ำบ๊ะ" ในอดีตกาล อันเป็นต้นกระแสธารของโคโยตี้ในวันนี้

     ทั้งจ้ำบ๊ะ โคโยตี้ และเมียงู ล้วนมีวัตถุประสงค์อันเดียวกัน คือ การใช้เรือนร่างของความเป็นหญิง แสดงท่าทางยั่วยวน ปลุกเร้าให้สัญชาติญาณหื่นของผู้ชายตื่นตัวขึ้นมา ยิ่งในกรณีของโคโยตี้ จะเห็นชัดว่า ท่าเต้นของบรรดานักเต้นโคโยตี้นั้น คือลีลา ท่าทางในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ โดยไม่ต้องแปลเป็นอย่างอื่น

      การเต้นรูดเสาในบาร์ย่านพัฒนพงศ์ ซอยคาวบอย หรือการเต้นโคโยตี้ จึงมุ่งต่อวัตถุประสงค์ทางเพศโดยเฉพาะเจาะจง ที่แตกต่างออกไปก็คือ เมียงูจะมีรายละเอียดมากกว่าการใช้สรีระของผู้หญิงยั่วยวนแต่อย่างเดียว หากเมียงูจะเป็นการแสดงแบบคู่ระหว่างคนกับสัตว์ ระหว่างงูเหลือมกับคน โดยสมมติว่างูเหลือมนั้นเป็นชายกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเมียซึ่งเป็นคน

      ปรากฎการณ์เสถียร เคนกุดรัง หนุ่มวัย ๓๕ จากอุดร ที่ตกลงปลงใจวิวาห์กับเมียซึ่งเป็นงูเหลือมขนาดใหญ่ หลังจากที่เขาพบรักกันระหว่างที่เสถียรไปจับกบในทุ่งนา จึงอธิบายได้ในอีกมิติหนึ่ง ระหว่างสามีที่เป็นคน กับเมียที่เป็นงู มิใช่เมียงูในความหมายของมหรสพพื้นบ้านของไทย

     ในสมองของเสถียรจะจินตนาการไปกว้างไกล ถึงชาติปางก่อนหรือไม่ก็ตาม แต่การที่เสถียร นำงูหลามเพศเมียตัวนี้ไปร่วมหอ อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาภายในห้องหับของเขานั้น ย่อมเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งของมนุษย์ที่ขาดโอกาสในการแสดงตัวตนในสังคม ฉะนั้นเมื่อเขาเกิดอุปทานว่างูตัวนี้เคยเป็นเมียของเขามาในชาติก่อน

      ผสมผสานกับนิยายปรัมปราที่เสถียรอาจจะเคยอ่านเจอที่ไหนมาสักแห่ง ก็ทำให้ในจิตใจของเสถียร เกิดความรู้สึกขึ้น ๒ ชนิด คือ ผูกพันและเชื่ออย่างจริงจังว่าสัตว์เลื้อยคลานตัวนี้เป็นคู่ของเขา กับความแปลก ผิดปกตินี้ เป็นโอกาสให้เขาเป็นคนดัง ที่ชาวบ้านธรรมดาๆทั่วไปไม่มีโอกาสฝันถึง อย่างน้อยวิทวัส สุนทรวิเนตร์ ก็เป็นเหยื่อรายหนึ่งที่ทำให้เขากลายเป็นคุณเสถียรขึ้นมาเพียงชั่วข้ามคืน

      การมีเมียเป็นงู อาจทำให้คนบ้านนาฟูมองเขาว่าเพี้ยน แต่เสถียรคงรู้ว่านาทีนี้ การมีเมียเป็นงูคุ้มค่ากว่าการมีเมียเป็นคนหลายเท่านัก

โดย jk

 

กลับไปที่ www.oknation.net